สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน จุดสำคัญสู่ความเป็นอรหันต์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน จุดสำคัญสู่ความเป็นอรหันต์ พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 5 เมษายน 2562 ที่บวรราชธานีอโศก ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน ปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 43 ได้เริ่มต้น ณ บัดนี้ วันที่ 5 จนถึงวันที่ 11 เมษายน 2562 ก็จะเป็นวันสุดท้ายของปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 43 ปลุกเสกฯเป็นภาษาไทย อภิเษกเป็นภาษาบาลีสันสกฤต ปลุกเสกฯหรือพุทธาภิเษกของเราเป็นการติว ปีหนึ่งครั้งสองครั้ง ซึ่งก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันในรูปแบบ แพทเทิร์นเดียวกัน แต่นัยรายละเอียดความลึกซึ้งความรู้ความหมาย แม้แต่จะมาฝึกฝนมีพฤติกรรมมีการสัมพันธ์ ร่วมชุมนุมกันมา มากินอยู่ร่วมกัน อยู่เป็นสังคมที่เกิดการสัมผัส ผัสสะ สัมผัสทาง ตาหูจมูกลิ้นกาย ใจด้วย เกิดการสังเคราะห์สังขาร ผู้มีภูมิปัญญาสามารถรู้จักการสังเคราะห์สังขารเป็นวิจัยวิจารณ์เป็น และเราก็แยกแยะจัดการ อภิสังขาร จัดการกับสภาวะในจิต กายกรรมดูไม่ดีเป็นความหยาบ กิริยาภายนอก เราก็จัดการปรับปรุงให้มันดีอย่างไรตามสมมุติโลก กายกรรมวจีกรรมเป็นส่วนสมมุติ ส่วนใจเป็นปรมัตถ์ เป็นประธานของชีวะ โดยเฉพาะประธานของความเป็นคนเป็นมนุษย์ เป็นตัวที่ยิ่งใหญ่ ศาสนาเทวนิยมเรียกว่าพระเจ้า แล้วพระเจ้านี้เขาก็บอกว่าเป็นอีกอันนึงที่จะมาสั่งกายวาจาใจเรา สั่งการหมด แต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เราเป็นเจ้าของใจหรือกิเลสเป็นเจ้าของใจ คือสอง สองนี่แหละคือเทวะ หรือ เทฺว แต่ถ้าเข้าใจก็คือสัจจะเดียวกันเป็นสภาพ 2 อย่าง ตลอดกาลนาน ต่างคนต่างเข้าใจ 2 นี้ให้ได้ให้เป็นหนึ่ง คุณจะเหวี่ยงไปเป็นด้านไหน เราก็มั่นแม่นคมชัดลึก รู้ได้ ตัวที่ต้องการตัวที่จริงจังตัวที่จะใช้งานในปัจจุบันใดๆ คือตัวใด คือลักษณะไหน จะต้องมีจิตอะไรเรียกว่า มุทุธาตุ ชัดเจน จับได้แม่นมั่นแล้วเอามาใช้ถูกจังหว

อ่านต่อ

ะถูกสถานการณ์ อยู่กับสิ่งที่ประกอบกันด้วย สังขารกันอยู่ ร่วมกันอยู่ อย่างได้สัดส่วน ได้คุณภาพ คุณธรรม คุณสมบัติ คุณวิเศษที่ดี เศษคือเหลือ วิ คือไม่ วิเศษคือไม่เหลืออะไรอีก ถ้าจะเหลือคือเหลือความยอดเยี่ยมความจบ มีแต่ดีสุด คือวิเศษ ถ้าจะเหลือก็เหลือสิ่งที่ดีที่สุด ไม่เหลือคือสิ่งที่ไม่ดีไม่เหลือเลย ปีนี้ อาตมาบอกได้ อาตมาชัดเจนถึงความเป็นเทวะ เทฺว หรือเทวดา หรือเทพ ตัวเดียวกัน เทวตา หรือเทวดา เป็นคำปัจจัยร่วมเป็นคำนาม ภาษาไทยเรียกเทวดา ภาษาบาลีคือเทวตา พยัญชนะกับสภาวะ สองอย่างนี้เรียนรู้ จะใช้อะไรสื่อภาษาการแสดงออกทางกายกรรมวจีกรรม ส่วนจริงคือสภาวะแท้ของมโนของธาตุรู้ชัดๆของชีวะ โดยเฉพาะจิตนิยาม จิตสัตว์โลกที่เป็นมนุษย์ แล้วเราก็สามารถจัดการกับชีวิตของเรา ทั้งแท่งภายนอกภายใน ให้เป็นไปอย่างสงบ เป็นไปอย่างเรียบร้อยเป็นไปอย่างไม่มีพิษภัย มีแต่คุณค่าประโยชน์ มีแต่สิ่งที่ดีงาม เราไปจัดการชีวิตแต่ละเจ้าตัว ตัวใครตัวมันจัดการได้อย่างดีที่สุด ก็เป็นคนที่มีคุณค่าประโยชน์ ปลอดภัยที่สุด ไม่มีพิษภัยต่อใคร มีแต่คุณค่าประโยชน์ต่อทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ดินน้ำไฟลม ต่อพลังงานในระดับอุตุ ถึงจิตนิยาม จนรู้ครบรอบถ้วนรู้บริบูรณ์สมบูรณ์รู้ดีที่สุด ซึ่งมนุษยชาติทุกคนจะเดินทางมาสู่จุดสุดยอดนี้ เป็นอรหันต์ อรหะ แปลว่าไม่ลึกลับ อรหะ กับ อันตะ อันตะคือที่สุด สุดจบแล้วไม่มีอะไรต่อจากนี้อีกแล้ว ไม่มีอะไรมากกว่านี้อีกแล้วไม่มีอะไรสูงกว่านี้ สุด อรหะ เพราะฉะนั้นอรหันต์จุดแรกคือ กิเลสของแต่ละคน ของเรามีกิเลสเท่าไหร่ เราทำกิเลสของเราดับตาย ไม่เกิดในจิตเราอีกเลยถาวรมั่นคงยั่งยืนนิรันดร ไม่มีอีกไม่เกิดอีกเลย นั่นก็คือจบ แค่นี้แหละในแต่ละคน ถ้าเรานึกว่าเราจบแล้ว พระอรหันต์ที่ยังไม่แน่แท้มีเศษธุลีเหลือ ยังมาเกิดแถมอยู่อีกๆ แต่ส่วนใหญ่ทำได้แล้ว อรหันต์ระดับต้นๆฆ่ากิเลสตายไปแต่มันยังมีตัวฟื้นจากสลบ หรือว่าตัวไม่รู้มันยังแอบอยู่หรือว่าจรมาใหม่ก็ตาม ทำให้หวั่นไหวอยู่มีกิเลสวอบแวบอยู่ เราก็ฆ่าอีก ทำอีก ทำไปจนกระทั่งมันมีอะไรที่จะอยู่ในโลก สัมผัสกับอะไรในโลกที่เรามีชีวิตอยู่ในชาตินี้ เราเกิดมาแล้วก็สัมผัสกับอะไรต่างๆเราก็รู้หน้าตาของกิเลส เราก็รู้ว่าเราทำให้กิเลสดับได้ สัมผัสแล้วกิเลสเกิดหน้าตาของกิเลสเป็นอย่างไร พอมันโผล่หน้ามาปั๊บ เราก็จัดการมันได้ กิเลสมันเข้ามาในจิตเราไม่ได้ อั้นนั่นแน่! กิเลสหาย สู้หน้าเราไม่ได้ กิเลสสู้หน้าเราไม่ได้ กิเลสมันแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นพระอรหันต์จะเห็นกิเลสแสดงอยู่เต็มโลก พระอรหันต์เบื้องต้นก็เห็นกิเลสเท่าที่ตนเองจะเห็น กิเลสมันมีมากกว่าที่ตัวเองเห็น นอกนั้นมันไม่รู้ว่ามีกิเลสไม่เห็น ไม่เห็นก็แล้วไป ถ้าไม่เห็นเราก็มายึดถือ เราไม่รู้เราไม่สะดุ้งสะเทือนก็เหมือนไม่มี คนที่ไม่เห็นมันก็เหมือนไม่มี เพราะฉะนั้น ง่ายๆตื้นๆของพวกปฏิบัติธรรมก็คือไปดับหลับตาไม่เห็นเสีย ไม่เห็นก็นึกว่าไม่มี พอลืมตาขึ้นมามีเยอะแยะ แต่พอหลับตาก็ไม่เห็น หยุดได้ ลัทธิหลับตาเป็นอย่างนั้น แต่มันไม่อยู่เหนือ กิเลสมันดิ้นเพ่นพ่านอยู่ในโลก มันก็ดิ้นไปสิ แต่เราอยู่เหนือมันทำแบบเหนือ มันมาแตะเรามันก็ผลอยออกไปเอง แตะเราไม่ได้เข้าใกล้เราไม่ได้ด้วย ให้มันไปแตะเถอะ แตะก็ผลอยไป เข้าผิวหนังเราไม่ได้เลย เข้าไปสู่จิตเราไม่ได้เลย กิเลส นั่นคือผู้หลุดพ้น นี่พูดภาษาไทยๆ เข้าใจง่ายๆ คนทำได้ก็ง่ายไง คนทำไม่ได้ก็ยากสิ แต่ทำได้แล้วง่ายจริงๆ ง่ายจนไม่ต้องทำ สำเร็จเรียบร้อยแล้วก็ไม่ต้องทำมันง่าย ง่ายจนไม่ต้องทำจนมีพลังภูมิคุ้มกัน อันอื่นมาแตะผลอย หรือเราลุยกับมันเลย สัมผัสทุกอย่างเราก็มีอำนาจอยู่เหนือมัน ในขณะที่คนเป็นๆมีชีวิตในโลกก็มีดินน้ำไฟลมรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส จะมีองค์ประกอบที่เราร่วมอยู่ด้วยในโลกปัจจุบัน แล้วก็สัมผัสสิ่งนั้นอยู่ ไม่มีเราก็ไม่กลัวอะไรเพราะเราอยู่เหนือมัน มันมาเป็นนายเราไม่ได้สักอย่าง แล้วเราก็ไม่ได้อยากได้ ไม่ได้ต้องการมัน สิ่งใดที่เป็นความจำเป็นที่ต้องการหรือต้องมีต้องเอามาใช้ ใช้สังเคราะห์เป็นร่างกายใช้สังเคราะห์ร่วมเป็นบริขาร เป็นเรื่องร่วมประกอบ เช่น ต้องการไมโครโฟน ถ้าไม่ใช่ไมโครโฟนเสียงมันไม่พอใช้ มันควรจะได้อย่างพอใช้ เราไม่มีไมโครโฟนมันก็น้อยไปเสียงเราพูดไปแล้วมันควรจะได้ประโยชน์มาก พอสมควร เราก็ต้องใช้อันนี้ประกอบ อย่างมีคนนั่งในที่นี้ เสียงก็ได้ยินทั่วให้คนเฉพาะในที่นี้ก็พอดีแล้ว ส่วนข้างนอกก็ไม่ต้องไปกังวล เขาได้ยินแว่วๆ ไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่เขาก็เข้ามาฟังเองมีที่ให้เขาเข้ามาได้ ไม่ต้องไปเกินขอบเขต ไปให้คนอื่นได้อย่างไม่มีที่สุด มันก็ประมาณไม่ไหว คุณเองจะต้องใช้ไมโครโฟนใช้เครื่องมือที่จะกระจายเสียงไปจนกระทั่งถึงที่ไหนๆเขาก็รับได้หมดจนกระทั่งเหลือทิ้งกระจายทิ้งไป เพราะเรามีเหลือเฟือทำไปเถอะ แต่เราไม่มีเงินทองข้าวของวัตถุอะไรที่จะทำได้ถึงขนาดนั้น เราก็ทำตามควร ถ้าเรากระจายไปมากกว่านี้ ตอนนี้บุญนิยมก็กระจายไปหลายประเทศ แต่ก็ไม่ได้มากเท่าคนอื่นที่เขาไปรอบโลกเลย มีหยาบ กลาง ละเอียดอีกหลายชั้น เราไม่ได้ตักบาตรจะไปให้ทั่ว มันก็จะเฟ้อเปล่าๆ เขาก็เห็นว่าไร้สาระทั้งๆที่มันเป็นสุดยอดของสาระ เหมือนลิงได้แก้ว มันก็ว่าสู้กล้วยใบหนึ่งไม่ได้ เอาแก้วกับกล้วยให้ลิงเลือกมันก็เลือกกล้วยมากกว่าแก้ว คนที่ไม่รู้ค่าก็ต้องปล่อยเขาไป อาตมาไม่ได้กังวลไม่ได้ตกอกตกใจ เราทำสิ่งที่เป็นสัจจะความจริง อาตมาก็ประมาณตามมวลคุณภาพของพวกเราสูงขึ้นๆ ก็กระเถิบขึ้นไปตาม มีมวลเท่าไหร่เท่าที่อาตมาประมาณได้ เกินกว่านั้นเขาก็ขวนขวายเอง ก็เอาที่เรารับผิดชอบได้ให้ได้เพิ่มสูงเจริญขึ้น ตราบที่อาตมายังไม่หมดภูมิ ยังมีภูมิอีกที่จะให้ จนกว่าจะมีคนที่มีภูมิมากกว่าอาตมามาต่อให้อีก อาตมาก็ยังบอกว่าโพธิสัตว์ผู้พี่อยู่ไหนเอ่ยมา แต่ถ้าในยุคนี้กาละนี้ สังคมโลกมีแสงสว่างพระอาทิตย์ ใบนี้ทั้งใบไม่ใช่แต่ประเทศไทย โพธิสัตว์ผู้พี่อยู่ที่ไหน ที่มีโลกุตระมาสอนด้วย แต่โลกียะนั้นคนสอนเยอะแยะให้เขาสอนไปเถอะ จริงว่าเราอาจจะรู้โลกียะ แต่พวกศาสดาโลกียะมีเยอะ เดี๋ยวนี้มีลัทธิศาสนาที่รับช่วงอีกเยอะ ไม่ต้องไปกังวลโลกีย์เขาหรอก โลกุตระมีน้อย แต่สำคัญกว่าโลกียะ ที่จะช่วยโลกได้ คนโลกุตระนั้นไม่ต้องใช้อะไรของโลกียะก็ได้ เพราะลักษณะของโลกียะนั้นก็มีพอกินพอใช้เหลือเฟือแล้ว สร้างสิ่งที่เป็นโลกียะสามัญของโลก ที่สำคัญเอาไปเผื่อแผ่ให้แก่คนทั้งโลกด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่ต้องช่วยหรอก โลกุตระไม่ต้องช่วยเขาหรอกเขาพอแล้วเขามีสันโดษแล้ว เขามีเหลือเฟือแล้ว ชีวิตก็สบายแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่าพอมันจะเป็นจุดจบของพลังงาน จบกิริยาที่จะเอามาบำเรอเพื่อตน แต่พลังงานที่จะเอาไปสร้างสรรค์ได้มากได้เหลือกว่านี้ก็มีอีกทำเพื่อผู้อื่น อันนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราไม่สันโดษในกุศล สิ่งที่เป็นประโยชน์ของค่าดีงามพระพุทธเจ้าเราไม่พอ เราจะสร้างให้เผื่อแผ่ ให้ผู้อื่นได้เหลือเฟือไม่ต้องทิ้งขว้างถ้าเราสามารถทำได้ ให้มันเหลือจะได้ไม่แย่งกันจะได้มีอาศัย แม้แต่คนที่ตะกละขี้โลภก็ให้หอบไปให้เข็ดแบกให้เข็ด แบกเข้าไปโลภเข้าไป เสร็จแล้วเอ็งก็ตายจากไป ชาติหน้าเอ็งก็ไม่รู้หรอกของเอ็ง ถึงแม้รู้ว่าของเอ็งก็จะไปเอาจากคนอื่นได้อย่างไรเพราะมันเปลี่ยนมือไปแล้ว เอาไม่ได้หรอก

สัจจะพวกนี้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เอามาอธิบายได้ชัดเจนที่สุด อาตมาชาตินี้เกิดมาแล้วทำงานมา จนกระทั่งถึงวันนี้ ก็พูดย้ำอีก มีคนมาซักถามว่า ท่านรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นอรหันต์ โอ้โห ซาบซึ้งถึงทรวงในเลย อาตมานี่ตื่นโพลงเลย ชื่นใจเลย โอ้โห นี่มาถามเราได้ ว่าท่านรู้ได้ไงว่าท่านเป็นอรหันต์ ก็ทำไมจะไม่รู้ล่ะ อาตมามีอรหันต์อยู่ในกระเป๋านี่เต็มกระเป๋าเลย อรหันต์ของอาตมา ล้วงเข้าไปในกระเป๋าทีไรก็อรหันต์เราเต็มกระเป๋า ถ้ามาถามว่าท่านรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นอะไร มาถามเราได้เราก็ควักอรหันต์มาแจกให้ ก็นี่ไง เรามีเราเป็นจริงๆของเรา แล้วตัวเองไปเปิดดูสิ ก็อรหันต์ก็คือไม่มีไง เอ้า! ก็ไม่มี อาตมาไม่มีกิเลส แล้วกิเลสเป็นอย่างไรก็อธิบายกิเลสให้เขาฟัง ถ้าเขามีกิเลสอยู่ก็จะรู้ว่า อ๋อ อย่างนี้หรือกิเลส แล้วอย่างนี้แหละมันไม่มีในตัวเองก็เริ่มตั้งแต่ความเป็นสัตว์ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้อง เมื่อสัมผัสกับความเป็นสัตว์แล้วคุณก็ยังมีรักมีชังกับสัตว์นั้น จนกระทั่งถึงทำร้ายหรือว่ารักดูดดื่มเป็นเนื้อเดียวกับฉันเลย อาการอย่างนี้คุณมีไหม ต้องพูดกันจนรู้เรื่องว่าอาการอย่างนี้เรามี ถ้าคนที่พูดกันรู้เรื่องว่าอาการอย่างนี้ นั่นแหละ เราไม่มี แล้วเราไม่มีเป็นอย่างไร?คุณก็ต้องเอาของคุณออกเองให้ได้ล้างออกไปให้ได้จนกระทั่งจิตคุณไม่มีอาการอย่างนี้ ลองถามเขาดู อาการที่ไม่มีของคุณจะมีไหม? เช่น คุณไปเกี่ยวข้องกับไฟ คุณไปจับไฟนี่ร้อนไหม มันไหม้เลยนะ คุณก็ไม่อยากจับไฟ คุณมีไหม ตัวไม่มีตัวอยากจับไฟ มีแต่ตัวไม่อยากจับไฟ เพราะมันร้อนพอเจอไฟแล้วอย่าไปจับมันร้อน คุณก็ไม่มีความอยากจับไฟแล้ว แล้วตอนนี้คุณมีไหม คุณเจอไฟแล้วอยากจับไฟไหมตอนนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้ามันทุกข์มันร้อนเมื่อจับไฟแล้วมันทำให้เราไม่สบายเรารู้แล้ว แล้วคุณรู้ใช่ไหมไฟ คุณก็ไม่จับ ถ้าอะไรทำให้เราทุกข์ร้อนลำบาก เรารู้จริงชัด เราก็ไม่แตะไม่อยากได้ ฉันเดียวกันตัดกิเลสที่ทำให้เราทุกข์ ความทุกข์คือความไม่สบายมันร้อนเหมือนถูกไฟ เรารู้อย่างนั้นเลยชัดเจนอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้น จิตจริงมันก็ไม่อยากไม่มีไม่เอา จิตของคุณก็จริงน่ะ เจออีกเมื่อไหร่คุณก็ไม่เอา จนกระทั่งของพระพุทธเจ้าสอนซ้อนไปอีกว่า แม้เราไม่เอามันก็จะมาแตะเรามาจี้เรา เราก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้อยู่ยงคงกระพัน ไฟก็ไม่ไหม้ ไม่ยิงก็ไม่เข้า แทงก็ไม่เข้า ยิงก็ไม่ออก แทงไม่เข้า นี่มาสัมผัส แทงจึ๊กก็ไม่เข้า อยู่ยงคงกระพัน ยิงก็ไม่ออก มีพลังงานที่เป็นภูมิคุ้มกันมีพลังงานราศรีรังสี ที่เป็นบัฟเฟอร์ เป็น wall เป็นผนังกั้นหนา ยิงก็มาแตะแค่ผนัง แต่บัฟเฟอร์ กั้น ยิงไม่ถึงเรา เข้าไม่ถึงเรา แรงขนาดไหน คุณจะมีพลังงานสร้างสิ่งที่จะเข้ามาซัดเราขนาดไหน ทำไปเลย แล้วก็มีซับซ้อน ถ้าเป็นวัตถุธรรม สิ่งนี้เป็นอจินไตยที่อธิบายยาก วัตถุธรรมที่เลวร้ายกับคนที่เลวร้ายไม่เข้ามาใกล้ แม้แต่จะมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกัน 620405_พ่อครูเทศน์เปิดงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 43 บ้านราชฯ คนหมดตัวตนจะไม่หมดตัวตน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน