สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน คุณสมบัติชาวอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน คุณสมบัติชาวอโศก ชาวอโศกซ้อนลึกซึ้ง เป็นการปฏิบัติซับซ้อนทั้งทางวัตถุธรรมและทางกรรมกิริยา ทั้งทางนามธรรม มันเป็นตัวอย่างที่ขั้นที่เขาสัมผัสได้ ทั้งรูปธรรม อรูปธรรม ทางกาย ทั้งภายนอกสมบูรณ์แบบ อาตมาทำงานมา 49 ปีแล้วมีผล พวกเรานี้สมบูรณ์แบบทุกวันนี้พวกเราเบิกบานแจ่มใสไหม? พวกเราเป็นคนสุรุ่ยสุร่ายหรือมัธยัสถ์ มันเป็นนิสัย หรือวิสัย มัธยัสถ์จนบางทีขี้เหนียวเกิน ก็ให้รู้ตัวเองบ้างว่าอันนี้มันเกินไปแล้วนะ มัน มัจฉริยะแล้ว มันตระหนี่ขี้เหนียวเกินไม่ใช่มัธยัสถ์ พระบาลีของท่านชัดเจน มัธยัสถ์เป็นคนประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย แต่กล้าที่จะสละกล้าให้กล้าแจก ไม่ใช่คนมัจฉริยะขี้เหนียวมีเยอะแยะมากมายแต่แบ่งใครไม่ได้เผื่อแผ่ใครไม่ได้ พวกนี้มันเป็นพวก มัจฉริยะ ไม่ใช่มัธยัสถ์ มัธยัสถ์จะรู้ว่าอย่าทำเสียหายรู้จักเก็บงำรู้จักดูแลรักษาข้าวของ นี่เรียกว่ามัธยัสถ์เป็นกลาง ได้สัดส่วน ส่วนมัจฉริยะมันเป็นความขี้เหนียวเกินไป ส่วนสุรุ่ยสุร่ายภาษาบาลีมีไหม?..พหุลิโก ผู้ที่มีคุณสมบัติที่เราไล่เรียงไปแล้ว ชาวอโศกอาตมาสรุปเอาไว้ว่า เบิกบานแจ่มใส มัธยัสถ์ สุภาพ คือสุภาวะ คือภาวะทางกายวาจาใจทุกอย่างดีหมดเรียกว่าสุภาพ อาตมาค่อนข้างมีจุดด้อยที่ กายวาจาใจที่ต้องเวอร์ไปหน่อย เพราะทุกวันนี้คนกิเลสหนา พูดแล้วเหมือนแก้ตัวแต่ก็พูดจากสิ่งที่เป็นจริง แต่ตอนนี้คิดว่าเมื่อยแล้ว ย่างเข้าหา90 แล้วเรี่ยวแรงไม่มากมายแล้ว การดุด่าว่าก็เยอะแล้ว อาตมาตั้งใจจะเพลาลง จะเอาเนื้อหาสาระสัจธรรมขยายที่มีอีกเยอะมาอธิบาย ขณะที่พูดนี้ก็จะขยายความไปใครฟังเป็น สงบ คำว่าสงบของพระพุทธเจ้าคือ สันตา ปณีตา คือสงบที่คล่องแคล่วว่องไว ไม่ใช่สงบอย่างเฉื่อยช้าแข็งทื่อไม่ใช่ สงบทื่อกายก็ทื่อพูดก็ช้า ไ
อ่านต่อ
ม่ใช่ แต่พูดก็คล่องแคล่ว ปราดเปรียวแต่ไม่มีกิเลส สงบของพระพุทธเจ้านั้นความคล่องแคล่วของกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมนั้นคล่องแคล่ว เพราะไม่มีกิเลสมาถ่วงไว้หนืดไว้ นามธรรมกับรูปธรรมนั้นถ้ามันลงตัวแล้ว คนไม่มีกิเลสมันจะแสดงอาการแคล่วคล่องมันจะไม่เฉื่อยไม่เนือย ศาสนาพุทธทุกวันนี้เข้าใจผิด พอบอกว่ากายปัสสัทธิ อะไรก็เฉยชาไปหมด อันนั้นเบื้องต้นเป็นการสังวรระวัง ก็ใช่ คุณเร็วไปกิเลสมันก็เข้าคุณก็ไม่ทัน มันก็ใช้ไม่ได้คุณก็ต้องช้าไปจนจับกิเลสทัน แต่คนที่คล่องแล้วแล้วจะจับกิเลสทัน สันตา ปณีตา มันจึงเป็นความสงบที่คล่องแคล่ว ไม่ใช่สงบอย่างง่ายๆหยาบๆ นิ่งๆหยุดๆช้าๆ ไม่ใช่ อันนี้เป็นพยัญชนะแบบสิริมหามายา ฟังแล้วเหมือนกลับไปกลับมา จึงยากที่จะคาดคะเนด้นเดาเอา อตักกาวจรา เพราะณิปุณา ละเอียดลึกซึ้งระดับนิพพาน ผู้ที่เป็นบัณฑิตฟังแล้วก็จะเข้าใจฟังแล้วรู้เรื่องเอาไปปฏิบัติได้ ชาวอโศกเราปฏิบัติได้ เพราะฉะนั้นคำว่าบุญนี้ เป็นเรื่องที่ ลึกซึ้งเข้าใจยากจนอาตมาอธิบายให้พวกเราเข้าใจ ทำให้เกิดพลังงานบุญเกิดขึ้นในตัวเอง แล้วมีฤทธิ์ มีอำนาจมีพลัง กระทั่งมันเป็นไฟ เรียกว่า ฌาน เพราะฉะนั้นคนที่ทำฌานได้คือคนลืมตามีตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกสัมผัสแตะต้องแล้วปฏิบัติอ่านเวทนา จัดการเคหสิตเวทนาทำให้กิเลสลดได้เป็นเนกขัมมสิตเวทนา พลังงานที่ทำให้เกิดการชำระกิเลสได้เกิดพลังงานแรงเรียกว่า ไฟ ภาษาบาลี คือ ฌาน มันก็เผาพลังงานราคะเผาพลังงานโทสะเผาพลังงานโมหะได้จริงๆ พลังงานมันเจ๋งมันเยี่ยมยอดกว่ากันพลังงานมันมีประสิทธิภาพ สูงส่งกว่ากัน เพราะพลังงานนั้นมันประกอบไปด้วยปัญญา ปัญญาทำให้ ฌาน ฌานที่ไม่มีปัญญา ปัญญาที่ไม่มีฌาน หาไม่ได้ ฌานต้องมีปัญญาเป็นตัวกำหนดรู้แจ้งเป็นพลังงานที่สมบูรณ์แบบ นัตถิฌานังอปัญญัสสะ นัตถิปัญญาอฌายิโน ตัมหิ ฌานัญจะ ปัญญัญจะ นิพพานะสันติเก ฌานต้องมีอยู่กับคนที่ลืมตา ปัญญากับฌานถ้ารู้จักก็ใกล้นิพพาน บุญจะเกิดหลังจากฌาน ฌานคือสร้างพลังงานให้เกิดไฟ เป็นพลังงานไฟปัญญาที่รู้จักหน้าตาของกิเลส แล้วมีพลังงานที่จะสามารถเผากิเลสละลายไปได้ เผาราคะโทสะโมหะได้จริง เผาได้สำเร็จลงเรียกว่าบุญ หรือปุญญะ ทำสำเร็จแล้วพลังงานนี้ก็หายไป คุณเอาไฟมาเผานี้เสร็จ เผาหินให้ละลาย หินก็ละลาย พลังงานที่มันเผาหินละลายนี้คุณจับไฟที่มันเผาหินนี้เอาพลังงานอะไรก็แล้วแต่รวมกันแล้วมีพลังงานสามารถละลายหินนี้ได้ ละลายหินไปหมดแล้ว แล้วคุณก็จะจับเอาพลังงานขึ้นมาได้ไหม ..ก็ไม่ได้ สะสมพลังงานนี้ให้มาจัดการกับหินให้ละลายนี้เอากลับมาไม่ได้อีกแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น บุญไม่มีอะไรเหลือที่จะสะสมเป็นตัวเป็นตนได้อีกเลย ทุกวันนี้คนเข้าใจศาสนาพุทธที่เป็นบุญไม่ได้ เข้าใจว่าบุญเป็นการสะสมเป็นกอบเป็นกอง แต่บุญมีหน้าที่ทำลายทำหน้าที่ให้เกิดความเสียหายอย่างเดียว แล้วบุญมีดวงตามีปัญญาไม่ใช่กิเลสมันไม่ทำ มันรู้จักกิเลสหยาบกลางละเอียดอย่างชัดเจน จะไม่ไปแลบเลียไม่ทำลายส่วนใดส่วนหนึ่งของจิตเลย มันจึงมีปัญญามากที่จะเลือกเอาแต่ กายกลิ รูปนามของตัวตนของกิเลสออกมาทำลายออกมากำจัด ไม่ไปทำให้จิตบาดเจ็บเลย ไม่ทำให้จิตระคาย ไม่ระคายผิวจิต เลือกกำจัดกิเลส เพราะฉะนั้นจึงไม่ประมาทเข้าไปหาจิตเลย ต้องค่อยๆตะไบข้างนอกไป ตะไบออกได้ ส่วนที่เป็นกลิก็ถูกตัดออกเฉือนออกขัดออก จากภายนอกเข้าหาภายในจนเหลือแต่จิตที่สะอาด นิ่มนวลมาก เรียบร้อยมากสุภาพมากอย่างนี้เป็นต้น อาตมาพยายามขยายความอย่างเป็นรูปธรรมให้ฟัง ศาสนาพุทธนั้นสุภาพอย่างนั้นจริงๆ แล้วก็เรียบร้อยสงัดสงบอย่างนั้นจริงๆจนกระทั่งหมดสิ้นความอยาก สิ้นความเสพ นี่คือ 6 คำที่อาตมาบัญญัติขึ้นตั้งแต่ยุคสร้างศาสนาตั้งแต่เริ่มต้น เบิกบานแจ่มใสมัธยัสถ์สุภาพสงบหมดความอยากสิ้นความเสพ ตอนนี้อาตมาขยายความไปมากจนลืมอันเก่า แต่อันเก่านี้ได้ผลแล้ว พวกเราเบิกบานแจ่มใสไหม มัธยัสถ์ไหม ไม่มัธยัสถ์ก็ไม่ได้ เพราะมีน้อยแล้วสุรุ่ยสุร่ายก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้สะสมกอบโกยอะไรแล้ว มีแต่พออาศัย ถึงเรียบร้อยอยู่ในสภาพที่สำเร็จความมัธยัสถ์ สำเร็จความพอมีพอกินพอใช้ไม่ฟุ่มเฟือย แล้วเราก็ทำให้นิสัยของเราไม่เกิดความสุรุ่ยสุร่าย ก็จึงเกิดความ สุ ภาวะ เกิดสภาพที่ดี ภาวะคือสิ่งที่ปรากฏ กายกรรมวจีกรรมมโนกรรมเป็นพฤติกรรมของชีวิต เราก็สุภาพสงบสบาย เรียบร้อยสงบ แต่กายกรรมของเราแคล่วคล่อง ทำงานได้อย่างดี คนก็งงว่าพวกนี้มันสงบอะไรวะ มันเหมือนลิงทำงานรวดเร็ว แล้วทำอย่างแรงด้วย สงบมันต้องนิ่งอยู่หลบๆในเรี้ยวในรูสิ มาโฉ่งฉ่างให้คนเห็นได้อย่างไรมันไม่สงบ เหมือนคนละฟากฟ้าเลย แต่ความสงบของพระพุทธเจ้ามันซ้อนอยู่ในความเป็นโลกีย์ ความเป็นโลกีย์เขาถือว่าอย่างนี้ดีมีความคล่องแคล่วมีพลังงานมาก สมบูรณ์แบบ ได้รูปร่างได้ตัวตนได้อะไร เ ราก็ได้ด้วย ใหญ่ด้วย แต่เราทำได้ใหญ่ ทว่า เอาไว้น้อย ทำได้มาก แต่เอาไว้น้อย ทำได้ใหญ่ เอาไว้เล็กๆ นี่เป็นความสมบูรณ์แบบ เราเป็นนักเศรษฐกิจชั้นหนึ่ง 1 ไม่ทำลายไม่ผลาญพร่าไม่เป็นโทษเป็นภัยนี่เป็นเศรษฐกิจเบื้องต้น อะไรผลาญพร่า คนรวยเป็นคนทำลายเศรษฐกิจ เพราะเขาเอาเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวที่ควรจะแจกจ่ายให้เสมอภาคให้เท่าเทียมกันตามหลักเศรษฐศาสตร์ ให้ทุกคนพอเพียง เศรษฐกิจเขาแปลสรุปนิยามว่า สมบัติอันมีจำนวนหนึ่ง ควรจะเอามาแบ่งแจกให้แต่ละคนได้พอกินพอใช้ สมฐานะกัน เรียกว่า เศรษฐกิจดี ถ้าคนเข้าใจอย่างนี้ทุกคน ก็สร้างสรรและแบ่งแจกกันอย่างได้สัดส่วนไม่มีใครแย่งกันมันก็ดี แต่ทุกวันนี้มันไม่ คนในโลกมันรวยมากแล้วเท่าไหร่แล้วก็ไม่พอ เอาไม่หยุด พวกนี้มันทั้งโง่ทั้งขี้เหนียวขี้ตะกละ คนรวยนี่เป็นคนเลวสุดยอด ขออภัยเถอะ อาตมาพูดวิชาการไม่ได้ด่าอะไรหรอก มันก็เลยให้เกิดความขาดแคลน การที่จะมีสะพัดไปใช้จ่ายอะไรต่ออะไรกันก็ยาก เสร็จแล้วไม่พอ สร้างค่ายกล กลวิธีของทุนนิยม นอกจากจะไม่แจกไม่แบ่งไม่ให้คนอื่นแล้ว มีวิธีกอบโกยเข้ามามีมากเท่าไหร่ก็ไม่พอ มีกลยุทธ์วิธีออกไปข้างนอกเอาไปดูดมาให้ยิ่งขึ้นอย่าให้เหลือ โอ้โห..ใจร้ายใจดำอำมหิตเห็นแก่ตัว จนมันจะเห็นแก่ตัวขนาดไหนคนรวยนี่ นี่คือแนวคิดของทุนนิยม ที่เลวๆชั่วช้าจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ในยุคนี้เข้าใจผิดไปหลงทุนนิยม มีพวกเราพวกหลงโลกหลงยุคมาแก้กลับ เอ็งรวยให้เข็ดให้บ้าเลย ตายไปแล้วคาบเอาไปด้วยนะ เอาใส่ปากให้ก็เอาไปไม่ได้ เผาเสร็จแล้วก็ละลายอยู่ในกองจิตกาธารอันนั้น เรามาเป็นคนมีน้อยแล้วอยู่ได้ไหม อยู่ได้ นี่คือนักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 เรามีน้อยไม่สะสม แต่ทำงานมาก วิริยารัมภะ ทำแล้วสะพัดออก พอกินพอใช้เหลือเฟือ อย่างไรๆเราก็พิสูจน์ความจริงว่าเรามีกินมีใช้เหลือเฟือ แรงงานพลังงานที่เรามีเราไม่เอาไป บ้าๆเต้นๆดีดๆ 1 ทั้งเต้นหรือร่างกายออกแรงกินแคลอรี่ แล้วไปหลงท่าเต้น เดี๋ยวนี้มีท่าเต้นมาจากทางตะวันตก แต่ก่อนคนไทยมีแต่ฟ้อนรำ เดี๋ยวนี้มีท่าต่างๆเอามาตะวันตก แล้วบอกว่าดีอีกมันเสียแคลอรี่พลังงานโง่ ต่างประเทศเขาก็คิดท่าใหม่เอามา มันน่าสงสารน่าทุเรศ ทุเรศะ มันหมายถึง ทุร คือไม่ดี มันเต็มไปหมดเลย เอสะ ไอ้อย่างนี้ ทุเรสะ พอมาเป็นภาษาไทยสรุปรวมว่าพวกนี้มันน่าอ้วกแตก พวกทุเรศคือพวกอ้วกแตก ทุกวันนี้คือเด็กมันไม่ประสีประสาผู้ใหญ่สอนไม่ได้บอกไม่เป็น ศาสนากระแสหลักไม่รู้จักอะไรพวกนี้ห้ามก็ไม่ได้ ในวงการชาวพุทธ ชาวอโศกเราแม้แต่เด็กไม่ไปเต้นบ้าบอ เด็กของชาวอโศก ให้มันไปเต้นมันไม่เต้นหรอก เต้นไม่เก่ง มันเต้นดุ๊กดิ๊กๆบ้าง ให้ไปเต้นแข่งกับเขามันไม่กล้าหรอก เพราะเด็กมันรู้สึกลึกๆข้างใน เต้นนี่มันโลกๆ เด็กๆพวกเราเริ่มรู้โลกียะโลกุตระ ว่าอย่างนั้นมันเป็นโลกียะ แต่อยู่ในนี้มันก็เต้นๆแต่ไม่แรง นี่คือ ความซับซ้อนลึกซึ้งของมนุษยชาติ มันได้หมดทั้งผู้ใหญ่และเด็ก อาตมาทำงานมาทุกวันนี้ประสบผลสำเร็จ ที่ประสบความสำเร็จเพราะว่าธรรมะพระพุทธเจ้า ความหมายคำว่า ตราบใดมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ มันหมายความว่า ผู้รู้ เป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) นำเอามาให้คุณปฏิบัติแล้วก็ได้ผลเป็นกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมที่ได้สัดส่วน อันพอเหมาะกับยุคสมัย ในยุคนี้ไม่ใช่ยุค 2,500 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะมันมีโลกโลกีที่ปรุงแต่งมากมาย เราก็จะต้องให้พอดีพอเหมาะแสดงบ้าง ให้มีกรรมกิริยากายวาจาที่ไม่ใช่สุดโต่งจนรับกันไม่ติด พูดกันอยู่คนละโลก อย่างพวกสุดโต่งไปอยู่ในป่าเขาถ้ำ หลับตาไม่กระดุกกระดิก หรือว่าสุดโต่งไปในทางโลก สะสมเงินทองสะสมยศฐาบรรดาศักดิ์ อย่างชาวผู้ที่พูดให้ชัดๆคือภิกษุชาวโลกเขาไม่รู้ตัวนะว่าเขาอยู่บนบัลลังก์ของลาภ ยศ สรรเสริญ เขาไม่รู้ตัว นี่ก็โอ้โห ทำการศาสนพิธี ต้องมีความเขื่องมียศศักดิ์ มีรูปแบบอะไรต่ออะไรปรุงแต่งกันยิ่งกว่ายุคพระพุทธเจ้า ในยุคพระพุทธเจ้าไม่มีประเพณีปรุงแต่งที่ต้องเคารพคารวะกันอย่างมียศชั้นอะไรต่ออะไร มีองค์ประกอบหรูหราฟู่ฟ่า ทำไมพระพุทธเจ้าไม่มีหรอก สมัยนี้เหมือนกันกับทางโลกเลย พระทางศาสนาก็ตามเหมือนกับทางโลกเขาเลย ก็จะไม่ว่าแล้วนะ แต่พูดไปพูดไปแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร ...พอดีกว่า เมื่อยแล้วจริงๆ พูดมามากแล้ว ก็ต้องมาพูดถึงบุญ คำว่าบุญุญคำเดียวนี้มันทำลายศาสนาพุทธหมดทั้งหมดเลย ก็เข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ตามสารัตถะนิยามของคำว่าบุญอย่างถูกต้องคมชัดแม่นลึกตรงมันไม่ อาตมาก็ขยายคำว่าบุญคืออะไร ในคอลัมน์เปิดยุคบุญนิยม ก็จะว่าปิดแล้วแต่เขียนยังไม่จบ ยาวไปอีก เอาอันนั้นอันนี้มาขยายความจนไม่รู้จะขยายความอย่างไรแล้ว แต่มันก็ยังพอขยายได้ก็เลยทำไปอีก จนเมื่อยแล้วทุกวันนี้ เมื่อยทั้งพูดทั้งเขียน แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยต้องพูดและเขียน อย่างอื่นพวกเราก็ช่วยกันรับไป แต่อันนี้อาตมาต้องรับผิดชอบเนื้อหาสาระของโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า อาตมารับผิดชอบก็ต้องนำพาไป จะต้องใช้พยัญชนะ จะต้องใช้องค์ประกอบภายนอกอีกเท่าไหร่ๆ ก็ขยายไป ทั้งรูปธรรม มันจะยาวขนาดไหนก็ขยายไปให้ถึงเขา จนกระทั่งจะกลายเป็นคนหยาบเป็นเหมือนเขา แล้วเขาก็หาว่าเราเป็นคนหยาบเพราะเราพยายามเอื้อมเอื้อเกื้อกว้าง ไม่อย่างนั้นมันก็รับกันไม่ติด จะมีช่องว่างระหว่างวุฒิ ไม่ใช่ช่องว่างระหว่างวัยแต่เป็นช่องว่างทางวุฒิธรรม มันก็ต้องทำอย่างนี้เพื่อไปเชื่อมโยงกับเขา อาตมาสังเกตกล้ามเนื้ออาตมา ทุกวันนี้รู้สึกว่ามันจะกระชับมันจะแข็ง ไม่โตงเตงเหมือนเก่า ว่าไหม? ก็ใช้พลังงานสัมประสิทธิ์ coefficient อาตมาทำจริงๆนะ เพราะฉะนั้นก็จะรักษาประคองให้สรีระนี้มันไปได้อีก พูดตรงๆ บางทีอาตมาก็รู้สึกว่าเราจะอยู่ไปทำไมมันเมื่อย มันมีแวบๆอยู่นะแต่มันก็เอาน่า อย่าเพิ่งตายเลย อาตมายังไม่มีโรคภัยอะไร คนอายุ 85 นี่ อย่างน้อยก็ปวดเข่าปวดขาปวดแขน นั่งนานๆก็ปวดนั่นปวดนี่ ใช่ไหม คนอายุมากๆ อย่างอายุ 85 อย่างอาตมาแต่อาตมาไม่มี นั่งทำงานอยู่เป็น 10 ชั่วโมง หรือเกิน 10 ชั่วโมง ทำงานไปไม่มีปวดนั่นปวดนี่ไม่มี ความดันโลหิตก็ปกติ normal วัดความดันทีไรก็ 120/70 mmhg อะไรอย่างนี้ หมดเวลา...620406_เทศน์ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เปิดโลกบุญนิยม ตอน1