สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สวดอย่างไรให้ถึงนิพพาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สวดอย่างไรให้ถึงนิพพาน พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก รายการเริ่มไปเลย สำมะปี๋ซี่วิต ไม่ต้องรอสปอนเซอร์เลย วันนี้แรม 1 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ ก็เอาเรื่องสวดมาให้อีกตอนนี้ อาตมาว่าพูดกันไปเยอะแล้ว ตอนนี้กำลังเขียนแก้เพิ่มในหนังสือคนจนที่มีแบบ ก็เติมการสวดเข้าไป ให้เห็นถึงโทษภัยของการสวด โทษภัยของการสวด กลายเป็นว่าในวงการศาสนาพุทธ คือศาสนาใช้การสวดเป็นอาชีพ เป็นศาสนาที่มีการสวดของภิกษุเป็นอาชีพ ที่ภิกษุใช้เบิกทางชีวิต เบิกทางการเจริญของชีวิต ให้เจริญด้วยลาภ ได้ยศ จากการสวด ได้ยศชั้นสรรเสริญสวดดีสวดเก่ง ไม่ใช่บรรยายธรรมะเก่งนะ การสวดคือสวดสาธยาย คือการนำพุทธพจน์ นำธรรมบทของพระพุทธเจ้า มาสังสาธยายเอามาบรรยายอธิบายมาบอกให้รู้ จะได้เข้าใจเอาไปปฏิบัติ จะได้เกิดมรรคผลอย่างนี้ ตรงกันเท่านั้นเอง ที่จริงคำว่าสวดมนต์เป็นภาษาไทย สวดแปลว่า ปูดออกไป ยื่นยาวออกไป ส่วนงอกเพิ่มออกไปจากอันนั้นๆ สวดสังสาธยาย คือ การเพิ่มความรู้ให้เติมงอกออกไป เพิ่มความรู้ความเข้าใจให้งอกเพิ่มเติมจากเดิมที่คนเข้าใจ ผู้สวดสังสาธยาย คือ ผู้ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจความรับรู้ได้ดียิ่งขึ้นเป็นประโยชน์ที่จะได้ซาบซึ่งเข้าใจได้เอาไปใช้ได้ จะได้เอาไปปฏิบัติเป็นมรรคผลยิ่งขึ้น อย่างนั้นคือเจตนารมย์ของการสวด การสวดเพื่อรักษาไว้ หรือสวดอาขยาน นั่นก็เป็นอย่างหนึ่งในสมัยพระพุทธเจ้าในยุคนั้นยังไม่มีการบันทึก ในหนังสือในใบลาน ในเทคโนโลยีก็ไม่มีก็เลยต้องใช้การท่องจำ ก็สวดเอาไว้ อีกอันคือสวดตรวจสอบ สังคายนา ผู้ที่จำได้คำสอนพระพุทธเจ้าหรือพระวินัย ปาติโมกข์ หมายถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ศีลสมาธิปัญญา ไม่ใช่คำประนามคาถา ที่เป็นธรรมบท ต้องทำการตรวจสอบรักษา
อ่านต่อ
ไว้ทบทวนไว้ แต่ทีนี้ทุกวันนี้การสวดมันเพี้ยน กลายเป็นเครื่องมือหากินกลายเป็นเครื่องมือเลี้ยงชีพ มันกลายเป็นจารีตประเพณี มันกลายเป็น ถ้าเผื่อว่าเรื่องของศาสนาแล้ว ไม่มีอะไรก็มีแต่การสวดเท่านั้น เป็นเอกด้วยนะ การบรรยายคำสอนธรรมบทของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจนั้นเป็นรองมากกว่ามาก เป็นรองมากที่สุดเลย จนกระทั่งเขาเข้าใจผิดว่า การจะทำให้เกิดผลก็คือการสวด เรียกว่าภาวนา อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันเพี้ยนไปไกล จนกระทั่งไม่รู้จะทำอย่างไรจะแก้ไขได้หมดท่าเลยจริงๆ เพราะหลงใหลติดยึดการสวด จะเห็นได้ว่าบางลัทธิ ทางด้านธิเบต สวดกันจังเลย สวดมนต์ จนมีแต่มนตรญาณ ญาณแห่งมนต์ก็ได้แต่สวด สวดแล้วก็ถือว่าจะได้อานิสงส์ได้ผลอะไร สวดแล้วนึกว่าได้สำเร็จ นึกว่าได้เป็นวิมานยิ่งใหญ่สารพัด เป็นเรื่องลึกลับ วิมานปลอมแปลกประหลาดวิตถารไปเป็นภพชาติ ไม่มีการปฏิบัติไม่มีเข้าใจการเรียนรู้บทมนต์คำสอนของพระพุทธเจ้ากลายเป็นเรื่องสูญเสียอย่างเดียว หมดแล้วศาสนาไม่มีอะไร มีแต่การสวดเท่านั้นเอง ที่จริงก็เอาบทมนต์คำสอนพระพุทธเจ้ามาสวดอะไรก็ดีไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ทุกวันนี้ความสำคัญของการสวดลดลงไปเยอะเพราะมีการบันทึก มีทั้งหนังสือ เครื่องมือเทคโนโลยีมากมาย อยากรู้เมื่อไหร่ กดเอาเลย ได้ครบพร้อมเลย ขอให้ศึกษาเถอะ อยากรู้ธรรมบทของพุทธเจ้าก็ดี ไม่ใช่ว่าอาตมาดูถูกการสวดไม่สำคัญไม่ดีอะไรเลย แต่ว่าความจำเป็นน้อย เอาเวลาไปเสียไปทิ้งกับการสวดนั้นอาตมาว่าไม่ต้องเสียเวลา เอาเวลามาปฏิบัติ เอาคำสวดคำสอนทั้งหลายที่คิดได้รู้ได้ เอามาปฏิบัติตามให้รู้ได้ ระลึกทำความเข้าใจ เช่นคำสอนในมูลสูตร 10 ท่านสอนว่าฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด มีผัสสะเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นอำนาจ มีปัญญาเป็นสภาพอยู่เหนือ อุตระ มีวิมุติเป็นแก่นสาร มีอมตะเป็นที่หยั่งลง มีอันสุดท้ายจบด้วย ปรินิพพานเป็นปริโยสานเป็นที่สุด เราก็ระลึกถึงทำความเข้าใจพิจารณา แล้วเราจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะสอดคล้องกับสูตรทั้งหลาย อันนี้หมายถึงอย่างไร เช่น เราจะต้องเป็นอมตะบุคคล ก็ต้องได้วิมุติเป็นแก่นสารเนื้อแท้ จะได้เป็นอมตะบุคคล เอาจนได้วิมุติมันเป็นอย่างไร จะได้วิมุติ ต้องเป็นคนอยู่เหนือ อุตระ มีปัญญา เป็นอุตระ ปัญญาคืออุตระมันเป็นอย่างไร หรือจะเรียกปัญญาว่าคือโลกุตระ มันเป็นความรู้ความเชื่อและฉลาดทางปัญญา ผลจะต้องได้อันนี้จึงรู้สาระคือวิมุติ หากคุณไม่สามารถมีปัญญามีความเจริญฉลาดแบบปัญญาคุณไม่มีทางได้วิมุติ ความเฉลียวฉลาดทุกวันนี้ ที่อาตมาวิเคราะห์วิจัยว่าปัญญาเป็นความเฉลียวฉลาดแบบนี้ อัญญธาตุ ก็แจกแจงไป ซึ่งไม่มีคนอื่นทำอย่างนี้ได้ ที่ยกมาเพื่อให้เห็นความสำคัญ มันไม่ได้ฟังง่ายๆ คนจะมาพูดอย่างนี้ คนพูดอย่างนี้น่าจะวิเศษนะ แต่คนที่ดูถูกตีทิ้งก็แล้วไป แต่คนที่แสวงหาปรารถนาอยากจะรู้ อยากจะได้สิ่งที่เป็นความประเสริฐของศาสนา เขาก็จะสะดุดฉุกคิด มาเป็นประโยชน์คุณค่า อาตมาค่อยๆไล่ จะเห็นได้ว่ามันเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน ผู้ที่เกิดปัญญา ซึ่งเป็นความเจริญชาติแบบอยู่เหนือ ความรู้ความฉลาดโลกีย์มันต่างกัน แล้วปัญญาอันนี้แหละ เป็นอำนาจ อำนาจคือ พลังงานชนิดหนึ่งที่มันได้ในตัว จะทำให้เรามีความตื่นมีสติ มีความตื่นเป็นพุทธะผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ก็เป็นพลัง เป็นอำนาจ เป็นอธิปไตยอยู่เหนือโลกเหนืออัตตาธิปไตย เป็นธรรมะที่อยู่เหนือ เป็นคุณธรรม คุณธรรมที่เราจะได้จะต้องเป็นแก่นเป็นประมุข เป็นหัวหน้าเป็นเนื้อแท้ มีพลังงานที่ตั้งมั่นตกผลึก จนเป็น status ของเรา เป็นตัวตั้งในจิตของเราประจำในตัวเราเลย จะต้องเกิดจากเวทนาที่ประชุมลงในตัวเรา การประชุมลงของเวทนานี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นกรรมฐานใหญ่ เป็นถึงจุดสำคัญยิ่งใหญ่เลย ถ้าไม่เรียนรู้เวทนา คนปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธไม่รู้ว่าเวทนาเป็นอาการจิตอย่างไร แล้วถึงที่สุดเป็นอย่างไร นั่นแหละคือหัวใจของศาสนาพุทธคือความทุกข์ความสุข เป็นศาสนาที่ลึกซึ้งที่สุดคือหมดความทุกข์ก็หมดความสุขไปด้วย นี่เป็นโลกุตระ ถ้าหมดทุกข์ที่ยังมีสุขอยู่ก็ยังเป็นโลกีย์ ก็เป็นธรรมะ 2 คุณไม่มีอันนี้ก็อาศัยอีกอันหนึ่ง คุณไม่ได้อีกอันหนึ่งก็ไปเอาอีกอันนึง ก็ไปอยู่กับสุขกับทุกข์ ไม่มีทุกข์ก็อาศัยสุข อยู่อย่างนั้นไม่ได้หมดหายไป พระพุทธเจ้ามีความลึกซึ้งให้เรียนรู้ที่พัฒนา ให้เรียนรู้ความรู้สึกสุขทุกข์และหมดทุกข์หมดทุกข์ มันเป็นอย่างไร คืออุเบกขา เป็นอาริยสัจ พ้นทุกข์พ้นสุข โลกียะ สลับไปสลับมาระหว่างทุกข์กับสุข สลับไปสลับมาระหว่างสวรรค์กับนรก ศาสนาพุทธนั้นมี มีทุกข์ไม่มีสุขเหนือกว่าสวรรค์นรก ไม่มีภพชาติ เป็นเรื่องที่ยาก ถ้าไม่รู้จริงมาพูดก็ไม่ได้ อาตมาว่าอาตมารู้จริงจึงเอามาพูด ใครเข้าใจไม่ได้แล้วหาว่าเลอะเทอะก็แล้วไปเถอะ ไม่ว่าคนเข้าใจไม่ได้เขาไม่มี ภูมิ พวกเรารู้เรื่องไหม?...รู้ มีภูมินิดหน่อยที่เป็นสาระสัจจะ คุณไม้ร่มว่า ...ไม่มีทุกข์ก็ไม่มีสุข ไม่มีสุขก็ไม่มีทุกข์ เป็นเหรียญสองหน้า โลกุตระกับโลกียะก็เป็นเหรียญ 2 หน้าไหมครับ พ่อครูว่า... ก็ใช่ พ่อครูว่า...ถ้าเราไม่มีโลกียะก็ไม่มีโลกุตระใช่ไหมครับ โลกุตระเป็นบัญญัติ สาระของโลกุตระ 0 นิพพานเป็นโลกุตระ ตัวสำคัญของโลกุตระเป็นนิพพานคือศูนย์ ก็ไม่มี คุณทำได้ไหม คุณทำได้ก็ไม่มีเหมือนกัน โลกียะก็ไม่มีโลกุตระก็ไม่มีเหมือนกัน ถ้าเข้าใจถึงจุดสำคัญ 610728_รายการสำมะปี๋ซีวิต บ้านราชฯ ตอนที่ 2