สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน สัมประสิทธิ์ของพระโพธิสัตว์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน สัมประสิทธิ์ของพระโพธิสัตว์ อาตมาทำงานมา 48 ปี กว่าอาตมาจะทำงานไปจนถึง 70 ปี ก็เหลืออีก 23 ปี 2 กับ 3 อาตมามีต้นทุนที่ 1 แล้วต้องทำอีก 2-3 ถึง 70 แล้วอาตมาก็ไม่คิดจะหยุด แต่อย่างน้อยอาตมาก็น่าจะทำงานไปเท่ากับในหลวง ร.9 นะ เราก็พูดกันว่าจะเดินตามรอยเท้าพ่อ อาตมาก็น่าจะทำเกิน 70 ปี ถ้าอาตมาทำเกินถึง 70 ปี แล้วอาตมาจะทำให้เพิ่มอีกก็ต้องเพิ่มนักษัตรต่อไป อีกนักษัตรหนึ่งเป็น 120 ก็ยังสนุก น่าจะบวกอีก 12 เป็น 132 แล้วก็มีโมเมนตัมบวกอีก 12 เป็น 144 หมดลานแล้วไขลานไม่ออก ก็อยู่ชมโลกอีก 7 ปี พอ 144 แล้วก็บางทีอาจกระดุกกระดิกไม่ได้ เหมือนหลวงพ่อชา ที่กระดุกกระดิกไม่ได้ตั้ง 7 ปี ชา แปลว่า รู้ ความรู้ เจโตแท้ๆ แสดงนิมิตให้เห็น แต่ชาในภาษาไทยแปลว่าไม่รู้สึก มันความหมายกลับกันกับทางบาลี ถ้าพูดไทยเต็มว่า ชินชา แต่ ชิน นี่แปลว่าชนะ ชา นี่คือความรู้ ชินชาคือผู้ชนะด้วยความรู้ แต่แปลกลับเป็น ชินชาคือความเฉยๆ ซ้ำๆ สภาวะกับพยัญชนะกลับกันไปกลับกันมาอีก หากเข้าใจความหมาย คนที่มีความชัดเจนในปัญญาก็รู้ไม่งง ถ้ารู้ทันก็ไม่งง คนที่จะรู้ทันต้องมีความรู้ที่เร็วสามารถรู้ได้ดีได้ทัน อันนี้เป็นการอธิบายสภาวะโดยเอาพยัญชนะมาค่อยๆขยายความ ผู้ที่เรียนรู้ตามก็รู้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าพูดไปแล้วฟุ้งซ่านเพ้อเจ้อคนไม่รู้ตามได้ ใครมีความรู้สึกอย่างนั้นยกมือ ใครรู้เรื่องที่อาตมาอธิบายนี้ยกมือ ...โอ้โห คนฉลาดหรืออาตมาเก่ง ก็ด้วยกันทั้งคู่แหละ ไม่ใช่ว่าใครเก่งหรือไม่เก่งมันต้องด้วยกันทั้งคู่ สมพอกันมันถึงมันพอกิน ถ้าไม่สมพอกันมันก็มันไม่พอกิน มาพูดถึงปัจจุบันที่เราจะเดินต่อไปในอนาคต ตอนนี้เรารู้ภาวะปัจจุบันของสังคม สังคมประเทศไทย มีอะไร ตอนนี้ประเทศไทยมีอะไรเด่น มีน้ำมันมาก มีอะไรเด่น
อ่านต่อ
มีทองคำมาก ธนบัตร บาทราคาดีกว่าในโลก หรืออะไรดีอะไรมาก มีกล้วย มันอะไรกันแน่ นี่มะนาวนะ มะนาวอะไรกัน ลูกเบ้อเร่อ มันเปรี้ยวแต่ไม่หอม มะนาวจำลอง ที่นี่ในปัจจุบันนี้เรามีอะไรดี มีโลกุตรธรรม ในหลวงเรานี้ ทรงมา ไม่เคยรู้กันว่าในหลวงทรงเป็นรูป คนรู้ รูปธรรมออก แต่คนไม่รู้นามธรรม อาตมาก็กำลังขยายความนามธรรมซึ่งยากกว่าละเอียดกว่า และเป็นต้นทางของรูปด้วย นามธรรมเป็นประธานสิ่งทั้งปวง จิตวิญญาณหรือมโนเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ในธรรมะ 2 ของสัตว์โลกต้องมีรูปและนาม รูปอย่างเดียวไม่มีอะไรควบคุม แต่เริ่มต้นพีชะมีประธาน I แล้วจัดการพวก S H เก่งกว่า ISH มีอย่างอื่นเรียกว่า Other เป็นอัญญะอื่นๆออกไปแล้ว เพิ่มขึ้นเป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 เป็น 7 เป็น 8 เป็น 9 เป็นสามเส้าคูณและยกกำลังไปเรื่อยๆ ขณะนี้โลกกำลังรู้จักว่าสุขกับทุกข์ มีกับไม่มี จนกับรวย อัตตากับอนัตตา คนก็มาศึกษาเรียนรู้ หากจนกับรวย ก็เป็นการบอกสิ่งที่เป็นวัตถุเท่านั้น มีกับไม่มีก็เป็นกลางๆ จะเรียกว่าวัตถุหรือนามก็เรียกว่ามีกับไม่มี พอเป็นอัตตากับอนัตตาเป็นนามล้วนๆ ไม่มีรูป อัตตาคือมี อนัตตาคือไม่มี ก็สภาวะมันคืออัตตากับอนัตตา ก็ต้องมาเรียนรู้ สภาวะที่มีพยัญชนะเรียกว่าอัตตาคืออะไร จนทำให้อัตตามันหมด ก็เรียนกันหมดตั้งแต่โอฬาริกอัตตาคือหยาบใหญ่ที่สัมผัสภายนอกเกี่ยวข้องกัน เริ่มตั้งแต่อบายภูมิ คือโอฬาริกอัตตา หมดได้ก็จะรู้โครงสร้างที่ทำให้ไม่มีได้สำเร็จเรียกว่าอบายมุข ทำอย่างไร ไอ้ไม่มีที่ว่าคืออบายภูมิ ไม่มีคืออย่างไร คุณชัดเจนทำได้ กามชั้นต่ำ ชั้นกลางและชั้นสูง แต่ในต่ำกลางสูง ก็มีซอยละเอียดเป็น 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 จะซอยไปเป็นสามสิบสี่สิบเป็นร้อย เป็น 200 300 เป็น 500 1000 ก็แล้วแต่ใครจะมีญาณปัญญาละเอียดไปเรื่อยๆก็เป็นจริงตามภูมิธรรมของแต่ละคน ที่จะทำได้ซับซ้อนไปตามลำดับ เพราะฉะนั้นจริงๆแล้ว เรากำลังพิสูจน์กันว่า ความไม่มีนี่สบายกว่าความมี ความไม่มีนี่เป็นโทษเป็นภัย น้อยกว่ามี คนที่ไม่มีสมบัติพัสถาน แต่มีนามธรรม มีคุณค่าคุณงามความดีในสังคม คนรู้จักคุณงามความดีที่เป็นนามธรรม มันไม่มีตัวตนไม่มีอะไร มันเกิดในปัจจุบัน นามธรรมจริงๆแล้วเกิดในปัจจุบันเท่านั้น เกิดแล้วก็หายสูญไม่ตกค้าง กิริยาไม่ตกค้างเป็นกาย หรือสั่งสมลงเป็นกรรม กิริยาทำเสร็จตกเป็นกรรม กรรมก็ไปอยู่ที่สัญญา กายคือสภาวะที่ครบทั้งภายนอกภายใน ครบทั้งตาหูจมูกลิ้นกาย หากไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายไม่เรียกว่ากาย ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายกระทบสัมผัสกันมีสภาวะขึ้นมาจึงเรียกว่ากาย กายไม่มีนามธรรมมารับรู้ เช่นว่า นาฬิกา ถ้าไม่มีนามธรรมมารับรู้ มันก็ได้แต่คนอื่นมาจัดการกับมัน จะไปต้มยำทำแกงอะไรมันก็ไม่รู้เรื่อง คนสร้างขึ้นมาด้วย มันไม่มีประสิทธิภาพอะไรเลยในตัวมันเอง คนอื่นมาประกอบมันขึ้นมา สังขารมันขึ้นมาให้มันมีวัตถุโครงสร้าง ตามระบบของเขาจนมันเป็นอันนี้ขึ้นมา เหมือนหุ่นยนต์ คนจะพยายามสร้างหุ่นยนต์ให้มีธาตุวิญญาณ ใครว่าจะสำเร็จไหม ก็ไม่มีทางสำเร็จหรอก ไปสร้างวัตถุให้เป็นวิญญาณโดยตรงไม่ได้ เราต้องสร้างรูปธรรมในนามของเราเอง ไม่มีความรู้สึกได้แล้วจัดการกับความรู้สึกนั้น ตั้งแต่ความรู้สึกทุกข์กับสุข ทุกข์มากมายจนทุกข์น้อย จนไม่มีทุกข์เลย ก็ต้องเรียนเองสร้างเอง ฝึกฝนเอง ทำเองให้ได้ ความรู้สุดยอดก็คือ สุขทุกข์ คนที่มามีชีวิตแบบพวกเรา เป็นชีวิตที่จน ไม่มีเงินสักบาท แต่สุขสำราญเบิกบานใจ มีระบบอยู่ในสังคมกลุ่ม มีงานมีการมีอะไรมีความรู้ต่างๆนานา ไม่มีกิเลส ไม่มีสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม มีแต่สิ่งดีสิ่งงามเท่านั้น ดีไม่ดีบางคนมีสิ่งดีงามมากเกินไป ทำล้ำหน้า ทำจนต้องคอยดึงกันไว้ เพราะถ้ามันมากเกิน ทำมากเกิน กลับจะย้อนมาทำลาย มันเวอร์เกินจะทำลายก็ต้องดึงไว้ แต่ต้องมีอัตราการก้าวหน้า อย่าไปดึงจนไม่มีใครทำ ก็ชรตาเสื่อมหรือ Coefficient พลังงานอัตราก้าวหน้าไม่มีการก้าวหน้าและมันก้าวหลังถอยหลังเสื่อมไปแล้ว มันก็ไม่ไปต่อเข้าไปหาศูนย์ นี่คือความหมายของ สัมประสิทธิ์ Coefficient หากคนเข้าใจ Coefficient จะไม่ทำระเบิดปรมาณูระเบิดไฮโดรเจนทางวัตถุ อย่างนายคิมจองอึน เขายังไม่สนใจโพธิรักษ์ เพราะว่า คิมจองอึนรู้แต่รูปธรรม ไม่รู้นามธรรมภูมิเขาไม่รู้เรื่อง เหมือนเทวทัต จะไม่รู้สิ่งเหล่านี้ได้ เหมือนพระเจ้าอชาตศัตรูที่มีอนันตริยกรรมไปฆ่าพ่อ ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ นามธรรมได้ฟังแล้วจะงงๆ ทั้งที่ฉลาดยิ่งใหญ่ขนาดนี้มันเป็นอจินไตย อาตมาจะต้องขยายเรื่องอจินไตยกับพวกเราอีกอย่างสำคัญ มันมีตัวกั้นไม่ให้ไปรู้ได้ หนึ่งรู้ สองทำ รู้ก็ไม่รู้แล้ว การกระทำมันก็ไม่มี มันก็ทำไม่ได้ นี่เป็นเรื่องอจินไตย เป็นความละเอียดมากเลยอจินไตยที่อาตมากำลังขยายความรู้เหล่านี้ จากอจินไตย 4 พุทธวิสัย ฌานวิสัย กรรมวิบาก โลกจินตา พุทธวิสัย เราไม่สามารถอยู่ได้ก็ปล่อยไปก่อน ฌานวิสัย อยู่ในภูมิสาวก สาวกที่สูงอย่างอาตมา เป็นวิสัยที่มีฌานวิสัย ฌานวิสัย ต้องมีความรู้ระดับ รูปฌานอรูปฌาน เป็นการจัดการกับพลังงาน อุณหธาตุ ที่จะเป็นการสร้างหรือการสลาย ถ้าสร้างเราเรียกว่า พลังงานในระดับ Fusion กระจายหายไป Fusion ละลายแล้วค่อยมาหลอมตัว เพราะถ้าละลายแล้ว จะแยกสิ่งที่เป็นขยะออกไปเอาแต่ของดีมารวมตัวกัน จึงเรียกว่าฟิวชั่น จะได้ไม่มี ภัยโทษ เป็นความสะอาดบริสุทธิ์ที่ได้สัดส่วนที่ดี สิ่งเหล่านี้ ที่ใช้พยัญชนะ สื่อแทนรูปกับนามหรือบวกกับลบ ที่เป็นพลังงาน ธรรมะสองก็มีในนี้ตลอดเวลา ใช้พยัญชนะซ้อนไปวนไปมาจากหยาบไปถึงละเอียด แล้วก็มีหยาบถึงละเอียดซ้อนลงไปอีก จนไม่มีพยัญชนะแล้ว พูดให้ละเอียดซ้อน ใช้พยัญชนะมาสื่อให้คนอื่นไม่รู้ได้แล้ว คนอื่นเข้าใจไม่ได้แล้ว ก็จบ พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ที่เป็นโพธิสัตว์จึงมียอดที่ทิ้งช่องว่างกับคนอื่นไปได้เรื่อยๆ จึงเรียกว่าโพธิสัตว์ที่มีอัตราการก้าวหน้า ที่ก้าวทิ้งช่องว่าง ทิ้ง GAP ปฏิพากย์ทวีไปเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าจึงทิ้งช่องว่างห่างจากคนอื่นมาก ผู้ที่จะมีความรู้เท่าพระพุทธเจ้า 2 พระองค์ในขณะเดียวกันนั้นเป็นไปไม่ได้ Impossible เพราะเป็นสัจจะของอัตราการก้าวหน้า Coefficient (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) เขาเตือนว่าสูงไปกว่านี้มันจะมากไปแล้วเอาแค่นี้ก่อน 601107_เทศน์กัณฑ์พิเศษจากพ่อครู ในวาระย่างเข้า ปีที่ 48 ของการบวช และปีที่ 84 ของชีวิต