สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน วิธีการแยกสลายอัตภาพอย่างถาวร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข8 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน วิธีการแยกสลายอัตภาพอย่างถาวร พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน 2560 ที่บวร ศาลีอโศก 47 ปีของอาตมาสมณะโพธิรักษ์เกิดโพธิรักขิโต เกิดเป็นสมณะรัก โพธิรักขิโต ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2513 เต็ม 47 ปี ขึ้นปีที่ 48 แล้วอาตมาก็อายุ 84 ปี ชีวิตก็เป็นไป อาตมาชีวิตนี้ตั้งใจที่สุดที่จะมาทำให้ธรรมะของสมเด็จพ่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ครบข้อมูลครบความหมายครบความรู้ แล้วก็จะได้เอาไปปฏิบัติจริง ให้มีผลเกิดจริง ผลเกิดของศาสนาพุทธก็ปรากฏจึงได้มา 30 ถึง 40 ปี จนจะย่างเข้า เริ่มต้นปี 48 วันนี้ ก็จะไป 49 แล้วไปอีกครบ 50 ปีก็อีกสามปี สามปีไม่นานหรอก ทุกวันนี้ ความหมุนของโลกเราไม่รู้กับมัน เราก็ไปกับโลกลูกนี้แหละ มันอยู่ที่กรรมกิริยาของเรา ของแต่ละคนแต่ละคน ศาสนาพุทธสอนให้รู้จุดสำคัญคือต้นเหตุที่จะดำเนิน โดยในโลกมีสสารกับพลังงาน พระพุทธเจ้าก็ชัดเจนเรื่องของ สสารวัตถุกับนามธรรม หรืออรูป เป็นธรรมะสอง ก็ชัดเจน ธรรมะสองทุกระดับ ไม่ว่าจะธรรมะ 2 ในระดับของอุตุนิยาม ธรรมะ 2 ในระดับ พีชนิยาม ในระดับจิตนิยาม แล้วเราก็จัดการให้มันเกิดในกรรมนิยาม ทำให้เกิดกระบวนการสัมพันธ์กัน เรื่องของธรรมะ 2 แยกเป็นภาษาว่า รูปกับนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือสิ่งที่เป็นภาวะแห่งการรู้ ของธาตุจิตวิญญาณ สามารถที่จะรู้ได้ และยังสามารถเข้าไปรู้ถึงนามธรรม วัตถุอุตุจะหลากหลายก็จัดการตัวมันเองไม่ได้ จนกว่าจะมาเป็นพีชะ เป็นเจ้าของพลังงานตัวมันเองแล้วดึงเอาวัตถุรูปมาเป็นตัวตนมันเอง ISH สามเส้า มันก็เป็นธรรมะ 2 ไปจัดการธรรมะ 2 ของตัวเอง พีชะ มันก็เป็นตัวมันเองดูแต่ตัวมันเองไม่ให้บกพร่อง สุดวิสัยบกพร่องบ้าง สุดท้ายบกพร่องมากก็ตายอยู่ไม่รอด ก็สลาย พีชะจึงไม่มีความพยาบาทเป็นภัยอะไรอีกเลย เป็นพ

อ่านต่อ

ลังงานที่จัดการตัวมันเองได้ พลังงานอุตุนิยามจัดการตัวมันเองไม่ได้ มีพลังงานแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า แต่มันก็จัดการตัวเองไม่ได้ อันอื่นทำให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ รวมเป็นสนามแม่เหล็ก เป็นแท่งดิน น้ำ ลม ไฟ จนพัฒนามาเป็นพีชะ แล้วมาเป็นจิตนิยาม จิตนิยามเจริญกว่า พีชะ มีความยึดตัวตนเหมือนพีชะ แต่ไม่พอก็แย่งเอาอันอื่นมาเป็นตัวตน จนกว่าจะรู้ตัวว่า เราอย่าไปเที่ยวได้แย่งอันอื่นมาเป็นตัวตนเรา มันเป็นหนี้เป็นภัยเป็นบาป เป็นสิ่งที่ไม่ดี กว่าจะรู้ตัวก็มานาน ไม่รู้ตัวก็เป็นโลกียะ เห็นแก่ตัวไปอย่างนั้น แล้วก็เป็นผลเบียดเบียนผู้อื่น ทำร้ายผู้อื่น ถึงขั้นฆ่าแกงผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้รับความเจ็บปวดทรมานทุกข์กายทุกข์ใจ หนักหนาสาหัสเพิ่มขึ้นด้วยเรื่อยๆ จนกลายเป็นอำมหิต หยาบๆก็รู้ชัดเจนได้ง่าย แต่มีภาวะรู้ซ้อนว่าหยาบๆคนเขาเห็น ก็ทำการปิดบังทำให้เกิดเหมือนนุ่มนวลอ่อนโยนสุภาพ ซ้อนอีก แต่จิตใจอำมหิตหนักเข้าไปอีก คือจัดเข้าไปอีก เป็นความหมุนรอบเชิงซ้อน แล้วพระพุทธเจ้าก็มาสอนให้แก้ไข ปมติดยึด กว่าจะหมดเป็นอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ได้ก็จบ หมดพิษภัยหมดวิบาก ก็ช่วยผู้อื่นให้เป็นเช่นนี้บ้าง ในความเป็นอัตภาพที่เราได้รู้จักการสลายอัตภาพของเรา มันสุดยอด ในการรู้จักสลายอัตภาพตัวเองเป็นความรู้ที่สุดยอดที่สุด เป็นคุณค่าต่อสัตว์โลก แม้แต่ดินน้ำไฟลมหรือพืช ก็ได้รับคุณค่านี้ไปด้วยจึงเป็นสุดยอดแห่งความรู้ ผู้กตัญญูกตเวทีก็มาตอบแทนบุญคุณนี้ ที่ได้กับประโยชน์นี้ ได้ช่วยตนเองหลุดพ้น รอดจากความยึดติดเป็นอัตตาสลายตัวเองได้ เป็นการกตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธเจ้าที่เป็นต้นทางของศาสนา หรือศาสนาพุทธ ความรู้ของสัตว์โลก จิตนิยามมีความกตัญญูนี้ ให้เป็นความจำความสมบูรณ์ของความรู้ ในความเป็นจิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยามรวบรวมความรู้สะสมไว้ ทั้งรูปและนาม อุตุก็ยังไม่เป็นตัวตน พอเป็นพีชะก็สะสมเป็นชีวะ เป็นธาตุรู้ในตัวเอง เป็นตัวตน โดยไม่รบกวนผู้อื่น พระพุทธเจ้าจึงศึกษาธรรมนิยาม 5 แล้วแก้ไขปรับเปลี่ยนปรับปรุง ให้เป็นพลังงานที่ดีสุดยอด เป็นลักษณะ พีชนิยาม สร้างตัวตนให้ดีเป็นความสะอาดบริสุทธิ์แข็งแรง ยืนนานอย่างไรก็เรียนรู้ได้ครบ ตัวตนได้ครบ แล้วแถมมีพลังงานเหลือ เป็นพลัง ขั้นจิตนิยามอีก ก็ใช้พลังงานขั้นจิตนิยาม เจริญไปอีกไป สะสมกรรม กรรมกับธรรมะ ธรรมะเป็นรูปกรรมเป็นนาม ก็รู้ธรรมะสองนี้ รู้กรรมนิยามธรรมนิยาม ทำงานสร้างสรรค์ แม้จะทำลายก็ทำด้วย แต่เป็นการทำลายสิ่งที่ควรทำลาย อย่างไม่ให้เกิดการพยาบาท การแก้แค้น ทำลายอย่างแม้ที่สุดให้ตัวเองเขาจัดการตัวเอง เช่นคน ให้เขาทำลายพลังงานที่เป็นเหตุแห่งความชั่วในตัวเองด้วยตัวเอง ให้รู้เองทำเอง จะได้ไม่ไปก่อเวรภัยกับใครอีก ตัวเองก่อเกิดเองก็ทำลายเองก็ไม่เกี่ยวกับใคร ก็จบ ไม่เกิดความพยาบาทแก้แค้นผูกพัน แม้สัมพันธ์ เกื้อกูลกันช่วยเหลือกันถ้าไม่เข้าใจก็จะไปผูกพัน เกาะตัวกันไปไม่รู้สิ้นสุดเหมือนกัน ก็ต้องรู้ว่า ก็ไม่ทำลายกันแล้วแต่ไม่แตกไม่สลาย ก็ไม่รู้ว่าพลังงานที่เป็นอยู่ พลังงานที่เกาะเกี่ยวไม่รู้จักปล่อยวางไม่รู้จักแยก ไม่รู้จักจบสิ้นไม่สิ้นสุด ก็มาเรียนรู้อาการของพลังงานที่จะต้องมีการแยก แยกอย่างไรไม่ทำลาย ต้องทำลายพลังงานที่ชั่ว พฤติกรรมแนวคิดที่ต่ำ เราก็เลิก รูปนามอย่างนั้นไม่เอา ก็ปล่อยวาง อ่านอาการความรู้สึกในจิตใจที่เรียกว่าเวทนา แล้วใช้สัญญาการปรุงแต่งกันขึ้น เป็นสามเส้า เป็นสังขาร เวทนาสัญญาสังขาร รวมตัวเป็นองค์รวมเรียกว่าวิญญาณ ของสามเส้านี้ ก็เข้าใจความก่อเกิดสัมพันธ์ปรุงแต่งกัน ไปเป็นขั้นตอน สามารถรู้ว่ามันปรุงแต่งกันอย่างไร ให้มันแยกกันอย่างไรให้แยกปลดปล่อยอย่างไรโดยไม่มีความพยาบาท ไม่มีการสืบทอด ไม่มีการแก้แค้นทำลายกันอีก แยกไปเลย แยกกันผูกพันมันคนละอย่าง แยกสำเร็จก็แยกผูกพันสำเร็จ โดยไม่ให้เกิดการพยาบาทในการผูกพัน ซ้อนนะ แยกกันนี่ แต่อย่าพยาบาทกัน เขายังไม่ยอมเลิกผูกพัน ไปทำให้เขาต้องแยก เขาก็ยังผูกพันอยู่ สุดท้ายพยาบาทอยู่ สุดท้าย ตัวเราเองจึงต้องสูญไปเลย คุณจะพยาบาทอย่างไรเราก็สูญแล้ว ไม่มีอะไรเกิดในมหาจักรวาลนี้ แยกธาตุหมดสิ้นเลย คุณจะผูกพันหรือพยาบาทอย่างไรก็บ้าคนเดียว บ้าอยู่คนเดียวบ้าอยู่สิ่งเดียว คู่ไม่มี ไม่มีธรรมะ 2 มีแต่ธรรมะ 1 เดี๋ยวก็หมดแรงตายเอง แล้วก็ยังโง่อยู่ขึ้นมาชกใหม่ นึกว่ามีคู่ต่อสู้อีก เป็นลมเป็นแล้งไปทั้งที่ไม่มีตัวตนแล้ว สุดท้ายก็เป็นอย่างนั้น ถ้ายังโง่ต่อก็ไปชกกับคู่ลมๆแล้งๆอีก เป็นอุปาทาน นึกว่ามีตัวตน ปั้นลมๆแล้งๆไป นามธรรมเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่ปั้นให้มีขึ้นมาได้อีก อันนี้คือความสุดยอดของความรู้ของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นอุปาทาน กิริยาเรียกอุปาทยติ มันเริ่มก่อตัวยึดขึ้นมา พลังงานเริ่มตั้งแต่ 2 ตัว 3 ตัว 4 ตัวยึดเกาะกันขึ้นมา ก็อยู่ที่ตัวประธานรวมพวกนั้นมาเป็นบริวาร เป็นพลังงานรวมตัวกัน 601107_เทศน์กัณฑ์พิเศษจากพ่อครู ในวาระย่างเข้า ปีที่ 48 ของการบวช และปีที่ 84 ของชีวิต

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน