สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ภาวะหมุนรอบเชิงซ้อนของความมีและความไม่มี.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ภาวะหมุนรอบเชิงซ้อนของความมีและความไม่มี ผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจนละเอียด อาตมาพูดนี้ทำมาแล้ว เป็นจริงแล้ว ในตำราไม่มีสาธยายละเอียดอย่างอาตมาพูด นอกจากตำราอาตมานี่ คนอื่นไม่มีใครพูด ไปค้นหาเลย มีแต่อาตมาเอามาพูดในยุคนี้ จะบอกว่าในยุคก่อนๆ ในสัตว์โลกในวัฏกัปป์อื่น มีอย่างอาตมาไหม ก็มี แต่เราจะไปพูดทำไม ซ้ำซ้อนเราก็มาพูดในยุคนี้ เช่นยืนยันเลย ว่ากาละนี้ปัจจุบันนี้ ยืนยันว่ามีอาตมาอย่างโพธิรักษ์นี้คนเดียวไม่มีสอง ถ้าสอง หมายความว่าเป็นพี่หรือเป็นน้อง ใกล้กันจนแยกไม่ออก แต่ไม่เท่ากัน มีนัยต่างกัน คนที่ฉลาดรู้ ลิงคะ รู้ความต่างนี้ได้ว่าต่างกันอย่างไรแค่ไหน จะแยกได้ อย่างใดเหนือกว่าอย่างใดในเชิงไหน อย่างอิตถีภาวะปุริสภาวะ อันไหนเหนือกว่าอันไหน หากพลิกทางนี้อันนี้เหนือกว่า หากพลิกทางอิตถีภาวะ เหนือกว่าทาง Dynamic จัดจ้าน เร็วแรง ความนิ่งเฉยความแข็งแกร่ง Static ปุริสภาวะ ถ้าจะเอาความแกร่ง ยิ่งกว่าเขาพระสุเมรุ ไม่กระเทือนต้องเอาปุริสภาวะ ถ้าจะเอาเร็วและแรงต้องใช้ Dynamic แล้วแต่จะใช้อย่างหยุดหรือใช้อย่างเร็วแรง มันก็มีค่าคนละมุม แต่ที่สุดแห่งที่สุดเลยมัน 0 คือ มาหา Static สูญเลย มันไม่มีอะไร ก็มาหา Static นิ่งหยุด ไม่มีกระเทือนไม่มีการเคลื่อนเลย ก็มาหา Static ในมุมสุดจริงๆ มาหา Static ปุริสธรรมจึงสุดยอดสูญไปเลยหายไปเลยไม่มี ปุริสภาวะ จึงเป็นภาวะที่ศูนย์และหายไป ใช้พยัญชนะแทนคือปุริสภาวะคือปุงลิงค์กับนปุงสกลิงค์ ในปุงลิงค์คือสภาพที่ยังมี ถ้าเข้าไปถึงนปุงสกลิงค์ก็คือสภาพไม่มีแล้ว หนึ่งก็ไม่มี อย่าว่าแต่สองเลย นปุง คือไม่มี ปุง คือไม่มีแล้ว ผู้จบจบที่ปุงลิงค์ ถ้ายังมีก็คือยังไม่ปรินิพพาน จะไม่มีเป็นนปุงสกลิงค์ เพราะตัวเราเองไม่มีอ
อ่านต่อ
ะไรกับเขาอีกเลย ก็เลิก คนอื่นจะมีก็ตัวใครตัวมัน แต่เราไม่มีแล้ว ไม่มีอะไรต่อภพภูมิ ไม่มีรักไม่มีชังไม่มีดูดไม่มีผลัก เป็นพลังงานที่ศูนย์แล้วไม่มีอีกเลย เราก็ทำพลังงานของเราได้ จบในตัวเอง จะจบอีกจริงๆ ในสภาพทั้งรูปและนาม ปรินิพพานเป็นปริโยสานคุณก็ทำเป็น เป็นพระอรหันต์แล้วทำเป็นทำได้แล้ว เหมือนพวงมะม่วงตัดขั้วก็แตกกระจาย ก็เกาะกันไม่ติด แม้ในพวงน้ันจะเหลือสองลูกสามลูก แต่พวงมะม่วงใหญ่ร้อยลูกพันลูกนั้นไม่มีแล้ว มันก็ไม่ใช่องค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบแล้ว ไม่ถึงครึ่งหนึ่งไม่ถึง 1 ใน 4 ไม่ถึงเศษเสี้ยว เหมือนอุกกาบาต ไม่มีฤทธิ์ที่จะคุมตัวเองขึ้นมาได้อีกแล้ว อย่างนี้เป็นต้น พระสมณโคดมบอกว่าปรินิพพานแล้วเหมือนพวงมะม่วง ที่ตัดตกลงมาแตกจากขั้วแล้วกระจายกันไปแล้ว แม้จะเหลือ 1 ลูก 2 ลูกติดกันก็ไม่ถึง 1 ใน 4 แค่ 25% หากจับตัวไม่ถึง 25% ก็ไม่มีแรงที่จะต่อไปอีกได้ ถ้า 25% ก็ยังต่อไปอีกได้ แต่ถ้า 50% นี้เป็นภาวะที่กลางนานที่สุด จนกว่าจะหมดพลังงานแห่งตัวมันเอง ถ้าเกินขึ้นไปอีก ก็เป็น Coefficient Coefficient สำหรับโพธิรักษ์มีเงื่อนไขหลัก ที่จริงไม่ใช่อาตมาเป็นผู้กำหนด มีผู้รู้กำหนดก่อนแล้ว ต้องมีระดับคูณ ไม่ใช่ระดับบวก ระดับบวกนี้ระนาบ แต่คูณนี้ขึ้นไปแล้วมีองศาแล้ว ยกกำลังนี่ 90 องศาเลย ถ้าบวกนี้แนวระนาบ ถ้าเป็น 45 องศาก็คูณแล้วมาถึงยกกำลัง พอมาถึง 90 ก็ยกกำลังเต็มเลย คนที่มีปัญญาพอจะสามารถรู้ลักษณะดังกล่าวนี้ เพื่อกำหนดหมายอะไรต่างๆใช้สัญญากำหนดหมาย เพื่อให้เข้าใจได้ว่าต่างกันอย่างนี้ มากเป็นอย่างนี้น้อยเป็นอย่างนี้ มากแบบบวก มากแบบคูณ มากแบบยกกำลัง มากแบบหาร หารสองหารสี่หารแปดหารสิบหก หรือลบ ก็แบบเชิงบวกกับลบ ถ้าหารก็ตรงข้ามกับคูณ ยกกำลังก็ตรงข้ามกับถอดรูท เป็นภาษาที่สื่อให้รู้จักพลังงานหน่วย ทำให้สลาย ทำให้มีกับไม่มีก็จบด้วยคำว่า มี กับ ไม่มี ใช้พยัญชนะมีกับไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 17 ก็จะใช้คำว่ามีกับไม่มีนี่แหละ ไม่มีก็คือมาหานิโรธ มีก็คือไปหาโลกสมุทัย หากไม่มีก็เข้าหาโลกนิโรธ เท่านี้แหละ ต้องรู้จักหน่วยแล้วรู้จักโลกกับสมุทัย ต้องดับเหตุไปเรื่อยๆจนดับเหตุหมดก็สูญ ความรู้ที่ใช้พยัญชนะ ไปสื่อแทนคำเรียกสภาวะ เราเข้าใจสภาวะทั้งพยัญชนะ เข้าใจบัญญัติภาษาที่เรียกแล้ว กำหนดถูกตัวไม่ผิดเพี้ยน พยัญชนะตัวนี้แทนสภาวะอย่างนี้ ห ยาบกลางละเอียด ก็ไม่ผิดเพี้ยนไม่เหลื่อมไม่สับสน ตรงเป๊ะๆๆ การศึกษาพวกนี้มีประโยชน์มากที่สุด เป็นความรู้สุดยอด เกินกว่าวิทยาศาสตร์ ทางนามธรรม วิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณ ซึ่งยุคนี้เป็นยุคที่จะรู้กันแล้ว พลังงานทั้งวัตถุสสาร ไปไกลแล้ว แต่ผู้เป็นกรรมการทาง nobel prize ก็ไม่มีความรู้ทางนี้ ก็ไม่สามารถให้รางวัลได้เพราะไม่มีความรู้ เขาจึงให้ความรู้ผู้ที่มีความรู้ทางนามธรรมไม่ได้ อาตมาจึงไม่แปลกใจว่ารางวัลโนเบลไม่มาให้อาตมาหรอก เขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่รู้เรื่องจะมาให้ค่าอะไร จนกว่าจะมีผู้สามารถเข้าไปมีความรู้แล้วไปเป็นกรรมการในนั้น ไปชัดเจนว่านี่แหละตัวนามธรรมโลกุตระต้องอันนี้ ยิ่งยุคนี้ โลกุตระ พูดไปแล้วต้องยกตัวเองก็เหนียมๆ ผู้ที่เป็นต้นตอโลกุตระในยุคนี้คือโพธิรักษ์ เป็นสยังอภิญญามาขยายอันนี้ จะบอกว่าให้ nobel prize แล้วจะให้อย่างไรเพราะเขาไม่รู้ค่าของโพธิรักษ์ อาตมาไม่น้อยใจเสียใจทำไมเขาไม่ให้ค่า ก็เหมือนไปบีบปลาในน้ำมาให้รู้เหมือนกบ กว่าปลาจะมีเท้าขึ้นมาอยู่บนน้ำได้ก็อีกนาน กบจึงจำศีลได้นาน ปลาขึ้นมาอยู่บนบกได้ไม่นาน ก็ต้องตาย มันต้องอยู่ในน้ำ ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของแต่ละสัญชาติ ไปไหนก็ไม่ได้ง่ายๆ ปลาขึ้นมาบนบกก็ไม่ได้สู้กบไม่ได้ก็เป็นธรรมดา เป็นความรู้ธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายในมหาจักรวาล 601107_เทศน์กัณฑ์พิเศษจากพ่อครู ในวาระย่างเข้า ปีที่ 48 ของการบวช และปีที่ 84 ของชีวิต