สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นั่งหลับตาสมาธินั้นปิดประตูนิพพาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน นั่งหลับตาสมาธินั้นปิดประตูนิพพาน _0890015xxx..หลวงตาบรรลุเบื้องต้นได้ไหมครับ ทั้งที่ยังเคี้ยวหมากอยู่ ตอบ...ตามภูมิของอาตมาแล้ว หลวงตาบัว ยังไม่มีการบรรลุเบื้องต้นเลย เพราะมีเงื่อนไขหลักการ ที่จะใช้ตรวจสอบก็คือ หลวงตาบัว ยังไม่รู้ เรื่องโลกุตระเลย ไม่รู้รูป นาม แยกกายแยกจิตไม่เป็น โดยเฉพาะเรื่องของกาย ไม่รู้เลย ว่า กายคือ จิตมโนวิญญาณ และเป็นธรรมะ 2 ที่ต้องมีภายนอกตลอด แต่หลวงตาบัว นั่งหลับตา ตาพึด ศีลก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง เป็นศีลลัพพตุปาทาน เขาเคร่งศีล แต่ไม่ได้ขยับเป็นอธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติเลย ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติไม่ได้สัมมาเลย ในเบื้องต้นที่บอกว่า บรรลุได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะเหตุหลักฐานยืนยันว่า ยังติดสิ่งเสพติด แม้แต่หมากพลู ก็จะพอมีปฏิภาณรู้ว่า เป็นสิ่งเสพติด แต่ก็เลิกไม่ได้จนตาย สิ่งเสพติดเบื้องต้น เรียกว่าอบายมุข พวกหมากพลูบุหรี่ ต่างๆนานา แค่อบายมุขเบื้องต้น ยังละเว้นไม่ได้ แต่คนที่บรรลุในเบื้องต้น ก็อาจจะมีละเมิด สิ่งเสพติดนิดๆหน่อยๆ ไม่ได้ติดหนักหนา หรือบางครั้งบางครา ไปเสพได้ ก็เป็นได้เล็กๆน้อยๆ แต่นี่มันไม่ใช่เล็กน้อย มันติดหนึบ ดึงไม่ออกเลย ก็เลยกลายเป็นหลงผิดว่า เป็นอรหันต์เคี้ยวหมาก ก็เลยต้อง มาพูดอธิบายกัน ก็เลยต้องมาวิจัย ให้เห็นว่าสมาธิ จะเป็นอย่างไร ใช้วิชาการ ของพระพุทธเจ้าว่ากัน
เข้าสู่รายละเอียด ก็ขอย้ำอีกว่า การนั่งหลับตา ทำสมาธินั้น ถ้าไปเน้น แต่นั่งหลับตาสมาธิแล้ว ไม่สัมมาทิฏฐิ ในมรรคมีองค์ 8 ไม่สัมมาทิฏฐิ ในโพธิปักขิยธรรม 37 ปิดประตูเลย ปิดประตูนิพพาน ปิดประตูได้มรรคผล อาตมาพยายามย้ำเน้น ตั้งแต่ในพระไตรปิฎก พระสูตร ส่วนวินัย ที่เป็นตัวของศาสนาก็ยกไว้ ก็มาดูหลักปฏิบัติ ตั้งแต่พระสูตรแรกเลย พรหมชาลสูตร อ่านให้แตก อ่าน
อ่านต่อ
ให้ดีๆเลย มิจฉาทิฏฐิ 62 มิจฉาทิฏฐิ 62 นั้นจมในอดีต 18 ฟุ้งซ่านในอนาคต 44 เป็น 62 นี่คือ มิจฉาทิฏฐิ 62 โดยท่านเรียกว่า นั่งเจโตสมาธิ ในที่ท่านแปลมา ในพรหมชาลสูตร ท่านเรียกว่า นั่งเจโตสมาธิ คือนั่งหลับตาสะกดจิต โดยตรงนี้แหละ ก็ไม่มีสัมผัสภายนอก ไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัย และเป็นปัจจุบัน ไม่เป็นทิฏฐ (ปัจจุบัน ความเห็น ความรู้ ความเชื่อ ปัญญาเบื้องต้น) ผู้ที่นั่งหลับตาเข้าไปนี้ เขาจะมีปัจจุบันเหมือนกัน ปัจจุบัน 5 ซึ่ง ปัจจุบัน 5 นี้พระพุทธเจ้า รวมไว้ในอนาคต 44 อ่านพระไตรปิฎกให้ชัดเจน ท่านแบ่งทิฏฐิ 62 ไม่มีมากไม่มีน้อยกว่านี้ ไม่มีอย่างอื่นอีก จะละเอียดลอออย่างไร ก็มีเท่านี้ แล้วก็เกิดในการนั่งเจโตสมาธิ นั่งหลับตาสมาธิ นั่งหลับตาสมาธิจึงเป็นมิจฉาทิฐิ ครบเครื่อง 62 ทิฏฐิ นั้นจมในอดีต 18 ฟุ้งซ่านในอนาคต 44 ใน 44 รวมเอาที่เป็นอนาคต 5 (ปัจจุบัน 5) ขณะนั่งหลับตาก็ฟุ้งซ่าน เป็นอนาคต ที่ไม่เป็นปัจจุบันทีเดียว ฟุ้งซ่านไปแล้วก็จำเป็นสัญญา เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ กรรมฐานของศาสนาพุทธ คือเวทนา ถ้าไม่มีผัสสะ ในกามภพ 5 สัมพันธ์ด้วย ไม่ใช่ฐานที่จะปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า กรรมฐานของพระพุทธเจ้า ยืนยันว่ามีเวทนาอย่างเดียว ไม่มีกรรมฐาน 40 นั่นเป็นของเกจิอาจารย์ ของพระพุทธโฆษาจารย์ ที่มาเป็นคัมภีร์วิสุทธิมรรค ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า การจำอดีตที่ฟุ้งซ่านขึ้นมาเอง ไม่ได้ผ่านมาจริง แต่ตนเองปั้นเอง สร้างเอง ในอนาคต 44 ที่แยกเป็น 39 ที่คิดสร้างวิมานใหม่ ไม่ใช่จากอดีต เมื่อสร้างมาแล้ว ในขณะที่เป็นปัจจุบัน นั่งอยู่นั้น ผู้ที่นั่งก็นึกว่า ตนเองมีปัจจุบัน แล้วก็หลงปัจจุบันนั้นเป็นสุข ที่มันหนักหนาคือ เห็นกามคุณ 5 เป็นสุข อยู่ในภพนั่งหลับตา หลงผิดอย่างไม่ได้ลืมตา แม้หลับตาก็หลงผิดว่า มีกามภพ สัมผัสรูปรส กลิ่นเสียงสัมผัส แล้วเป็นสุขได้ แม้เขาอยู่ในอารมณ์นั้น ก็สุดยอดได้ เสพกามทางจินตนาการ เสพกามทางความคิด เขาเรียกศัพท์หยาบๆว่า สำเร็จความใคร่ในจินตนาการ นั่นแหละคือกาม ถือเป็นนิพพานเลยนะ เขาเรียก ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิด้วย ใน 5 ที่อยู่ใน ทิฏฐิ 44 นั้น คือ กาม สำเร็จความใคร่ ในความคิดของเขา เขาถือว่าเป็นสุดยอดของความสุข เป็นนิพพานัง ปรมัง สุขัง พระพุทธเจ้าประมวล มิจฉาทิฏฐิ ทั้งหลายแหล่ว่ามีแค่ 62 ทิฏฐิเท่านี้ คนก็วิตถารได้ที่ หนึ่งในล้าน หนึ่งในกี่ล้าน ก็วิตถารหลงผิดได้ขนาดนี้ นอกนั้นก็หลง ฌาน 1 2 3 4 ในฌานหลับตา แล้วเขาก็นึกว่า เขาสำเร็จ เหมือน อาฬารดาบส ได้อากิญฯ ก็นึกว่าสูงสุด แต่มีอุทกดาบส ทำได้มากกว่าเป็นเนวสัญญาฯ อีก ก็เช่นเดียวกัน นี่ไปหลง ฌาน 1 (ฌานฤาษี) ว่าสูงสุด หรือหลง ฌาน 2 3 4 แล้วทำสำเร็จ ในขณะนั่งหลับตา แบบนี้เขาเรียกว่า นั่งเข้าสมาบัติ ต้องนั่งทำเอา ได้แล้วได้อะไรเป็นอัตโนมัติ เป็นตถตา แต่มันต้องทำเอา ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ ต้องปฏิบัติในปัจจุบัน แล้วเขาก็ว่า เขาถึงนิพพาน แต่ต้องปฏิบัติ ไม่รู้จบรู้แล้ว นี่คือ มิจฉาทิฏฐิ 62 ปัจจุบันของพระพุทธเจ้ามี 5 เหมือนกัน แต่ทั้ง กามคุณ 5 ทั้ง ฌาน 4 มันไม่ใช่นิพพาน มีฌาน 4 เป็นฐานเบื้องต้นของนิพพาน เรียกว่า อุเบกขา เป็นพื้นฐานของนิพพาน แต่ต้องทำอุเบกขา มีให้ตั้งมั่น นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสฺสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) บริบูรณ์ด้วยองค์ 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่คือหลักฐานของพระพุทธเจ้า ยังมีอยู่ เป็นโชคของเรามากเลย ที่หลักฐานนี้ยังไม่สูญหายไป ที่อาตมาพูดไปเหล่านี้ ทางด้านมหาบัว นั่งหลับตา ไม่มีธรรมวิจัยพวกนี้หรอก เรียนบาลี เปรียญ 9 ก็มีในสายหลับตา แต่ไม่ได้รู้สภาวธรรม เพราะมันเป็นเรื่องละเอียด เป็นอจินไตย เป็นการคิดคาดคะเนเอาไม่ได้ มันเป็นสภาวะธรรม อันลึกซึ้ง แต่เขาก็นึกว่า เป็นสภาวะที่ยิ่งใหญ่เลิศเลอ ที่สอนไปนี้ ก็สอนไปเท่านั้นแหละ แล้วก็สอนตามๆกันไป กสิณ 40 นี่ก็พูดเอาเอง ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค มีการจำแนกอรหันต์ไว้อย่างนี้ 1. สุกขวิปัสสโก (ผู้เห็นแจ้งโดยปัญญาเพรียวๆ) อันนี้เขาถือว่าเป็นอรหันต์แห้งแล้ง 2. เตวิชโช (ผู้ใช้วิชชา 3) ถือว่าคือคนระลึกชาติได้ รู้จักผีนรกเทวดาเป็นตัวเป็นตน ไปหมดเลยนะ ของเขา 3. ฉฬภิญโญ (ผู้ได้อภิญญา 6 ฝ่ายเจโตสมถะ) อันนี้ยกเว้น วิปัสสนาญาณ กับ อาสวักขยญาณ แต่เขาบอกว่า เป็นตัวเป็นตน เป็นรูปเป็นร่าง ในอภิญญานั้น 4. ปฏิสัมภิทัปปัตโต (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ทั้ง 4 ได้แก่... อัตถปฏิสัมภิทา ฉลาดในเนื้อแท้แห่งสัจจะ-เป้าหมาย ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในสภาวธรรมต่างๆ ทั้งหมด นิรุตติปฏิสัมภิทา ฉลาดในการมีภาษาบอกกล่าว ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ฉลาดในเชาวน์ไหวพริบ (จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค) เขาก็มีกัน อย่างมหาบัวนี้ ภาษาไม่ใช่เล่นเหมือนกัน มีปฏิภาณไหวพริบ ในการตอบโต้ บรรยายสาธยาย ก็มีอัตถะ เนื้อของสายเจโต ธรรมะคือองค์ประกอบเขาก็มีไม่น้อย นี่คืออาจาริยวาท คืออาจารย์รุ่นหลัง และเป็นมิจฉาทิฐิด้วย ไม่ใช่มาจากพุทธวจนะ หรือไม่ใช่เถรวาท เป็นอาจาริยวาท
การนั่งหลับตาเข้าไปเป็นสมาธิ จะไม่รู้จักกาย
นั่งสมาธิ ในอานาปานสติสูตร นั่งหลับตาดูลมหายใจ ดำรงสติคงมั่น ถ้าจะหลับตา เข้าไปอยู่ข้างใน คุณก็จะต้องมีภายนอก ก็ต้องมีความรู้สึก กับลมหายใจอยู่ ขาดไปไม่ได้ หากขาดไปก็ไม่มีกาย ในอานาปานสติก็บอกว่า กายสังขารัง ปัสสัมภยัง ต้องระงับกายสังขารก่อน แล้วจึงเป็น ปัสสัมภยัง จิตสังขารัง คือระงับจิตสังขารต่อ เขาเอาแค่ลม นี่คือกายสังขาร หนักเข้าก็ จนดับเบา จนไม่รู้สึกอะไร เขาก็ว่านิโรธแล้ว ก่อนจะหมดความรู้สึก รับรู้ลมหายใจ มันก็จะรู้สึกเบาลงๆๆ จนขาด เขาก็นึกว่า นี่คือดับผัสสะเสีย แล้วเขาก็ว่าคือนิโรธ ทำให้กายสังขาร สงบรำงับ ก็เข้าไปดับจิตสังขารต่อ ดับอย่างไม่รับรู้อะไรเลย ก็ปิดประตู การปฏิบัติแบบอานาปานสติ อย่างนี้เลย นี่คือ มิจฉาทิฏฐิ 100% ในพรหมชาลสูตร ท่านตรัสถึง สัสสตทิฏฐิ 4 [28] 2. อนึ่ง ในฐานะที่ 2 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน ได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ ในกาลก่อนได้สังวัฏฏวิวัฏฏกัปหนึ่งบ้าง สองบ้าง สามบ้าง สี่บ้าง ห้าบ้าง สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น (พ่อครูว่า เขาคิดแบบมีตัวตน รูปร่างไปหมด ทั้งที่เป็นนามธรรมก็ได้) มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆมีกำหนดอายุ เพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในกัปโน้น แม้ในกัปนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้ว ได้มาบังเกิดในกัปนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ จริงๆแบบตัวตนบุคคลเราเขาก็มี แต่ผู้ที่บรรลุ จะไม่ยึดติดตัวตน บุคคลเราเขา ก็เป็นร่างที่เราเคยอาศัยและศึกษา อาตมาเคยบอกว่า ถ้าบอกว่า อาตมาคือ พระสารีบุตรมาเกิด อาตมาถือว่าดูถูกนะ เพราะอาตมาเจริญกว่าพระสารีบุตร ถ้าเท่าพระสารีบุตร ก็ไม่พัฒนาอีก จากพระสารีบุตร มาถึงชาตินี้ ก็ไม่รู้กี่ชาติ แล้วก็พัฒนาขึ้นมา มาถึงวันนี้ ก็คืออันนี้ อาตมาว่า อาตมามีธรรมะ ละเอียดลึกซึ้ง เกินกว่าตอนโน้น ตอนโน้น ไม่ละเอียดลึกซึ้งเท่านี้ แต่จำได้มาก แต่ตอนนี้จำไม่ได้มาก แต่ละเอียดลึกซึ้ง มันเก็บไว้ เอามาใช้ตามบารมี แค่โพธิสัตว์ระดับ 7 จะพัฒนาเป็น 8 ก็ค่อยได้สะสมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ระดับ 9 ก็จะนำมาใช้ได้มาก จำได้มาก ตอนนี้ก็ใช้ได้แค่นี้แหละ อาตมาก็มีบัญญัติภาษา ของพระโพธิสัตว์องค์พี่ หรือพระพุทธเจ้าองค์ก่อน แต่ไม่ได้เอามาพูด เพราะไม่ใช่ของเรา เรายังไม่มี แต่ใช้แค่นี้ ก็ตามอาตมา ให้ทันเถอะ ในพรหมชาลสูตร ใช้คำว่าเจโตสมาธิ คือการปฏิบัติแบบนั่งหลับตา แล้วมีที่ท่านสรุป ในเล่ม 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใด มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบัน เป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้ว จะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ อาตมาก็ย้ำว่า กรรมฐานคือเวทนา เรียนเวทนา 108 นี่แหละ ทำให้ได้ครบสมบูรณ์แล้วจะชัดเจน แค่นี้ก็สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้แล้ว จะไปเสียเวลา เป็นกรรมฐานอื่น อีกทำไม คนปฏิบัตินั่งหลับตา สะกดจิต ใช้กรรมฐานลมหายใจ โดยใช้อันอื่น อาตมานั้น ไม่ถนัดกสิณอื่น ตอนเล่นสะกดจิต ก็ใช้มือใช้วัตถุ ใช้กสิณ สะกดจิตได้เหมือนกัน แต่อาตมาไม่ถนัด ใช้แค่นิ้วมือก็พอ ถ้าจะใช้กสิณเป็นวัตถุ อาตมาก็ตั้งไว้ที่ จุดกลางหน้าผากอาตมา แล้วเข้าไปเป็นนามธรรมเลย จะรวมจิตปั๊บ ไปในภายใน ก็รวมได้เร็วเลย มันไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุใดๆ ก็ได้เป็นอรูป ฝึกฝนเข้า ก็ชำนาญทำได้เร็ว ทุกวันนี้ไม่ได้ฝึกอีก แต่ก็ทำได้อีก ถ้าไม่มีอะไรค้าง เป็นงานก็ทำได้ หลับตาไม่กี่วินาที ก็เสียงกรนแล้ว มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ขออภัย พูดกันด้วยวิชาการ อ้างอิงให้ชัดเจน
ทีนี้ จากเวทนา ก็มาย้ำสูตรอื่นๆบ้าง ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ให้เรียนรู้รูปนามจาก อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แล้วเรียนรู้ลักษณะ system analysis ก็ให้เรียนจาก เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยที่เป็น story ของเรา เป็นนิทานของเรา มันมีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย อย่างไร
ธรรมะสาม พระพุทธเจ้าก็ย้ำยืนยัน ธรรมะ 3 อาตมาเรียก ผัสสะ 3 รวมแล้วมีรูป นาม และประธาน ประธานคือตัว ธาตุรู้ ตัวเรา สามเส้าคือ ISH ตัวประธานคือ I รูปนามคือ อิตถีภาวะ S และปุริสภาวะ H ก็ทำอิตถีให้เป็นปุริสภาวะ ก็หมด 2 เหลือแต่ 1 กับ 0 เป็นปุงลิงค์ กับ นปุงสกลิงค์ จากสองแล้วไม่เป็นวงวน ไม่เกิดวัฏฏะ ถ้าสามก็เกิดวัฏฏะ ถ้าสองรูปนามมันเป็นระนาบ ต้องมีญาณรู้ แล้วจัดการสองอย่าง รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือนามธรรม ของเราเอง ถ้าภายนอกก็เห็นนอก ถ้าในภายในก็เป็นรูปใน แล้วจัดการให้เป็นหนึ่งให้ได้ สองให้เป็นหนึ่งให้ได้ ถ้าทำสำเร็จเป็นหนึ่งได้ ก็จบ 0 ก็เป็นประธาน ก็จะมีความรู้ว่า 2 นี้ทำให้เป็นหนึ่ง ทำให้เป็นศูนย์ ตัว 0 ก็เป็นประธานเลย
600124_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ว่าด้วยธรรมเครื่องขัดเกลา
https://youtu.be/a-yu_p9pOLU