คนจนที่มีแบบ เล่ม1.pdf

โฟลเดอร์หนังสือธรรมะพ่อครู
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์2.65 MB
วันที่แก้ไข15 เมษายน 2546

เนื้อหาในไฟล์

1 “คนจน”ที่มีแบบ 2 3 อาตมาเขียนหนังสือเล่มนี้ ด้วยความ“เชื่อว่า” คน ส่วนใหญ่คงจะยังไม่ค่อยเข้าใจ หรือซาบซึ้งใจอะไรนักหรอก ขออภัยจริงๆถ้าอาตมาจะประมาณว่า ก็คงจะอ่านกัน แล้ว ก็งั้นๆแหละ พออ่านได้ พอรู้เรื่อง ว่า มีแนวคิดแปลกไปจาก มนุษย์สามัญทั่วไปทั้งหลาย (เว้นแต่ว่า บางคนที่มีภูมิตนส่วนตนฝัง วิบากมาแล้วแต่ปางบรรพ์ หรือมี“โลกุตรธรรม”แท้ในใจจริง ก็ย่อมเกิด“ความ ซาบซึ้ง”ขึ้นมาได้กับความจริงนี้ เพราะมันคือ“ความจริงแห่งความจริง”ที่ไม่สามัญ ทั่วไปของปุถุชนในโลก อาจจะมีบ้าง เป็นบ้าง แต่ก็น่าจะยังไม่มากมายอะไร) และยิ่งจะให้“เชื่อตาม”อย่างซาบซึ้งใจนั้น ก็คงจะยังไม่เกิดอาการอย่างนั้นในใจใครกันนักหรอก แต่อาตมาก็เขียนด้วยความ“เชื่อมั่น” ของตนเองอย่างยิ่ง ว่า นี้คือ “ความจริงอันยิ่งใหญ่ในความเป็นมนุษย์และสังคม ที่เจริญจริงแท้” แบบที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และแบบเดียวกันกับที่ในหลวง ร. ๙ ของคนไทยมีในพระปัญญาธิคุณของพระองค์ และได้ทรงพระจริยวัตรด้วยพระอุตสาหะปลูกฝังลงในแดนไทยที่พสกไทยทั้งหลายเทิดทูนสุดเกล้าสุดเศียรตลอดพระชนม์ชีพ ๗๐ พรรษา ซึ่งเกิดขึ้นจริงและหยั่งลงในประเทศไทยแล้ว ตามที่เห็น และเป็นอยู่ และก�าลังจะขจรไปทั่วโลก 4 ค�าตรัสที่ว่า“เศรษฐกิจพอเพียง”ก็ดี “บริหารประเทศ แบบคนจน”ก็ดี หรือ“ขาดทุนของเรา คือก�าไรของเรา”ก็ดี ความเป็นไปได้ที่มีคนไทยท�าได้จริง กลุ่มสังคม“คนจน”ที่เป็นไทย ก็เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยวันนี้ แม้จะมีความล�าบากใจ หรือมีเชิงชังอยู่บ้าง ก็น่าจะ ลองลดอคติจากใจสักชั่วขณะ ลองพิจารณา“ชาวอโศก”หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า“ชาวสันติอโศก”ดูบ้าง เผื่อจะมี“ความจริง”ให้ท่านได้พบเห็น แม้ไม่มากก็น้อยก็ได้นะ หวังด้วยความเกรงใจอย่างยิ่งว่า คงจะมีคนผู้พอรับฟังที่อาตมาพูดนี้ได้บ้าง และอาจจะมี ผ

อ่านต่อ

ู้มาลองคบหาสมาคมกับชาวอโศกดูบ้าง ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงส่งทีเดียวส�าหรับเราชาวอโศก ขอยืนยันว่า เราจริงใจตามภูมิของเราอย่างหมดใจจริงๆ สมณะโพธิรักษ์ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๑ 5(๑) “แบบคนจน”...ที่มาของเรื่อง.........................................๑๓(๒) ล้มเหลวเพราะทุ่มเทเร่งให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นรวดเร็ว!..๑๔(๓) ส�าเร็จได้เพราะ..“ท�าตามล�าดับด้วยความรอบคอบ”.....๑๕(๔) ไทยยอดยิ่งยวดได้เพราะ….?......................................๑๕(๕) เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก ด้วย “พอมี พอกิน”............๑๖(๖) ต้องท�า“แบบคนจน”!..................................................๑๗(๗) “ขาดทุนของเราเป็นก�าไรของเรา” “Our loss is our gain”........................๑๘(๘) สังคมมีความสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่น ได้ ด้วยการ..“ให้!”.......................................๑๙(๙) สังคมจะล้มเหลว หรือเจริญส�าเร็จ เพราะ...............๒๑(๑๐) ชาวพุทธไม่กลัวจน เพราะมี“ปัญญา”ตามค�าตรัส.......๒๒(๑๑) คนจนอุดมสมบูรณ์สุขส�าราญเบิกบานใจ....................๒๓(๑๒) ชาวพุทธตั้งใจจน เพราะเต็มใจจนด้วย“ปัญญา”........๒๔(๑๓) “คนจนอาริยะ”คือ คนจนที่มี“ปัญญา”ซึ่งมิใช่เฉโก..๒๔(๑๔) ชาวพุทธรวมพลังต่อยอด“ความจน”ให้เจริญวิเศษ..๒๕(๑๕) “สาธารณโภคี”คือระบบสังคมที่มีเศรษฐกิจดีสูงสุด.....๒๖ 6(๑๖) “สาธารณโภคี”คือระบบสังคมที่มีอิสระสูงสุด.............๒๗(๑๗) สาธารณโภคีคือ ระบบ“คนจน”ที่ไม่มีของตัวของตน.....๒๙(๑๘) “เป็นกลาง”ในที่นี้ต้อง“ก�าหนดหมาย(สัญญา)”ให้ถูก...๓๐(๑๙) แยก“จิต”แยก“วิธีปฏิบัติ”ให้ถูก มิฉะนั้น“วิปลาส”........๓๑(๒๐) “ทิฏฐิวิปลาส”จึงมี“สัญญาวิปลาส”แล้ว“จิตวิปลาส”......๓๒(๒๑) แยก“สมมุติสัจจะ”กับ“ปรมัตถสัจจะ”กันยังไม่ได้..........๓๔ (๒๒) ไม่มี“สวรรค์-นรก”ในจิตคือ “ไม่มีภพ-ไม่มีชาติ”ขั้นต้น.......๓๕(๒๓) ไม่มี“สุข-ทุกข์”ในตนคือไม่มีของตัวของตนยืนพื้น..........๓๖(๒๔) สรุป “มัชฌิมาปฏิปทา”คือ ไฉน? อย่างไรกันแน่?.......๓๘(๒๕) “จิต”ที่“ไม่มีสุข-ทุกข์”เป็น“รากจิต”ในการไม่สะสม.......๓๙(๒๖) สาธารณโภคีไม่สะสม“ความรวย” และไม่เป็นหนี้........๔๐(๒๗) สาธารณโภคีเกิดได้แม้ท่ามกลางทุนนิยม-คอมมูนิสต์...๔๑(๒๘) สาธารณโภคีเกิดได้เฉพาะในหมู่สงฆ์เพราะเหตุใด?..........๔๓(๒๙) สาธารณโภคีถ้าไม่อิสระเสรีภาพจะเป็นได้ไม่ยั่งยืน....๔๔ (๓๐) การมีชีวิต“สาธารณโภคี”ต้องเป็นสิทธิของแต่ละคน.......๔๕(๓๑) “จุดเด่น-จุดเน้น”ส�าคัญยิ่ง ของระบบแต่ละระบบ.............๔๖(๓๒) “สาธารณโภคี”มีจุดดียิ่งกว่าระบบการปกครองทั่วไป.....๔๗ (๓๓) สาธารณโภคีจึงต้องมีจิตใจที่ฉลาดพิเศษคือปัญญา....๔๘(๓๔) “เฉโก”คือ อวิชชาธาตุ เป็น“ความฉลาด”แบบเก่า......๕๐(๓๕) “ปัญญา”คือ อัญญธาตุ เป็น“ความฉลาด”แบบใหม่........๕๐(๓๖) “ปัญญา”สัมมาทิฏฐิเป็น“ความฉลาด”ขั้น“โลกุตระ”...๕๑ (๓๗) ยกตัวอย่าง ไตรลักษณ์ หรือสามัญลักษณ์ เป็นต้น.....๕๓ 7(๓๘) “ปัญญา”ที่รู้จริง“ธรรมนิยาม ๕”มีในพุทธเท่านั้น......๕๕(๓๙) “ปัญญา”จึงเป็น“ความฉลาด”ของคนต่างดาว...........๕๖(๔๐) “ปัญญา”เป็น“ความฉลาด”ที่ทวนกระแสกับ“เฉโก” ......๕๗(๔๑) “คนดาวดวงใหม่”เป็นผู้เสียสละแบบโลกุตระ............๕๙(๔๒) “สฺวากฺขาโต”นั้น คือ อย่างไร?...................................๖๐(๔๓) ศาสตร์ที่ท�าให้เป็น“คนจน”ส�าเร็จอย่างมี“ปัญญา”แท้.......๖๑(๔๔) การบริหาร“แบบคนจน”จึงเป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่..........๖๓(๔๕) การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จึงต้องแก้“แบบคนจน”..........๖๔(๔๖) “สาธารณโภคี”ต้องเป็นสังคม“คนจน”เสียสละแท้จริง....๖๕(๔๗) บทสรุปของชีวิตก็อย่างที่พระพุทธเจ้าท่าน“เป็น”.......๖๗(๔๘) “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ”ที่กษัตริย์ไทยทรงยืนยัน.......๖๘(๔๙) “คนจน”ที่มี“ปัญญา”แตกต่าง“คนจน”ที่มี“เฉโก........๖๙(๕๐) พุทธที่ฉลาดแบบโลกุตระนั้นเป็น“อัญญะ”แท้ๆ.........๗๑(๕๑) “คนจน”ที่เสียสละจริงเต็มใจแท้ต้องมี“ปัญญา”.........๗๒(๕๒) ผู้เสียสละที่เป็น“คนจน”แท้จะถึงขั้น“สาธารณโภคี”.......๗๓(๕๓) คนที่มี“ปัญญา” จึง“แก้ปัญหาความจน”ส�าเร็จ........๗๔(๕๔) “แก้ปัญหาแบบคนจน”จึงเป็นยอดวิชชาของพุทธ......๗๕(๕๕) “คนรวย”คือคน“ไร้ปัญญา” มีแต่“เฉโก”จัดจ้าน.....๗๗(๕๖) “คนรวย”ที่มีแต่“เฉโก”ในโลกียะ ไม่มี“โลกวิทู”......๗๙(๕๗) “คนจน”ที่มี“ปัญญา”ของโลกุตระมี“โลกวิทู”............๘๐(๕๘) “คนรวย”ที่เป็นปัจเจก คือคนท�าลายเศรษฐกิจแท้ๆ...๘๑(๕๙) คนที่มี“เฉโก” แก้“ปัญหาเศรษฐกิจ”ไม่ส�าเร็จแน่.....๘๒ 8(๖๐) ถ้าแก้“ปัญญา”ได้ก่อน ก็จะแก้“ปัญหา”ส�าเร็จแน่......๘๓(๖๑) คนผู้มี“เศรษฐกิจพอเพียง”ที่แท้จริง คือไฉน?........๘๔(๖๒) “ความจน”ที่ประเสริฐ ก็จะเป็น“คนจน”แสนวิเศษ.....๘๕(๖๓) “ความจน”จึงเป็นความประเสริฐส�าคัญของโลก.........๘๖(๖๔) “ความรวย”จึงเป็นความไม่ประเสริฐ หรือเป็นบาป .....๘๗(๖๕) ผู้มี“ปัญญา”เป็น“คนจน”ได้ถึงขั้น“สาธารณโภคี”......๘๘(๖๖) “เศรษฐกิจ”สุดวิเศษ คือ“สาธารณโภคี”ของพุทธ.......๙๑(๖๗) “สาธารณโภคี”จึงต้องก้าวด้วย“สัมมาอาริยมรรค”....๙๒(๖๘) “เศรษฐกิจ”ที่มีทฤษฎีส�าเร็จสูงสุดคือ“สาธารณโภคี”....๙๓(๖๙) การบริหารจะเกิดลัทธิต่างๆ ระบอบนานาขึ้นในโลก.....๙๔(๗๐) สาธารณโภคีจึงต้องมีจิตใจที่ฉลาดพิเศษคือปัญญา.......๙๕(๗๑) ยุคนี้ยังมี“จิตจริง-ปัญญาแท้”ใน“สาธารณโภคี”มั้ย?...๙๖(๗๒) มีแค่“เฉโก”มิใช่“ปัญญา”จะเป็น“สาธารณโภคี”ไม่ได้....๙๘(๗๓) ยุคเสื่อมนั้นถ้ามี“สาธารณโภคี”ขึ้นมาจึงดูประหลาด.......๙๙ (๗๔) ภิกษุมี“เงินทองเป็นของส่วนตัว”ยังเป็น“อาบัติ”......๑๐๐ (๗๕ ) ต้องขออภัยอย่างมากจริงๆ ที่ต้องอ้างอิงสัจจะ.......๑๐๓(๗๖ ) ตามค�าสอนของพระพุทธเจ้าสงบยิ่งเป็นสัจจะเสมอ.....๑๐๔(๗๗ ) “สาธารณโภคี”ไม่ใช่เหลือแค่ต�านานเล่าขานเท่านั้น.๑๐๕(๗๘) ทั้ง“โลกียะ”ทั้ง“โลกุตระ”ต่างก็มีความเป็น“นิรันดร”..๑๐๗ (๗๙) เพราะ“พุทธ”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงตัว“อัตตา”ครบหมด...๑๐๘(๘๐) “อัตตาใหญ่ยิ่งๆ”นั้นมีแต่ตัวตนหนึ่งเดียวเด็ดขาด...๑๐๙(๘๑ ) “ปรมาตมัน”เทวนิยมนั้นตัดขาดจากจิตวิญญาณอื่น....๑๑๐ 9(๘๒) “อิสระเสรีภาพ”พุทธนั้นมีนัยส�าคัญยิ่งกับ“อัตตา”...๑๑๑ (๘๓) เพราะ“พุทธ”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงตัว“อัตตา”ครบหมด....๑๑๓(๘๔) อัตตาที่เป็น“พระเจ้า”จึงสัมผัสด้วย“ทวาร ๕”ไม่ได้..๑๑๕(๘๕) “ความจริงยิ่งใหญ่”ถูกจ�ากัดเฉพาะ ไม่เป็นอิสระ.....๑๑๖(๘๖) “ความจริงยิ่งใหญ่”ของพุทธ เป็น“อิสระ”สัมบูรณ์...๑๑๗(๘๗) “ความอิสระ”ของพุทธนั้นไม่มีตัว“อัตตา”เด็ดขาด...๑๑๙(๘๘) เพราะ“ปัญญา”มีความรู้แจ้งจริง“อัตตา”และ“โลก”.....๑๒๐(๘๙ ) “ความอิสระ”ขึ้นอยู่กับการศึกษา“อัตตาและโลก”...๑๒๒(๙๐) สาธารณโภคีก�าลังเกิดได้ในหมู่ฆราวาสปัจจุบันนี้.......๑๒๓(๙๑) ความเป็น“๓ เส้า”นี้ยิ่งใหญ่ ที่ต้องศึกษาอย่างส�าคัญ....๑๒๕(๙๒) ความเป็น“๓ เส้า”ที่ภาษาว่า“ธรรม”กับ“อธรรม”.......๑๒๖ (๙๓) ความเป็น“๓ เส้า”ในที่นี้ คืออะไร?...............................๑๒๗(๙๔) ผู้มี“ปัญญา”ท�าให้ความมี“ตัวตน”นั้น“สูญ”ได้จริง....๑๒๙(๙๕) “สูญ”คืออะไร? มีนัยส�าคัญแท้จริงอย่างไร?................๑๓๐(๙๖) สาธารณโภคีที่ดีจะมีการไหลแทรกซึมซับของธรรมะ...๑๓๒(๙๗) สาธารณโภคีที่ดีเกิดจากสังคมที่เป็น“บวร”ที่ดี........๑๓๓(๙๘) หมู่บ้าน“สาธารณโภคี” คือ ครอบครัวเดียวกัน........๑๓๔(๙๙) “สาธารณโภคี”ส่วนตัวนั้น“จน” แต่ส่วนรวม“อุดม” ....๑๓๕(๑๐๐) คน“สาธารณโภคี”จริงๆ รู้จริงว่า“จน”ดีกว่า“รวย”...๑๓๖ (๑๐๑) “สาธารณโภคี”เป็นเศรษฐศาสตร์การเมืองสัมบูรณ์.....๑๓๖(๑๐๒) “สาธารณโภคี”เป็น“อจินไตย”ที่จะหยั่งรู้ความรู้สึก......๑๓๙(๑๐๓) “สาธารณโภคี”นี้ เกิดได้แม้แต่ท่ามกลางกลียุค......๑๔๐ 10(๑๐๔) “สาธารณโภคี”นี้ พ้น“มิจฉาชีพ”ได้สูงสุดๆของคน....๑๔๑(๑๐๕) “มิจฉาชีพ ๕”นี้วัดความเจริญของมนุษยชาติแท้ๆ......๑๔๒(๑๐๖) “สัมมาอาชีพ”สูงสุดๆแท้จริงของคนจึงคือ“คนจน”....๑๔๓(๑๐๗) มิจฉาชีพ ๕ ขั้น จากขั้น ๑ ชั่วแย่สุด ถึงขั้น ๕ ก็สิ้นสุดชั่ว...............๑๔๕(๑๐๘) มิจฉาชีพ ๕ ขั้นของพระพุทธเจ้าจึงต้องศึกษาให้ดียิ่ง.........๑๔๖(๑๐๙) ความมี“อัตตา”ต้องท�างานถึงขั้นเป็น“อาชีพ”เลี้ยงตน......๑๔๘(๑๑๐) ผู้ที่ไม่ต้องท�า“อาชีพ”เลี้ยงตน คือ ใคร?.....................๑๔๙(๑๑๑) “อาชีพ”รับใช้มวลประชาชน คือ อาชีพยิ่งใหญ่ที่สุด..๑๕๒(๑๑๒) ราคาของ“กรรมที่เป็นโลกุตระ”น้้น“หาค่าบ่มิได้”.....๑๕๓(๑๑๓) ผู้ที่มี“กรรมที่เป็นโลกุตระ”ที่“หาค่าบ่มิได้”ของไทย...๑๕๔(๑๑๔) ต่างกันยิ่งยวด..โลกียะกับโลกุตระ“ตีราคา”แรงงาน...๑๕๕(๑๑๕) “ตีราคา”แรงงานของ“โลกุตระ”นั้นยากยิ่งยวด..........๑๕๖(๑๑๖) พุทธรู้จักรู้แจ้งรู้จริงทั้ง“ภาษา”และ“สภาวะ”จริง..๑๕๗(๑๑๗) การเกิดก่อน-เกิดหลังของ“สภาวะ”กับ“บัญญัติ”....๑๕๙(๑๑๘) เพราะ“จินตนาการ”ของใครก็ของผู้นั้นไม่อาจรู้..๑๖๐(๑๑๙) chaos คือ ความไม่เป็นระบบ พุทธศึกษาจะช่วยได้...๑๖๑ (๑๒๐) พุทธมีต้น-กลาง-ปลาย“หมุนรอบเชิงซ้อนที่พิเศษ”......๑๖๒(๑๒๑) พุทธมีต้น-กลาง-ปลาย ของความเป็น“ตน”สุดลึก.....๑๖๓(๑๒๒) “ความหมดสิ้นตัวตน” ที่เป็น“ตถตา”ของมนุษย์.....๑๖๕(๑๒๓) “คุณวิเศษ”แท้ คือ “ความหมดสิ้นตัวตน”ที่เป็นจริง.....๑๖๖ (๑๒๔) ผู้มี“สัญชาตญาณ”ที่เป็น“ตถตาในโลกุตระ”ก็มีอยู่.....๑๖๗ 11(๑๒๕) “อาชีพ”สูงสุดของความเป็น“คน”คือ “รับใช้”........๑๖๙(๑๒๖) ยังมีรายละเอียดของความเป็น“ธรรมะ ๒”อีกมาก.....๑๗๑(๑๒๗) ความเป็น“ธรรมะ ๒”ที่ยากจะเข้าใจ ก็ขั้นโลกุตระ.......๑๗๒(๑๒๘) “อรหันต์”คือผู้“ท�าบุญ” และไม่ลึกลับใน“บุญ”.....๑๗๓(๑๒๙) “อรหันต์”คือผู้ไม่ลึกลับใน“การเกิด-การตาย”.......๑๗๔(๑๓๐) เนื้อแท้ของ“ภูมิธรรม”ขั้น“ฌานวิสัย” คืออย่างไร?..๑๗๕(๑๓๑) วิสัยของฌาน“โลกียะกับโลกุตระ”แตกต่างกันไฉน....๑๗๖(๑๓๒) ความเป็น“ฌาน”ของศาสนาพุทธ เป็น“อจินไตย”..๑๗๗(๑๓๓) ศาสนาพุทธเรียนรู้และก�าจัด“กิเลส”ด้วย“ฌาน”....๑๗๘(๑๓๔) “ฌานโลกุตระ”จึงจะก�าจัด“กิเลส”ได้ส�าเร็จแท้......๑๗๙ (๑๓๕) ศึกษา“สุข”ให้สัมมาทิฏฐิ จึงจะกล้าปฏิบัติ“ฌาน”....๑๘๐(๑๓๖) ต้องรู้“ทุกขอาริยสัจ“ได้ จึงจะเป็น“ฌานโลกุตระ”....๑๘๑(๑๓๗) “ฌาน”ที่รู้“เวทนา ๑๐๘”จึงจะ“ดับทุกขเวทนา”ได้แท้..๑๘๓(๑๓๘) “ฌานหลับตา”ไม่มี“ปฏิจจสมุปบาท”ให้ศึกษาเลย......๑๘๔(๑๓๙) ผู้ที่ไม่มี“ปฏิจจสมุปบาท”ให้ศึกษาจึงไม่ใช่“พุทธ”.....๑๘๖(๑๔๐) พุทธ เรียนรู้“อัตตา ๓” ก�าจัด“อัตตา”ด้วย“ปัญญา”..๑๘๗(๑๔๑) “ปัญญา”รู้ยิ่งจริง จึงได้ชื่อว่า“อุตตริมนุสสธรรม”...๑๘๘(๑๔๒) “ปัญญา”คือ“ธาตุรู้-ธาตุฉลาด”แต่พิเศษเกินอัจฉริยะ...๑๘๙(๑๔๓) “นิพพาน”นั้นคือจบ “เที่ยง”เด็ดขาดหนึ่งเดียวแท้.......๑๙๑(๑๔๔) “ผู้มีนิพพาน”มี“สูญ”แท้ แต่ยังมี“อัตตาอาศัย”อยู่......๑๙๒ 12 13 ค�าว่า“แบบคนจน”นี้ อาตมาน�ามาจากพระราช ด�ารัสในหลวง ร. ๙ ที่ชาวไทย แม้แต่ชาวต่างประเทศ ต่างยอมรับว่า สุดยอดแห่ง“ศาสตร์พระราชา” อันเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ พระราชด�ารัสของในหลวง ร. ๙ ซึ่งทรงชี้บ่งความชัดเจนยิ่งขึ้นของปรัชญา“เศรษฐกิจพอเพียง”แท้ๆ ที่ตรัสเจาะลงไป ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”นั้น ก็คือ การบริหารประเทศ“แบบคนจน”เมื่อวันที่ ๔ ธ.ค. ๒๕๓๔ คลิปนี้“ทีวีช่องบุญนิยม”เปิดให้ดูกันอยู่ทุกวัน นั่นเอง และยังมีการตรัสต่อไปอีกว่า “การขาดทุนของเรา คือ การได้ก�าไรของเรา” ก็ยิ่งขยายชัดกว่าชัดขึ้นไปอีก(๑) • แบบคนจน • ...ที่มาของเรื่อง 14 ซึ่งมีความวิเศษลึกซึ้งแท้จริงยิ่งยอด ในเรื่องของ การบริหารประเทศ“แบบคนจน” และการมาเป็น“คนจน” พระราชทานพระราชด�ารัสหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ครั้งแรก “…การพัฒนาประเทศจ�าเป็นต้องท�าตามล�าดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนเป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยล�าดับ ต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกฐานะทางเศรษฐกิจขึ้นได้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศ และของประชาชน โดยสอดคล้องด้วย จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆได้ ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวในที่สุด…” (“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ”ในงานพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันพุธที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗) ปัจจุบันประชาชนไม่พอกิน ไม่พอใช้ เพราะวิถีชีวิตเปลี่ยนไปเป็น“ซื้อกิน ซื้อใช้” (๒) ล้มเหลวเพราะทุ่มเทเร่งให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นรวดเร็ว! 15 เลยมีผลให้หนี้สินท่วมท้นทั่วหน้ากัน!(๓) ส�าเร็จได้เพราะ.. “ท�าตามล�าดับด้วยความรอบคอบ” และในวันถัดมา “..ในการพัฒนาประเทศนั้น จ�าเป็นต้องท�าตามล�าดับขั้น เริ่มด้วยการสร้างพื้นฐาน คือความมี กินมีใช้ของประชาชนก่อน ด้วยวิธีการที่ประหยัดระมัดระวัง แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานเกิดขึ้นมั่นคงพอควร แล้ว จึงค่อยสร้างความเจริญขั้นที่สูงขึ้นไปตามล�าดับ …การ ถือหลักที่จะส่งเสริมความเจริญ ให้ค่อยเป็นไปตามล�าดับ ด้วยความรอบคอบระมัดระวังและประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาดล้มเหลว และเพื่อให้บรรลุผลส�าเร็จ ได้แน่นอนบริบูรณ์…”(วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๗ ในการพระราชทานปริญญาบัตร ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระ บรมราโชวาทซ�้าว่าด้วยแนวทางการพัฒนา อย่างพอเพียง) (๔) ไทยยอดยิ่งยวดได้เพราะ..? หลังจากนั้นทรงมีพระราชด�ารัส “เน้นย�้า” เรื่องความพอมี พอกิน พอใช้ อีกครั้ง “…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่ พอมี พอกิน และขอให้ 16ทุกคน มีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่ พอกิน มีความสงบ และท�างานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่ จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่ พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศ อื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่ พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้…” ( พระราชทานให้คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๗)(๕) เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก ด้วย “พอมี พอกิน”... ...ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราท�าเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้... ...แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึก 17จะไม่มีใครสู้เราได้... (ที่มา : พระบรมราโชวาทและพระราชด�ารัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หนังสือค�าพ่อสอน ในโครงการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทด้วยความรักและความดี ๖๐ ปี ๖๐ ล้านความดีถวายในหลวง น้อมเกล้าถวายในหลวง) (๖) ต้องท�า“แบบคนจน”! มีชาวต่างประเทศคนหนึ่งมาพบ. (นาย พาร์ก จุล อุน รัฐมนตรีการกีฬาและเยาวชน แห่งสาธารณรัฐเกาหลี มาเฝ้าที่ พระต�าหนักจิตรลดาฯ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๔) เขาบอกว่าประธานาธิบดีของเขา ผู้เป็นเพื่อนเขามอบหมายให้มาขอโอวาท. “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะน�าก็แนะน�าได้ ต้องท�า “แบบ คนจน” เราไม่เป็นประเทศร�่ารวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้. แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก. เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง. ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว. แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่า “แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับต�ารามากเกินไป ท�าอย่างมีสามัคคีนี่ 18แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป. คนที่ท�างานตามวิชาการ จะต้องดูต�ารา. เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ท�าอย่างไร. ก็ต้องปิดเล่มคือปิดต�ารา. ปิดต�าราแล้วไม่รู้จะท�าอะไร. ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง. แต่ถ้าเราใช้ต�ารา“แบบ คนจน” ใช้ความอะลุ้ม อล่วยกัน ต�ารานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้า “เรื่อยๆ”. (พระราชด�ารัส ที่ทรงเรียบเรียงและปรับปรุงขึ้นจากที่ได้บันทึกพระสุรเสียงไว้ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันพุธ ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔)(๗) “ขาดทุนของเราเป็นก�าไรของเรา” “Our loss is our gain”. “Our Loss Is Our Gain” ขาดทุนของเราเป็นก�าไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ได้ก�าไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า “ขอย�้า ขอซ�้าอีกที” ก็พูดซ�้าอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็ อธิบายว่า ถ้าเราท�าอะไรที่เป็นการกระท�าแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น “การได้”.. 19 พระราชด�ารัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ (“เสีย”ในที่นี้ย่อมไม่ใช่เสียหาย แต่มุ่งหมายถึงการกระท�าที่เราได้เสียสละ ซึ่งนัยของการที่เราได้เสียสละออกไป นั่นแหละมันเป็น “การได้” คือได้ท�าความดีที่สุดแล้วใน มนุษย์ใดที่ท�าการให้ ยิ่งการเสียสละหรือการให้ ใดๆ ออกไปแก่ผู้อื่น โดยไม่หวังหรืออยากได้อะไรตอบแทนเลย นั่นคือสุดยอดมนุษย์ผู้ประเสริฐ)(๘) สังคมมีความสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่น ได้ด้วยการ..“ให้!” “…ข้าพเจ้าเองก็มีความปีติเต็มตื้นใจ ที่ได้เห็นน�้าใจของทุกคนเช่นนี้ เพราะเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงคุณธรรมข้อหนึ่ง ที่ยังมีอยู่อย่างบริบูรณ์ในจิตใจของคนไทย ก็คือ การให้ การ“ให้”นี้ ไม่ว่าจะ“ให้”สิ่งใดแก่ผู้ใด โดยสถานใดก็ตาม ล้วนเป็น“การกระท�าที่พึงประสงค์”อย่างยิ่ง เพราะเป็น เครื่องประสานไมตรีอย่างส�าคัญ ระหว่างบุคคลกับบุคคล และท�าให้สังคมมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ด้วยสามัคคีธรรม นอกจากนั้น การให้ ยังเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขอีกด้วย กล่าวคือ ผู้ให้ก็มีความสุข มีความอิ่มเอิบใจ ผู้รับก็มีความสุข มีก�าลังใจ สังคมส่วนรวม ตลอดถึงประเทศ 20 21ชาติ ก็มีความผาสุก มีความร่มเย็น ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะเห็นชาวไทย มีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น�้าใจไมตรีกัน ให้อภัยไม่ถือโทษ โกรธเคืองกัน ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์ และจริงใจ…” (พระราชด�ารัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๖ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๕)(๙) สังคมจะล้มเหลว หรือเจริญส�าเร็จ เพราะ... ชัดเจนยิ่งมั้ย พระราชด�ารัสของในหลวง ร.๙ ว่า(๑) ล้มเหลวเพราะ..ทุ่มเทให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นเร็วๆๆ! (๒) ส�าเร็จได้เพราะ..ท�ำตำมล�ำดับด้วยควำมรอบคอบ(๓) ไทยยอดยิ่งยวดได้ เพราะ….? เพราะ (๓.๓) เรำจะเป็นที่หนึ่งในโลก ด้วย“พอมี พอกิน” เรำจะเป็นที่หนึ่งในโลก เพราะ.. เป็น“คนจนที่รู้จักพอ มีใจพอในภาวะที่พอเหมาะที่พอควร ไม่โลภโมโทสัน” เป็น“คนจนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสังคม” เป็น“คนจนที่ไม่สะสมทรัพย์สิน ทั้งไม่สะสมกิเลส” 22 เป็น“คนจนที่ยอดขยัน ปรารภความเพียร” จึงเป็น“คนจนที่มีเศรษฐกิจของสังคมอุดมสมบูรณ์” เพราะ (๓.๔) ต้องท�าแบบ “คนจน”! เพราะ (๓.๕) “ขาดทุนของเราเป็นก�าไรของเรา”. “Our loss is our gain” เพราะ (๓.๖) สังคม มีความสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่น ได้ด้วยการ..“ให้!” จิต“รวยโลภให้-ไร้โลภเอา” “ให้”นี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุดของคน ถ้าจิตใจของใคร มีแต่ความยินดีใน“การให้”มากกว่า“การเอา”หรือ“การได้ มาให้ตน” ความเจริญยิ่งใหญ่จะเกิดทั้งในตนและทั้งใน สังคม และในโลกทีเดียว เพราะจะเกิดสังคม“คนจน”อย่างเป็นจริงขึ้นมาให้ แก่โลก เป็น “ปรากฏการณ์”พิเศษให้โลกเห็นความวิเศษ(๑๐) ชาวพุทธไม่กลัวจน เพราะมี“ปัญญา”ตามค�าตรัส ปกตินั้นคนทั้งหลายต่างก็กลัว“ความจน”กันทั้งนั้น แต่ผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่สัมมาทิฏฐิ และปฏิบัติดีแล้วตามค�าสอนพระศาสดา จะไม่กลัว“ความจน”เลย เพราะจะเกิดเป็น“คนจนสุขส�าราญเบิกบานใจ” อันเป็น“คนจนแบบอาริยะ” 23 เป็น“คนจนที่มีปัญญา(ฉลาดโลกุตระมิใช่อัจฉริยะแค่เฉโก)” เป็น“คนจนที่ไม่เบียดเบียนใคร” เป็น“คนจนที่มีความมักน้อย อยากจน กล้าจน” เป็น“คนจน”ที่มีความรู้สมรรถนะความสามารถสร้างสรร จึงมีอยู่มีกิน มีเหลือเผื่อแผ่แจกจ่ายผู้อื่นได้จริงๆ(๑๑) คนจนอุดมสมบูรณ์สุขส�าราญเบิกบานใจ “คนจน”ยังไง? ที่จนอย่างอุดมสมบูรณ์สุขส�าราญ เบิกบานใจ ..นี่แหละที่ต้องไขความกันอย่างส�าคัญ “คนจนที่อุดมสมบูรณ์มีความสุขส�าราญเบิกบานใจ” ไปตลอดกาลนาน ไม่ขาดตอน ไม่มีความรู้สึกโศกคั่นใน กาละเลย ก็เพราะคนผู้นั้นได้ปฏิบัติตน“เป็นคนจน”ตาม ทฤษฎีพระพุทธเจ้าส�าเร็จแล้วจริง อย่างสัมมาทิฏฐิ ถูกต้อง ตรงค�าสอนแท้ จึงเป็น“คนจนอุดมสมบูรณ์”ที่ไม่ต้องแย่งรวย ซึ่งตรงกันกับ“ศาสตร์พระราชา ร. ๙”แห่งราชวงค์ จักรีของไทย ที่คนไทยทั้งประเทศก�าลัง“ตื่นรู้” และเกิดปรากฏการณ์“ตื่นตัว-เต็มตื้น”อย่างที่เห็น ตามที่เป็นอยู่ และจะไม่หายไปจากใจ จากความซาบซึ้ง ที่“รับรู้ความพิเศษในคุณวิเศษแห่งโลกุตรธรรม”ของพระพุทธเจ้านี้ไปอีกแล้ว จึงไม่ขาด“ความจน”เลย และจนอย่างสุขส�าราญฯ 24(๑๒) ชาวพุทธตั้งใจจน เพราะเต็มใจจนด้วย“ปัญญา” การเป็น“คนจน”ที่ไม่ได้กลัว“ความจน”เลย เพราะยินดีจนเต็มใจจน ตั้งใจจน และจนอย่างมีความสุขส�าราญ ยินดีเป็น“คนจน”เพราะมี“ปัญญา”ที่เข้าใจยิ่งจริงใน “ความจน”ว่าจะ“จน”อย่างไรดี จึงจะประเสริฐกว่า“ความรวย” จึงเป็นผู้ชัดเจนชัดจริงในใจว่า ท�าไมต้องมาจน จนอย่างมีความสุขส�าราญเบิกบานใจนั้นจริงอย่างไร? อย่างไรจึงเป็น“คนจน”ผู้มีค่า มีประโยชน์ต่อสังคม เพราะ“คนจน”ชนิดนี้มีหลักปฏิบัติอันประเสริฐ คือ เป็นคนมีคุณสมบัติ“อัปปิจฉะ(มักน้อย = กล้าจน)” มี“สันตุฏฐิ(สันโดษ = ใจพอ)” รัก“ปวิเวก(รักความสงบ)” และ“อปจยะ (เป็นผู้ไม่สะสม)” ซ�้ามิหน�า“วิริยารัมภะ(ยอดขยัน)”อีกด้วย เป็นต้น จึงเป็นคนมี“ปัญญา”เข้าใจ“ความจน”ที่วิเศษแท้จริงของ“คนจนอาริยะ” (๑๓) “คนจนอาริยะ”คือ คนจนที่มี“ปัญญา”ซึ่งมิใช่เฉโก คนผู้มีความฉลาดที่ชื่อว่า“เฉโก” คือ ผู้ยังไม่ฉลาด ขั้น“ปัญญา” มีกรอบจ�ากัดของความเข้าใจ คือมีความฉลาด อยู่ในกรอบโลกีย์เท่านั้น จึงยังเข้าใจการเป็น“คนจน”นั้นดี 25ไฉน? ประเสริฐอย่างไร? เหนือชั้นกว่า“คนรวย”นัยยะใด? คนผู้เต็มใจเป็น“คนจน”และตั้งใจปฏิบัติตนให้จนนั้น คือ ผู้ซาบซึ้งดีในการมีวรรณะ ๙ จึงมีปกติกถาวัตถุ ๑๐ ปฏิบัติ สัมมาอาริยมรรคองค์ ๘ ปฏิบัติโพชฌงค์ ๗ ปฏิบัติโพธิปักขิย ธรรม ๓๗ ปฏิบัติไตรสิกขา ปฏิบัติจรณะ ๑๕ วิชชา ๘ ฯลฯ จนกระทั่งเกิดผลเป็นสาราณียธรรม ๖ เพราะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน