สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข24 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ มาอธิบาย สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ สัจญาณ คือ สิ่งที่เราจะต้องทำเรียกว่าสัจจะความจริง ถ้าสิ่งไม่เป็นสาระสัจจะ เป็นความไม่เข้าท่าเป็นความหลอกก็ปล่อยไปไม่ต้องทำ ต้องมีญาณรู้ว่า เป็นสิ่งที่ควรทำ จะทำให้เจริญพัฒนา สัจจะ มีสองอย่างคือ สมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ บางคน เข้าใจการปฏิบัติธรรมมีแต่ปรมัตถสัจจะในจิตก็เลยเอาแต่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่มีข้างนอกเลย ข้างนอกมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่จะทำงานแล้วเกิดทุกข์ เกิดทุกข์อาริยสัจ จะเกิดทุกข์ถึง 5 ตัว แต่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต เกิดสัมผัสแค่ทวารเดียว พวกนั่งหลับตาสะกดจิตนั้นน่าสงสาร เขายึดมั่นถือมั่นว่าการปฏิบัติธรรม ต้องนั่งหลับตาสะกดจิตเป็นสมาธิ อาตมาก็ตีเลยว่า นั่นเป็นเรื่องผิด เลิกเลยได้ ไม่ต้องนั่งหลับตาสะกดจิตเลยก็บรรลุได้ แต่จริงมันเป็นอุปการะได้ แต่ถ้าทำถูกต้องตามสัจจะ ไม่ต้องนั่งไม่ต้องใช้เลยก็ได้ ลืมตา ปฏิบัติธรรมแบบมรรคมีองค์ 8 ในขณะ มีอาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ เลิกเลย การนั่งหลับตาสะกด Meditation อย่างนั้นไม่ใช่ของศาสนาพุทธ อาตมาพูดอย่างไม่ไว้หน้าเลย เขาจึงไม่มีสัจญาณ ไม่รู้ความจริง มีแต่ปรมัตสัจจะ ไม่มีสมมุติที่มีทั้ง 5 ทวาร แล้วก็ทุกข์เพราะ 5 ทวาร นี้ แต่กลับไม่เรียนรู้ ไปเรียนรู้การนั่งหลับตา แทนที่จะเรียนรู้วิจัย เวทนาในเวทนา เวทนา 108 เป็นกรรมฐานจึงไม่รู้ และแยกเวทนา 108 ไม่เป็น โดยเฉพาะมโนปวิจาร 18 คือเคหสิตเวทนา(โลกียะ) กับ เนกขัมสิตเวทนา (โลกุตระ) คุณต้องรู้เวทนา และรู้เหตุ สราคะ สโทสะ สโมหะ แล้วทำให้มันลดลง คุณก็ไม่รู้เลย คุณต้องรู้อาการและทำขณะปัจจุบันเดี๋ยวนี้ ทำให้เกิดนิพพานเดี๋ยวนี้ ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ คุณก็ไม่ทำ แต่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ก็จมกับตรงน

อ่านต่อ

ั้น ไม่ไปถึงไหน นั่งสะกดจิตไม่เกิดโพชฌงค์ 7 ไม่เกิด สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ก็ไม่เกิด ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เริ่มต้น สัจญาณ คุณก็ไม่รู้ เข้าใจผิด นึกว่าปรมัตถสัจจะ แต่ที่จริง สมมุติสัจจะ เปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่โลกุตระจะทำจิตให้เหนือโลก แต่ถ้าคุณไม่รับรู้เลย ดับไม่เห็นก็ไม่ได้เรียนรู้โลก คุณก็อยู่ในโลกรูๆ โลกกระบอก โลกในกระป๋อง โลกในกะลา พูดเพื่อให้เกิดความสะดุดใจ ไม่งั้นก็หลงงมงาย ไปกันใหญ่เลย ยิ่งคนเป็นครูบาอาจารย์ที่เขาเคารพนับถือ ฟังบ้างเปลี่ยนแปลงบ้าง มาเอาตามโพธิรักษ์ก็คือของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของโพธิรักษ์หรอก อย่าเข้าใจผิด ก็ไม่ต้องเสียเหลี่ยมหรอก เมื่อไม่รู้สัจญาณก็ไม่รู้กิจญาณว่าคุณทำหรือไม่ หรือไม่ก็แค่รู้แต่ไม่ได้ปฏิบัติ พวกด็อกเตอร์ เปรียญ 9 เรียนเต็มหูเต็มหัวไปหมด แต่ไม่ได้ปฏิบัติ เรียนเพื่อสร้างลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุขให้แก่ตัวเอง เรียนรู้ไม่เกิดมรรคผล ไม่เป็นกิจญาณไม่ได้ปฏิบัติ คนไม่รู้ แน่นอนปฏิบัติไม่ได้ แม้รู้แล้ว คุณก็ไม่ปฏิบัติ คุณก็ปฏิบัติเริ่มต้นตั้งแต่ศีล 5 เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับของ สัตว์จะไปฆ่ามัน อ่านใจตนตั้งแต่สัมผัสกับสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ จงเมตตาเอ็นดู หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะคน คนนี่แหละจงมีเมตตาเอ็นดู หวังประโยชน์ให้เกิดกับเขาทั้งหลาย แม้แต่สัตว์เซลล์เดียว ต่อไปอาจจะได้เป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ พัฒนาได้ คุณจะไปตัดประโยชน์เขาทำไม สัตว์ที่เกิดมาทั้งปวง เริ่มเป็นจิตนิยามก็อย่าไปทำลายเขา ถ้าทำไปก็เป็นกรรมตัดรอน และเป็นวิบากคุณอีก บ ถ้าไม่รู้ก็ทำไม่ถูก หรือเมื่อรู้แล้วก็ไม่ทำ อันนี้ไม่มีกิจญาณ ทำอย่างไรก็ทำศีลสมาธิปัญญา เริ่มต้นที่ศีล 5 เริ่มที่สัตว์ คุณสัมผัสกับสัตว์ทุกชนิด อย่าไปทำร้ายมัน อย่าฆ่ามัน หวังประโยชน์แก่เขา พอเข้าใจไหมว่าสัตว์เซลล์เดียวอันนี้ อาจจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตก็ได้ คุณต้องหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย คุณไม่ฆ่ามันก็ไม่เป็นไร หรือแม้แต่เชื้อโรค พยาธิ พิษร้ายแรงทำร้ายคุณได้ก็แล้วไป ก็ฆ่ามันก็แล้วแต่อีกที เพื่อให้คุณมีชีวิตต่อ ของที่ไม่ใช่ของของเรา คุณไปเอามาทำไม ไม่ต้องถึงขโมยหรอก ถือวิสาสะนี่ก็ไม่ดีแล้ว คุณจะบอกเจ้าของเขาหน่อย ถ้าเอาไปวิสาสะไม่ได้บอก เจ้าของเขาก็จะตามหา หรือถ้าจะขอ เราอยากได้ จำเป็น สำคัญ ก็บอกได้ หรือไม่ก็ซื้อเอา ศีลข้อ 3 คือการสัมผัสรส อย่าไปละเมิด มันเป็นวิบากมาก ศีล 3 ข้อนี้ถ้าละเมิด ถ้าคุณไม่ละเมิดคุณจะเจริญขนาดไหน มีแต่กุศล แต่เมื่อไม่จริงจังไม่รู้จักสัจจะในการปฏิบัติ ศีลข้อ 4 เรื่องวาจา ข้อ 5 เรื่องมโน ก็ยังไม่ขยายความ ในจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ยืนยันได้ว่า ทุกวัดทั่วไปขณะนี้ไม่มี มหาศีลแล้ว พระไม่รู้จักศีลแล้ว ฆราวาส จะไปรู้จักได้อย่างไร ศีล 5 8 10 ก็อยู่ในจุลศีล 26 ข้อ แต่เขาไม่รู้ว่าคือจุลศีล เพราะเขาทิ้งไปหมดแล้ว จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีล มัชฌิมศีลคือศีลที่ให้คนเอาไปปฏิบัติเพื่อลดกิเลส จนหมดได้ มัชฌิมศีลก็ขยายละเอียดขึ้นจากจุลศีล ส่วนมหาศีล นั้นคือศีลของศาสนา หมายความว่าที่ประกาศไว้ในมหาศีล 7 ข้อนี้ ที่จริงมีละเอียดกว่านั้น แต่ท่านก็ตรัสไว้ละเอียดมาก ท่านห้ามเดรัจฉานวิชชาเหล่านี้เพราะไม่ใช่ของพุทธ ท่านประกาศศาสนาว่า ศาสนาของท่านไม่มีเดรัจฉานวิชชาเหล่านี้ อาตมาพูด ที่ว่ามันง่ายแต่มันร้ายกินลึก คือ จุดธูปเทียนบูชาไฟ และใช้น้ำเป็นสื่อ สิญจนยัญ เป็นการรดน้ำมนต์ก็คืออันนี้ ในศาสนาพุทธไม่มีไม่ใช้ ถ้ายังใช้อยู่ก็ไม่ใช่พุทธ พูดไปเหมือนไอ้เข้ขวางคลอง แต่เป็นเรื่องที่อาตมาพูดมาเกือบห้าสิบปีแล้ว ต้องศึกษาให้ดีไม่อย่างนั้นจะงมงาย เขาใช้น้ำและไฟเป็นสื่อให้ถึงวิญญาณ มันเป็นแบบเทวนิยม พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้มาก แต่อาตมาฉีกหน้าเขาเลย ในยุคสมัยพระพุทธเจ้าท่านต้องประนีประนอมเพราะมีแต่พวกเทวนิยมเต็มไปหมด ท่านต้องไว้หน้า แต่ยุคนี้อาตมาไม่ไว้หน้าได้เลย พูดถึงการอวดอุตริมนุสธรรมอาตมาจำเป็นต้อง อวด เพราะยุคนี้คนนึกว่าไม่มีแล้ว โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไม่ใช่แค่ภาษาคำพูด แต่อาตมาอธิบายแจกแจงสภาวะ อาตมาเกิดมายุคนี้ต้องมาอวดดี ไม่ได้อวดผิด อวดชั่ว มาอวดถูกอวดดี สมณะฟ้าไทว่า...มาแสดงให้คนเห็นสิ่งดีได้ไหมครับ พ่อครูว่า แสดงคือ show เช่นกันอาตมาต้องทำ เป็นไฟต์บังคับ ถ้าไม่ทำเขาก็ไม่เชื่อว่ามี ไม่มีหรอกในยุคนี้ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไม่มีหรอกไม่เชื่อ แต่เราบอกว่ามีแล้วเราก็เป็น และเราก็พากันเป็น ตอนนี้มีคนมาตรวจค้นหาโสดาบันกัน กตญาณคือญาณที่รู้แล้ว แต่ทีนี้มันแล้วไม่รู้แล้ว ทำซ้ำไปซ้ำมา วนไปวนมาก็มันจบแล้ว แต่วนมาใหม่อีกก็ดีเหมือนกันนะ แต่ทำแล้วได้แล้วก็เอากลับมาอีก วนมาอีกก็ดีเหมือนกันนะก็ไปใหม่ เพราะไม่มีกตญาณ แล้วก็วนไปอีกทั้งที่คุณก็ไม่ต้องเสพอีก เฉยได้วางได้แล้ว แต่ก็เอามาทำอีก เราไม่มีกตญาณ ไม่มีปัญญารู้ ว่าเราหมดแล้ว ไปขยำขี้ ขี้คือสิ่งที่ออกจากตัวเราแล้วกลับเอามาขยำ ถ้าเราตัดได้เด็ดขาดแล้ว เราอยู่กับหมู่ เขายังมี ก็คือเขา แต่เราไม่มีแล้ว แต่เราไม่มีกตญาณก็คือไม่รู้ กลับไปเผลอเสพอีกก็เลยวนไม่รู้แล้ว จบไม่รู้จักจบ ญาณ 3 นี้ สำคัญมาก โดยเฉพาะญาณ จบนี่แหละ ท่านใช้คำว่า ๑. สัจจญาณ (หยั่งรู้สัจจะ กำหนดรู้ให้ครบ ปริญเญยยันติ) ๒. กิจจญาณ (หยั่งรู้กิจที่กำลังละล้างกิเลส ปหาตัพพันติ) ๓. กตญาณ . (รู้การจบกิจแจ่มแจ้งแล้ว สัจฉิกาตัพพันติ) . (พตปฎ. เล่ม ๔ ข้อ ๑๕ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) 600712_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ญาณ ๓ สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน