สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน สืบทอด DNA พุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน สืบทอด DNA พุทธ อาตมาบอกแต่ต้นว่า อาตมาเข้าใจแล้วว่าชีวิตควรจะมาทำงานอะไร ก็มาทำงานที่ตั้งแต่ รู้อายุ 36 จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ได้ถอยไปไหน แล้วก็ชัดเจนว่า เราคืออาตมานี้ มันได้ทำงานนี้มาไม่รู้กี่ชาติแล้ว อันนี้ก็พูดไป เป็นอจินไตย คนจะรู้ตามอาตมาไม่ได้หรอก แต่ไม่ได้พูดเพื่อหาเสียงหลอกให้พวกเราเชื่อ เป็นเรื่องจริงที่เป็นจริงอย่างนั้น ถ้าใครเชื่อว่าศาสนาพุทธมีความสืบต่อ มีความต่อเนื่องด้วยจิตวิญญาณ พลังงานจิตวิญญาณนี้มันสืบเนื่องเป็นกรรมวิบาก เรียกตรวจภาษาชัดชัดๆว่ากรรมพันธุ์ แต่ไม่ใช่สรีระ สืบเนื่องทางจิตวิญญาณจึงเรียกว่า กรรมพันธ์ุ คนไทยเอาคำว่ากรรมพันธ์ุ ไปเรียกการสืบต่อทาง DNA หรือยีน ซึ่งผิด เพราะว่า DNA หรือยีนส์ เป็นการเชื่อมต่อสืบทอดทางพีชนิยามเท่านั้น สืบต่อ speciesแล้ว Breed ทางวัตถุธาตุ ไม่ใช่ทางจิต ลูกไม่ได้เอาวิญญาณพ่อแม่มาสืบทอด ไม่ได้สืบทอดกรรม มีแต่สรีระที่ได้สืบทอดมา สืบตระกูล สืบชาติทางดินน้ำไฟลม กับการสังเคราะห์สังขารแบบ พีชนิยาม พีชธาตุ เหมือนพืช มันไม่มีวิญญาณ มันมีธาตุดินน้ำไฟลมส่วนไหนอย่างไรมันก็มา มันมีต้นทุนอะไรของพ่อแม่เท่าไหร่มันก็ถ่ายเทมาให้ลูกหลาน หรือตามกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด แต่ไม่ใช่ทางจิตวิญญาณ ทางกรรมที่ของใครของมัน พ่อของพ่อของลูกพ่อของลูก การเคลื่อนไหวสืบทอด ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ใช่กรรม แต่การเคลื่อนไหวของจิตวิญญาณคือกรรม การเคลื่อนไหวของจิตวิญญาณขั้นจิตนิยาม จึงเกิดกรรมวิบาก เกิดเวทนา เกิดวิญญาณ ขั้นพีชธาตุ เป็นชีวะ ยังไม่มีเวทนาไม่มีกรรมวิบากอะไร นี่เป็นสัจจะของศาสนาพุทธ อุตุนิยาม พีชนิยาม กรรมนิยาม แล้วทรงไว้เรียกว่า ธรรมนิยาม รวบรวมไว้ เมื่อเกิดสภาพที่อธิบายไว้ คร่าวๆนี้ ก็จะเกิดการขยายตัว อย่างไงๆก็พยายามขยาย
อ่านต่อ
ตัว ทั้งเจตนาหรือผลักดัน ทำงานสร้างสรรค์ประกอบการ มันก็เกิด พวกเราไม่หยุดหย่อน แม้จะได้อาศัยงานทางโลกเช่น งานกสิกรรม งานพาณิชย์ สื่อสาร ทางเทคนิคของมนุษย์ เราก็เอาธรรมะเอาการเผยแพร่ธรรมะใส่เข้าไปร่วมเข้าไป รวมเข้าไปอยู่ในงานการศึกษา งานการเกษตร ร่วมอยู่ในงานวิศวกรรม งานพาณิชย์ ร่วมในงานต่างๆทางโลก เราก็เอาธรรมะร่วมไปทั้งหมด ร่วมไปทุกอย่าง จึงเรียกว่า บุญนิยมทุกแขนง สิบกว่าแขนง งานบางอย่างเราไม่ไปทำเช่นงานอบายมุข สนุกบันเทิง งานกีฬา หรืองานการเมือง เราก็ทำงานการเมือง แต่ไม่ได้ทำแบบเขาแบบโลกๆ ที่ไปสร้างอำนาจให้เป็นที่ยอมรับของสังคม หรือ ได้อำนาจมาจากสังคม แต่ของเรานี่ จะเรียกว่าการเมืองก็ยิ่งใช่ เป็นงานการเมืองที่อิสระเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่ไม่ได้บังคับใคร แล้วเราก็สร้างพลังงานที่เป็นธรรมาธิปไตย แล้วเขาจะยอมรับเอง เป็นอำนาจอธิปไตยที่เกิดจริง มันมีจริงเกิดจริง ใครจะรับหรือไม่รับมันเป็นอำนาจด้วยตัวมันเอง อาตมามั่นใจว่าอโศกเราอยู่ได้เพราะว่าธรรมาธิปไตย อยู่ได้เพราะว่าอำนาจของธรรม แล้วก็เป็นธัมโม หเว รักขติ ธัมมจาริง ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมะหล่อเลี้ยงรักษาเราไว้ ไม่มีอำนาจทรัพย์สินเงินทอง อำนาจบาตรใหญ่อะไรอื่น ไม่มีอำนาจเครื่องยศศักดิ์ (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) ไม่มีอำนาจทางทรัพย์สินเงินทอง เป็นอำนาจ ไม่มีอำนาจทาง ยศศักดิ์ อำนาจทางตำแหน่งหน้าที่ ยิ่งอำนาจทางสรรเสริญไม่มีเลย อโศกมีแต่อำนาจทางถูกนินทา ว่าร้าย อำนาจที่จะมายกย่องสรรเสริญนั้นไม่มีใครช่วย ไม่มี มีแต่คนรู้ว่าก็ดี แต่เขาเฉยๆ ไม่ช่วย อาตมาดูแล้วไม่มีใครช่วยอโศก ไม่มีใครโปรโมทอโศก ไม่มีใครส่งเสริมอโศก ให้อโศกทำเองอาตมาว่า นั่นเป็นสิ่งยอดเยี่ยมเขาทำอย่างนั้นก็ดี มันยอดเยี่ยม ถ้ามีคนช่วยอโศกเยอะอโศกจะเจริญ แต่ฟ่าม เจริญเร็วแต่ฟ่าม ระดับความนิยมแต่เนื้อไม่เจริญแต่นี่ เขาไม่ส่งเสริม ไม่โปรโมตอโศกเลย อโศกต้องพากเพียรต้องแน่นแข็งวิเศษ คนอื่นจะเจริญหรือไม่ก็ตามอโศกเองเจริญด้วยตัวเองก่อนเขา นี่คือสิ่งที่ดีที่สุด ก็พากเพียร โดยเฉพาะอาตมาเองรู้ดีว่าตนเองได้อันนั้น เขายิ่งไม่ช่วย เหมือนเราเลี้ยงเด็กโดยให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง เด็กจะแข็งแรง ถ้าช่วยเด็กมาก เด็กจะอ่อนแอ ต้องขอบคุณเขาที่ไม่โปรโมทเรา ดีไม่ดี ถีบเราอีกต่างหาก ไม่เป็นไร เราจะพยายามพากเพียรอุตสาหะ เอาความจริงนี้ ออกเปิดเผย ออกแจกจ่าย แต่ผู้ที่ควรจะได้มันก็เป็นไป สรุปแล้ว มนุษย์นี้ถ้าไม่มีธรรมะ เสียชาติเกิดมา ในร่างกายเป็นมนุษย์เกิดมาแล้วซวย คนที่ไม่ใส่ใจธรรมะโดยเฉพาะธรรมะอันประเสริฐธรรมะอาริยะของพระพุทธเจ้า เกิดมาแล้วไม่ใส่ใจเลย ซวยจริงๆ เกิดมาแล้วเสียชาติเกิด ถ้าไม่มีใครหยิบยื่น ไม่มีใครมีเชื้ออริยธรรมนั้นก็แล้วไปเถอะ แต่นี่มีแท้ๆ บอกด้วยว่านี่เป็นอาริยธรรม เขาก็ไม่เชื่อ บอกว่าไม่ใช่ โง่ต่อเลย แทนที่จะเฉลียวฉลาดเห็นจริงว่าใช่ ก็บอกไม่ใช่ ตัดสินเองอีก อย่างเขามีอาจารย์แม้ผิดๆ เขาก็ยังเอาได้ไม่เท่าไหร่หรือไม่ได้เลย ถึงน่าสงสารและน่าเวทนามาก คำว่าน่าเวทนาเป็นภาษาไทย ของศาสนาพุทธเกิดมาต้องพัฒนาเวทนา ถ้าเกิดมาแล้วไม่พัฒนาเวทนา คนนั้นก็สูญเปล่า โมฆบุรุษ ถ้าคนไหนเกิดมาแล้วรู้อาการเวทนา แล้วพัฒนาเวทนาให้เป็นเนกขัมสิตเวทนา จนถึงที่สุด ฐานสูงของการพัฒนาที่เรียกว่า เนกขัมสิตอุเบกขาที่เป็นฐานนิพพาน ฐานนิพพานอรหัตตผลคือเนกขัมสิตอุเบกขา 600605_พ่อครูเทศน์เปิดงานอโศกรำลึก ครั้งที่ 36 สันติอโศก พ่อครูเหนื่อย