สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน สาราณียธรรมอย่างพิสดาร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข24 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน สาราณียธรรมอย่างพิสดาร คนที่จะระลึกถึงคนนั้นคนนี้ได้ ต้องเคยเกิดร่วมกัน เกิดร่วมกันมากชาติ ก็จะรู้ได้มาก เกิดร่วมกันมากชาติแล้ว เป็นธรรมะที่ลึกจะรู้กันได้ในแต่ละชาติๆ ถ้าคุณไม่เคยเกิดร่วมกับคนนี้เลย ไม่เคยรู้จักกันเลยในแต่ละชาติ คุณจะระลึกชาติถึงคนนี้ไม่ได้เลย แม้จะเก่งขนาดเป็นพระพุทธเจ้าก็ทำไม่ได้ ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะสามารถรู้คนนี้ได้ ไม่มีสัญญาเก่าสั่งสมไว้เลย หรือแม้แต่แต่ละชาติ แม้จะเกิดร่วมกันแต่ไม่ได้สนิทสนมกันก็ระลึกถึงกันยาก แต่ถ้ายิ่งสัมพันธ์กันมาก ผูกพันกันมาก็จะยิ่งระลึกถึงได้มาก ไม่ใช่เรื่องเดาเอาหรือโมเมเอา เป็น สาราณียธรรม 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283) ลัทธิของพระพุทธเจ้าไม่ใช้ลัทธิโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว แต่เป็นลัทธิระลึกถึงคนอื่น เช่นพระพุทธเจ้า ตื่นขึ้นมาก็จะระลึกว่าควรจะไปช่วยใคร ส่วนตัวเองก็คนอื่นเลี้ยงไว้ ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา คนอื่นจะเลี้ยงดูไว้ตามบารมี แต่ถ้ายังไม่มีบารมีก็ต้องช่วยตัวเองมากขึ้น ถ้ามีบารมีแล้ว เราก็ไม่ได้เบียดเบียนเขา แต่เขาจะมาช่วย ก็จะยิ่งไม่ขาดแคลน อย่างในหลวงนี่ ท่านก็ระลึกถึงคนอื่น ท่านไม่ได้ระลึกถึงตนเองเลย ขนาดทรงประชวร เจ็บป่วย ก็ยังพยายามระลึกถึงคนอื่น ทรงงานช่วยประชาชน สรุปแล้วสาราณียะ เป็นคนไม่ระลึกถึงตนเอง คนอื่นจะช่วยดูแลไว้ มันจะเป็นสัจจะ ถ้าเราย

อ่านต่อ

ังไม่ถึงไม่มีบารมีก็ต้องช่วยตนเองหน่อย อย่าไปนึกว่าเป็นบารมี แล้วไปชี้ใช้เขา ก็จะขาดทุนเอา ก็ทำเอง เดี๋ยวเขาเห็น จะมาแย่งทำเอง ให้มีเนื้อหามีบารมีแท้ อาตมาแค่โพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ได้แล้ว สาราณียะ จะระลึกถึงคนอื่นก่อนเสมอ ปิยกรณะ เป็นความรักในมิติที่สูง ส่วนมิติที่ 1 เห็นแก่ตัวจัด แม้แต่ลูกก็ไม่เห็นแก่เลย มันต่ำทรามขนาดหนัก แม้ระลึกถึงลูกแล้วไม่เห็นแก่ญาติเห็นแก่ใครคนอื่นอีก ก็ต่ำแล้ว เอาแต่ลูกตัวเอง ก็ต้องพยายามเพิ่มขยายความรักมิติที่สูงขึ้นๆ 1. กามนิยม (เมถุนนิยม) 2. พันธุนิยม (ปิตปุตตาฯ) 3. ญาตินิยม (โคตรนิยม) 4. สังคมนิยม (ชุมชนนิยม) 5. ชาตินิยม (รัฐนิยม) 6. สากลนิยม (จักรวาลฯ) 7. เทวนิยม (ปรมาตมันฯ) . 8. อาริยนิยม (อเทวนิยม) 9. นิพพานนิยม (อรหันตฯ) 10. พุทธภูมินิยม (หรือ.. โพธิสัตวภูมินิยม) มิติที่ 8 ก็จะค่อยศึกษาล้างมาตั้งแต่มิติที่ 1 มา ก็จะซ้อน อย่างเทวนิยมเป็นได้ถึงมิติที่ 7 แต่ไม่รู้ละเอียดไม่รู้ชัด แยกแยะเจโตปัญญาไม่ได้ เจโตเขาได้แต่ปัญญาปฏิภาณเขาไม่ชัด ก็ทำได้ตามบารมีของแต่ละองค์ แต่ละองค์ก็จะค่อยสั่งสมบารมีสายพุทธไปได้ อย่างคานธีจะได้ญาณปัญญาทางพุทธมากกว่าไอน์สไตน์ ที่ไปทำงานด้านวัตถุมากกว่าคานธีที่ไปทำงานด้านคุณธรรมมากกว่า ความรักมันก็จะซ้อนขึ้นมา ถ้าเป็นพุทธจะค่อยๆรู้ คนที่มีบารมีก็จะง่าย พ้นความรัก มิติที่ 1 2 3 ง่ายเร็ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เกื้อกูล ลูก ญาติ มิตรสหาย ประชาชน ก็ไม่ใช่มันต้องมีลำดับของมัน ของพุทธจะมีความรักมิติที่ 7 ด้วย แต่สายเทวนิยมจะทำได้แรงเจโต แล้วค่อยรับทางปัญญาเข้าไปเพิ่ม แต่ของพุทธจะเฉลี่ยไปมาๆ คุรุกรณะคือการรู้จักชั้นรู้จักฐานะ อยู่กับสังคมต้องรู้จักฐานะโดยคุณวุฒิ วัยวุฒิ หรืออื่นๆ ที่โลกเขาสมมุติ ต้องอนุโลม ต้องยอมตามฐานะไปตามสมมุติของโลกตามฐานะของโลกอย่าไปขืนเลย ยิ่งไม่มีอัตตาก็ไม่ยากที่จะยอม คนที่มีอัตตายึดถือก็ยอมไม่ลงหรอก มันเป็นสัจจะ ถ้ามันมีอัตตามานะถือดีถือตัวก็ไม่น้อม คนไม่มีอัตตามานะก็น้อมลงได้ ในหลวงของเราจะเห็นได้ว่าท่านไปได้ คนมีมานะอัตตาจะน้อมไม่ลง ทำไม่ได้หรอก ใครก็จะรู้จักของตนว่าไม่ลงหรอก จะรู้สึกสำนึกปรับตัวเองไป ท่านระดับในหลวงใครจะว่าอะไรท่าน แต่ถ้าดัดจริตก็จะรู้ว่าแกล้งทำเอาเท่ ไม่สุจริต จะซ้อน ปฏิภาณปัญญาจะรู้ได้ ครุกรณะจะรู้จักการลดตัวลดตนกับสิ่งที่ควร โดยเฉพาะอย่าไปลดตัวตนกับคนไม่ดี ท่านก็ไม่ไปลดกับเขาแต่ไม่ไปข่มเขา อย่างในหลวงนี้เห็นชัด ท่านก็เฉย แต่ท่านไม่ข่มเขา อาตมาเสียอีก ว่าเลย แต่ท่านไม่ว่า เพราะท่านอยู่ในฐานที่ต้องรักษาอย่าสร้างวิบาก แต่อาตมาเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ อาตมาหาวเป็นดาวเป็นเดือนได้ (ทำลูกโป่งจากน้ำลายได้) เขาหาว่าอาตมาเล่นลูกโป่ง เป็นเรื่องอจินไตย สังคหะ คือการเกื้อกูลช่วยเหลือ เป็นเรื่องใหญ่มากคือให้ ช่วยเหลือรับใช้ เป็นผู้สละช่วยเหลือผู้อื่น ยิ่งใหญ่ บารมี 10 ทัศ ผู้ให้นี่แหละคือเราเสียนี่แหละคือเราได้ ในหลวงท่านก็อธิบายแบบท่าน ท่านอธิบายไม่มาก เพราะท่านไม่มีเวลา แต่ทำงานมาก

สมณะเดินดินว่า...มีชุมชนที่ลักษณะ มีคนรับผิดชอบงานตัวเองได้มาก แต่จะมารวมตัวช่วยกัน กับงานที่รวมกันไม่ได้มาก แต่ที่หมู่บ้านราชธานีอโศก งานส่วนตัวรับผิดชอบไม่ได้มาก แต่จะมารวมตัวช่วยงานส่วนรวมได้มาก ลักษณะที่พยายามออกมาช่วยกัน คือสังคหะ สังคหะคือส่วนนอก พอเราเอาแต่น้ำใจช่วยคนอื่น งานตนเองก็ไม่ค่อยสมบูรณ์ พ่อครูว่า...เราจะค่อยมีปฏิภาณรู้ว่าอันนี้ไปข้างนอกมากไป ขาดภายใน ก็จะค่อยเสริม อันนี้มากไปด้านภายในไม่ค่อยช่วยคนอื่นข้างนอก ก็จะค่อยรู้ไป เป็นเรื่องที่ยากมากจะประมาณ ก็ศึกษาพัฒนาตัวเองไป อาตมาถึงอบอุ่น แม้จะมีคนไม่พอเหมาะพอดี เวอร์ไปบ้าง ก็ค่อยปรับกันไป ก็ได้สัดส่วนไปตามลำดับ เรื่องสังคหะ เรื่องการช่วยคน มันช่วยคนได้ทั้ง การสร้างภาพ และก็เยอะนักสร้างภาพช่วยคนอื่นแบบประชานิยมก็มีเยอะ pretender มันมีปฏิภาณรู้ ว่า ช่วยคนอื่นเป็นเรื่องที่ดี แต่ซับซ้อน ช่วยแต่ผู้ที่ถูกช่วย ไม่รู้ทันว่าถูกล้วงตับกินไส้ อย่างธัมมชโย เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมาก คนอื่นรู้ไม่ทันแก แกช่วยคนอื่นพอสมควร แต่เก่งฉิบหาย อาตมาเห็นคนมานักต่อนัก คนนี้ทำได้แนบเนียนขนาดนี้ทุกวันนี้คนที่หลงไหลก็ไม่ฟื้น เราก็ต้องปล่อยเขาไปก่อน จนกว่าเขาจะตื่นมีปัญญารู้ เป็นสื่อสัจจะที่ทำให้ยกตัวอย่างได้ดี พระพุทธเจ้าก็ยกตัวอย่างพระเทวทัต อาตมาก็มีอันนี้ที่ยกมาได้ จนไม่ได้เกรงใจเขา เพราะเขาอยู่ในฐานะที่ต้องถูกยกมาให้คนได้รู้ ภาพที่เราสัมผัส ภาพหนึ่งภาพ บรรยายได้มากกว่าคำพูดอีกมากมาย ถ้าคนมีปฏิภาณ เห็นเอง ซับซาบเองว่า คุณมีภูมิธรรมมีปัญญา จะรู้ว่าจริง อาตมาพูดไปอย่างไม่มีอคติ สงสารเขา แต่เราต้องให้คนส่วนมากได้ประโยชน์ อาตมาไม่ได้ทำรุนแรงกับเขา นอกจากปากหอก ยิ่งอาตมาว่าเขามาก แล้วพวกคุณได้ประโยชน์ จากที่เขาเป็นเหตุปัจจัย เขาก็มีกุศลมากเท่านั้นนะ เขาไม่ได้เสียมากขึ้นจากที่อาตมาว่า ไม่ได้ย่ำยีเขา แต่จำเป็นต้องเอามาทำประโยชน์ เขาได้กุศลนะ เพราะฉะนั้นอาตมาด่าว่าใคร ได้กุศลนะ แม้แต่มหาบัวก็ตาม หรือใครๆ ไม่ใช่ว่าท่านไม่ได้กุศล ส่วนอาตมาไม่ได้บาป เพราะจิตอาตมาบริสุทธิ์เป็นกุศลเจตนา แล้ว ไม่ได้มีจิตที่ไปข่มเขา ไม่มีบาป มีแต่กุศล ท่านก็ได้ด้วยกัน เพราะเขาเป็นตัวอย่างให้ 1. ทานบารมี > 2. ศีลบารมี 3. เนกขัมมบารมี > 4. ปัญญาบารมี 5. วิริยะบารมี > 6. ขันติบารมี 7. สัจจะบารมี > 8. อธิษฐานบารมี 9. เมตตาบารมี > 10. อุเบกขาบารมี . . (พตปฎ. เล่ม 33 ข้อ 1)

ทาน กับเมตตา อุเบกขา คือสามเส้าของจิตพระพรหม ในการทำงานก็ทำด้วยเมตตา อุเบกขาเป็นฐานพัก ทานคือผลที่เราทำงานแล้วก็ได้ให้ๆๆๆๆ ให้โดยไม่ต้องเอา ให้อย่างบริสุทธิ์อย่างเดียว การให้ทานนี้ คือสังคหะวัตถุ 4 ให้ การให้ช่วยเหลือผู้อื่นๆ คนมีบารมีก็มีแต่ให้ อย่างในหลวงเรา นอกนั้นของเก่าของท่าน ของคนมาสนับสนุน มาโดยเสด็จพระราชกุศลก็ว่ากันไป สังคหวัตถุ 4 1. ทาน (การให้-การเสียสละ) . . 2. เปยยวัชชะ. (ให้คำตำหนิที่ควรดื่มได้ จึงเป็นปิยวาจา). . 3. อัตถจริยา (ความประพฤติที่ให้ประโยชน์แก่นสาร) 4. สมานัตตตา (ความสมานอัตตาซึ่งกันและกัน) (พตปฎ. ล.21 ข.32 / ล.23 ข.209) วัชชะคือคำตำหนิของชาวโลก คำว่า เปยยะ แปลว่า ของควรดื่ม คนที่สามารถดื่มคำตำหนิของชาวโลก เขาตำหนิมาเราก็ดื่มให้ได้ อาตมาเคยยกตัวอย่าง น้ำแก้วหนึ่ง คนกระหายน้ำมาเจอคนใจดีมาก เอาน้ำมาให้แล้วบอกเราว่า เอ้า แดกซะ มันก็แทบจะดื่มไม่ลงเลยนะ ก็ควรพูดให้ดีกว่านี้ คำตำหนินี้คนมีอัตตามานะจะรับไม่ได้ ทำใจดื่มไม่ได้แต่อย่างใดก็ต้องทำใจให้ได้ ถือว่าคำตำหนิเป็นปิยวาจา พระพุทธเจ้าสอนว่า เราควรมองผู้มีปัญญาใดๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าวคำตำหนิ (นิคฺคัยหวาทิง เมธาวิง) ขนาบ อยู่เสมอไปว่า.. คนนั้นแหละ คือ ผู้ชี้ขุมทรัพย์ ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีถ่ายเดียว ไม่มีเลวเลย (เพราะว่าเมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น มีแต่คุณที่ประเสริฐ โทษที่ลามกย่อมไม่มี - เสยฺโย โหติ น ปาปิโย) (พตปฎ. เล่ม 25 ข้อ 16) แม้จะเป็นคนที่ปรารถนาร้าย แต่เราก็เอาคำตำหนิเขามาพิจารณา ก็ได้ปัญญา ส่วนคนที่เป็นปราชญ์นี้กล่าวคำตำหนิมา ก็รับให้ได้เถอะ แม้แต่ของศัตรูผู้มุ่งร้าย พิจารณาให้ดีว่าเป็นของ จริง ของควรดื่มนะ เป็นของถูกต้องก็ต้องรับไว้ ไม่ต้องติดใจว่าเป็นของคนมุ่งร้ายหรือศัตรู แต่เนื้อแท้ที่เขาตำหนิมานี้ดี เราก็วิจัยอ่านพิจารณาสิ่งดีมาใช้งานให้เป็นประโยชน์ สมณะเดินดินว่า...ในหลวงตรัสว่า อย่าเข้าใจว่าพระราชามีตำหนิไม่ได้ The king can do no wrong ถ้าเข้าใจอย่างนี้ประเทศไทยไม่เจริญ คิดอย่างนี้มันผิดแล้ว พ่อครูว่า...คนที่จะเป็นใหญ่ถึงขนาดเป็น king ถ้าไม่มีอัตตามานะก็ตำหนิได้ แต่ถ้าองค์ไหนตำหนิไม่ได้ก็ต้องยกไว้ ในหลวงเป็นปราชญ์ เป็นพระโพธิสัตว์ ก็รับได้ แต่เราต้องรู้สัมมาคารวะอีก ต้องประมาณอย่างดี ถ้าตำหนิไม่ดี ก็เข้าเนื้อ อัตถจริยา แปลว่าความประพฤติที่เป็นแก่นสาร (อัตถะ) ก็ต้องเจาะเอา แม้แต่คนชั่ว เขาประพฤติมันมีแก่นสารอะไรในความชั่ว คนที่มุ่งร้ายเรา มันก็ต้องมีดีหรือชั่ว เราก็ต้องเจาะเอาสิ่งดีให้ได้ ส่วนไม่ดีก็ไม่เอา คนขว้างก้อนหินมาให้ เราก็เอามาถมดินถมคลอง เขาขว้างขี้มาให้ เราก็เอามาทำเป็นปุ๋ย เอามาทำให้เกิดประโยชน์ เอาเนื้อแก่นที่เป็นประโยชน์มาทำประโยชน์ หรือแม้แต่เขาทำกับเรารุนแรง เราก็เลือกเอากรรมกิริยามาพิจารณา ด่าเราอย่างสาดเสียเทเสีย ด่าอย่างไ่ม่มีปัญญาไม่มีสาระ เราก็พิจารณาที่เขาสาดมาเสีย เราก็เทเสีย เราก็ไม่เอา สมานัตตตา ตอนนี้ ประเทศไทยก็กำลังฮิต ปรองดอง ก็มาจาก สมาน + อัตตา ต้องพยายามสมานกันให้ได้ คนที่ปรองดองได้ก็เป็นสังคหะ ตอนนี้ประเทศไทย ผู้บริหารก็พยายามปรองดองให้ได้ ต้องใช้ปัญญาอย่างสูงเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ ปรองดองแล้วเอาเชื้อโรค เอาสิ่งที่เป็นพิษ ใส่เข้ามา ก็ต้องระมัดระวังอย่าให้มีระเบิด โดยเชื้อร้ายใส่เข้ามาและออกฤทธิ์ทีหลัง ต้องตรวจสอบว่าไม่มีพิษภัยอะไรมาก ก็ค่อยเอามา แค่งูเขียวหางไม่ไหม้ แค่เจ็บเล็กๆน้อยๆ ก็ต้องประมาณอย่างดีเลย สำหรับผู้บริหารปกครอง เป็นงานที่น่าเห็นใจ แต่อาตมาก็ไม่มีส่วน ก็ได้แต่เชียร์ไป สังคหวัตถุ 4 ทำก็เพื่อเกิดทาน อวิวาทะ)

600125_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สาราณียธรรมโดยพิสดาร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน