สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน แสงอรุณ 7 ก่อนมรรคมี องค์ 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน แสงอรุณ ๗ ก่อนมรรคมี องค์ ๘ 0822712xxxอยากให้พ่อครูช่วยด้วยครับ คือผมก้าวไปทางอบายมุข ก็ก้าวไม่ออก จิตมันไม่ไป จะก้าวไปทางสูงขึ้นโลกุตระ ก็ก้าวไม่ออกฝืดมาก เลยเป็นขยะอวกาศครับ ตอบ...คนที่ตกอยู่ในระหว่างอย่างนี้ มีจริงๆก็ใจเย็นๆ คุณกำลังชั่งตวงวัดอยู่ตอนนี้ คุณเห็นทั้งคู่เลย ไอ้โน่นก็ไม่น่าไป อันนี้ก็น่ามา แต่ทำไมยังมาไม่ได้ ยังตกหลุมอวกาศอยู่ ไม่มีพลังงานของตัวเอง แล้วแต่จะถูกผลักไปทางไหน เป็นเหมือนขยะอวกาศ แล้วแต่พลังงานจะผลักดันไปทางไหน ก็ไม่ต้องตกใจหรอก มันมีสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ แล้วว่า 1. จงมีมิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อันนี้แหละ ที่คุณจะต้องมองให้ออกว่า มิตรดีคือตรงไหน อันนี้คือสิ่งตัดสิน ถ้าคุณเองบอกว่า มิตรดีอยู่กับโลกีย ก็เป็นจริงใจของคุณที่เลือก ถ้าเห็นว่า มิตรดีอยู่กับโลกุตระ ก็ต้องชัดเจน มิตรดีสหายดี ก็ต้องทำใจให้ยินดี เมื่อเห็นว่ามิตรดีสหายดีเขาเริ่มต้นด้วยศีล ในสุริยเปยยาล 7 มี แสงอรุณ 7 (พระไตรปิฎกเล่ม 19 “สุริยเปยยาล” ข้อ 129-136 เมื่อดวงอาทิตย์ (มรรคองค์ 8) จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อนเป็นนิมิต (เครื่องหมาย) มาก่อนคือ แสงอรุณ (แสงเงิน แสงทอง) 1. ความเป็นผู้มีมิตรดี (กัลยาณมิตตตา) 2. ความถึงพร้อมด้วยศีล (สีลสัมปทา) 3. ความถึงพร้อมด้วยความพอใจ (ฉันทสัมปทา) แม้จิตใจไม่ยินดี ก็ต้องพยายาม ทำให้เกิดความยินดี ถ้าไม่มีความยินดีนี้ไม่ได้ เมื่อมาแล้วมีความยินดีแล้ว จึงจะเข้ามาศึกษา อัตตา 4. ความถึงพร้อมด้วยตน (อัตตสัมปทา) อัตตามี 3 มาเรียนรู้ โอฬารกิกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ให้เข้าใจ แล้วกำจัดอัตตา จะได้ไม่เข้าใจผิดว่า ก็พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน แล้วจะเป็นหลงอัตตาทำไม เราก็อย่านึกว่า เราไม่ยึดมั
อ่านต่อ
่นถือมั่นแล้ว เราเป็นอนัตตาแล้ว ถ้าหลงอย่างนี้ก็จบเห่ ไปไม่รอด ต้องศึกษาให้ดี ว่าเราอย่าหลงไปว่าเราไม่มีอัตตาโดยตรรกะ เท่านั้น ทุกอย่างก็ไม่มีอัตตา ใครหลงว่ามีก็มีอัตตา ไม่ใช่นะ อัตตาไม่ใช่ตรรกะ ยังไม่เข้าถึงอัตตา สัมปทา จริงๆแล้วยึดได้แค่วาทะด้วย คุณยังไม่เคยสัมผัส อัตตาของตัวเองไม่มีปัญญารู้ว่า อัตตาคืออะไร ยังไม่เข้าใจ ตีไม่แตก คุณก็จมอยู่กับอัตตา ได้แต่วาทะ ได้แต่ทิฐิ ได้แต่ความเข้าใจตรรกะ เมื่อเข้าใจแล้ว ก็จะสัมมาทิฏฐิ 5. ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิสัมปทา) ถ้าเปลี่ยนทิฐิไม่ได้ ก็ไม่มีทางมาต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนทิฐิให้ได้ ในทิศทางที่ มาหามิตรดีสหายดี แล้วปฏิบัติไป อย่าประมาทเป็นอันขาด 6. ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท (อัปปมาทสัมปทา) ตัวนี้เป็นตัวสำคัญเลย ต้องเอาจริงเอาจัง พยายามอย่างหนัก จนกว่าคุณจะทำการ โยนิโสมนสิการเป็น 7. ความถึงพร้อมด้วยการทำในใจ โดยแยบคาย พิจารณาลงไป ถึงที่เกิด (โยนิโสมนสิการ สัมปทา) คนทั่วไปนึกว่า ตนเองทำโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจเป็น แต่ที่จริงทำไม่เป็น เขาไปแปล โยนิโสมนสิการ ว่าเป็นการแค่รู้คิดเท่านั้น แต่แท้จริง คือการทำใจให้เปลี่ยนแปลงเลย เข้าถึง ทำจิตในจิตอย่างถึงที่เกิด อย่างถ่องแท้ ละอียดแยบคายมาก ต้องรู้จิตเจตสิกให้แยบคาย ต้องมีญาณปัญญาแน่ๆ เลือกโลกุตรภูมิ กลุ่มชนโลกีย์กับกลุ่มชนโลกุตระ ต้องแยกให้ออก ต้องเลือกให้ออก คุณต้องเฉลียวฉลาดของคุณเอง ไม่มีใครไปบังคับคุณได้ อยู่ที่ปฏิภาณปัญญาของคุณ แต่คุณไม่ต้องใจร้อนหรอก ขนาดนี้คุณเข้าใจแล้ว อย่าใจร้อนเกินความจริงของตัวเอง ให้ใจเย็น พากเพียรปฏิบัติศึกษาอย่างแน่ใจ ในมิตรดีสหายดี ว่าเป็น กลุ่มไหน ก็ปฏิบัติกับกลุ่มนั้น อยู่ใกล้เข้าไว้ หรืออยู่กับหมู่เลย ถ้ายังห่างอยู่ ไม่พยายามเข้ามาใกล้ ก็ตกหล่นแน่
_0851614xxxบางอย่างที่เราเห็น เป็นเพียงภาพมายา มิใช่ความจริง. และเราก็ถูกหลอก ให้ไขว่คว้าเอามาให้ได้..!! ตอบ...หากใครไม่รู้ทันมายานั้นๆ ก็ตกเป็นทาสของมายาตลอดไป ต้องศึกษา แล้วมาหาหมู่มิตรดีสหายดี เป็นตัวแรกเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรานี่แหละคือมิตรดีสหายดี ของเธอภิกษุทั้งหลาย ท่านตรัสเป็นองค์ที่หนึ่งเลย ถ้าใครไม่รู้จักว่าพระพุทธเจ้าเป็นมิตรดีองค์ที่ 1 เลยเหมือนกามนิต ก็ต้องซวยไปอีก กี่ชาติต่อกี่ชาติ หรือผู้ที่เป็นอาริยะที่แท้ แต่ไม่ได้พบมิตรดี ก็ไม่รู้จัก เหมือนกามนิตหนุ่ม ทั้งๆที่คุยกับ พระพุทธเจ้าทั้งคืน แล้วไม่รู้จักว่าเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกว่า นี่แหละคือพระพุทธเจ้า ก็ยังไม่เชื่อ รุ่งเช้าก็จะไปหาคนอื่นอีก เขาก็ตัดสินใจ ด้วยภูมิปัญญาเขา ว่าอย่างนี้ไม่ใช่ มันบังคับกันไม่ได้ ก็ต้องปล่อยเขาไป เหมือนอย่างเช่นอาตมา ไม่รู้จะไปบังคับใครอย่างไร ก็ได้แต่บอกว่า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ เป็นลูกพระพุทธเจ้า อาตมามี DNA แท้ของพระพุทธเจ้า จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ ก็จำนน สุดปัญญาสุดทางที่จะแสดงแล้ว
600130_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก นิโรธ ความว่าง อย่างจูฬสุญญตสูตร https://youtu.be/jbAP5DaXG0k