สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชุมชนอโศกแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จเพราะอะไร_.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชุมชนอโศกแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จเพราะอะไร ทีนี้ เศรษฐกิจอย่างที่ชาวอโศกทำเป็นแบบพระพุทธเจ้า เป็นประชาธิปไตย ที่พอใจจะเสียให้แก่กองกลางอย่างเต็มใจ แล้วเสียให้ได้อย่างเก่งที่สุดเลย เสียให้กับกองกลางหมด ไม่มีประเทศไหนไม่มีสังคมไหนในโลกทำได้หรอก ไทยทำได้ อโศกทำได้ เดี๋ยวนี้ยืนยันความจริง เพราะฉะนั้นชาวอโศกจึงเป็นชุมชนสังคมที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ตก ได้สำเร็จ เพราะอะไร เพราะเป็นประชาชนเป็นมนุษย์ที่มีปัญญา มีความเข้าใจว่าไม่ต้องไปแย่งเงินทอง นั้นเป็นโลกุตระ ไม่ต้องไปแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข อยู่รวมกัน แล้วก็ทำมาหากินขยันหมั่นเพียรสร้างสรร นี่ ทุเรียนลูกนี้ลูกใหญ่ มาจากไหน มาจากศีรษะอโศกนี่เอง อาตมานึกของว่าของคนอื่นเอามาโชว์ แต่นี่ของชาวอโศกเองเลยหรือ นี่คือผลิตผล เพราะฉะนั้นชาวอโศกเรา ทุกคน ขยันหมั่นเพียรสร้างสรร รู้จักว่าอะไรเป็นสัมมาชีพ ไม่ไปทำอาชีพ เต้นกินรำกิน หรือทำอาชีพที่แย่งชิง เป็นกุหนา ลปนา เนมิตกา ยังเสี่ยงอยู่ก็ไม่เอา ต้องมาปฏิบัติตามมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี มีสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะก็มาช่วยกันทำ ก็เกิดความอุดมสมบูรณ์ เราไม่ทำอะไรตามพวกโลกทุนนิยม โลกียะนิยม ไม่ไปทำตามเขา เข้าใจกรอบขอบเขตที่เหมาะควรก็ทำตามที่เหมาะควร สิ่งที่ไม่ควรเราก็เลิกไป เราจึงมีกําลังงาน มาทำสิ่งที่เป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะจึงเกิดความอุดมสมบูรณ์ ไม่สูญเสีย ไม่ถูกหลอกที่จะต้องไปเป็นลูกน้อง ให้เขามาดูดเอาไป เราไม่สูญเสียไปกับอบายมุข พวกที่เป็นขี้ยาก็ไม่ได้กินเรา พวกหรูหราสวยงามอบายมุขก็ไม่ได้กินเรา ทุกคนรู้ว่าการเป็นคนจนนี้เป็นความประเสริฐของมนุษยชาติ ความจนไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ความจนคือคนนั้นๆเป็นคนจน คนนั้นๆไม่สะสมสมบัติเป็นของตัวเอง หรือมีเป็น
อ่านต่อ
ของตัวเองน้อยเรียกว่า อัปปิจฉะ เป็นคนมักน้อยเป็นคนมีของตนน้อยๆ แต่วิริยารัมภะ ขยันหมั่นเพียรและไม่สะสมมีพอใช้สอย นอกนั้นก็กินใช้ร่วมกับกองกลาง เท่านี้ก็เป็นคนจนที่ปฏิบัติสำเร็จผลบรรลุผล เป็นคนจนที่ประเสริฐ เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ ใครที่เป็นชาวอโศกที่นั่งอยู่ตรงนี้ยกมือนะ ใครอยู่ที่นี้ไม่สุขสำราญเบิกบานใจยกมือขึ้น เอาแบบจริงใจเลยนะ ถามไปพวกเราอ่านจิตตัวเองไป ว่ามีความอึดอัดขัดเคือง หรือสุขสำราญเบิกบานใจ พวกเราอ่านใจในใจเป็น (โยมว่ามีน้ำโตนนวดตัวได้ด้วย) คนที่มีปัญญารู้ว่าคนจนดีกว่าคนรวยนั้นเป็นคนฉลาด คนที่ไม่เข้าใจแบบนี้ก็จะไม่ยินดีมาเป็นคนจน เมื่อมาเป็นคนจนแล้วไม่ต้องสะสมอะไรมากเป็นคนมีวรรณะ 9 ขยันหมั่นเพียร วิริยารัมภะ ไม่สะสม อปจยะ จึงมีอาการ ปาสาทิกะ มีอาการน่าเลื่อมใส คนมีปัญญารู้ก็จะเห็นว่าน่าเลื่อมใส จึงเป็นคนธูตะ ศีลเคร่งได้จนไม่เคร่ง ศีล 5 8 10 เราก็ปฏิบัติได้อย่างสบาย ศีล จุลศีล ไล่ไป แม้แต่ข้อไม่เลี้ยงสัตว์ ก็ยังเป็นได้สบาย แต่ยังพรากพืชคามก็มี แต่ถ้าเป็นภิกษุก็ไม่พรากพืชคาม ฉันมื้อเดียว เว้นจากการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล พระพุทธเจ้าก็ให้ฉันมื้อเดียว เป็นศีลอยู่แท้ๆ พระสมณโคดม ฉันอาหารหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดการฉันในเวลาวิกาล พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึก พระสมณโคดม เว้นขาดจากการทัดทรงประดับตกแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องประเทืองผิว ซึ่งเป็นฐานแห่งการแต่งตัว. พระสมณโคดม เว้นขาดจากที่นอนที่นั่งสูง และที่นอนที่นั่งใหญ่ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทองและเงิน. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับธัญญชาติดิบ. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสตรีและเด็กหญิง. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับนาและไร่ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเป็นทูตและการรับใช้ พระสมณโคดม เว้นขาดจากการซื้อและการขาย.
ของพวกเราทำได้สบาย แต่พระข้างนอกทำธนาคารโค เป็นต้น เลี้ยงสุกร เลี้ยงเสือ เลี้ยงสัตว์เยอะแยะ เขาไม่มีศีลที่จะรู้ว่าต้องละเว้นอะไรบ้าง นี่คือหลักฐานที่เอามาบอกให้รู้ว่าศาสนาพุทธข้างนอกไปไม่รอดแล้ว ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าท่านเองเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาก่อน ท่านเป็นเจ้าของรัฐ แม้รัฐเล็กๆ ท่านก็ไม่เอาแล้ว ท่านก็มามีผ้า 3 ผืน รองพระบาทก็ไม่มี แต่ก่อนใช้รองพระบาททองคำ ก็มาดำเนินพระบาทเปล่า มาเป็นคนจน มาเป็นตัวอย่างชัดเจน แล้วก็ทำงานตลอดพระชนม์ชีพ 45 พรรษา แล้วท่านก็จากไป อาตมาก็เอามาทำต่อมาขยายความต่อ อาตมาทำงานศาสนาในปางนี้ก็ไม่ได้ทำแต่เฉพาะปางนี้ แต่ทำมาหลายปางแล้วก่อนจะมาเป็นพระโพธิรักษ์ ก็สืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้ามา แต่พูดไปก็ไม่ดี
_จากบ้านเล็กเมืองน้อย
กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพอย่างสูง
จากการได้ตั้งใจฟังธรรมจากพ่อท่าน นำมาต่อ jigsaw เป็นความเข้าใจที่ไม่แน่ใจว่าถูกผิดอย่างไร กราบรบกวนพ่อท่านชี้แนะด้วยครับ
จากปุถุชนยินยอมมาจนได้ เพราะมีศีล ได้มาอยู่เมืองหลวงคนจน(บ้านราชฯ) ใช้ชีวิตสาธารณะโภคี เป็นคนจนที่มีแบบ ได้ฟังสัทธรรมมากขึ้น ศรัทธาก็เพิ่มตาม จนยกระดับการถือศีลเป็นเชื่อมั่นในศีล กำหนดความนึกคิดและการกระทำที่เคยกักขฬะไร้ขอบเขต ให้อยู่ภายในกรอบของศีลได้
*ข้อความต่อไปใน{........}ยังปฏิบัติไม่ได้ครับ แต่อยากทราบว่า ตามความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ?..
*{ การพิจารณาเรื่องราวต่างๆบนพื้นฐานความถูกผิด ที่ปรุงแต่งขึ้นจากความคุ้นเคยเดิมๆคือ ความชอบความไม่ชอบ ถูกแทนที่ด้วย ความควรหรือไม่ควร ที่เรียกว่า ตัวรู้ ทำให้เกิดกระบวนการปรุงแต่ง เป็นความนึกคิดใหม่ ไปในทางสัมมา ลบริ้วรอยของจริตเก่าๆให้จางลง โดยประมาณร่วมเอาสภาวะในปัจจุบันขณะ ของสิ่งแวดล้อม ตัวตนบุคคลเราเขา เป็นเงื่อนไขปัจจัยในการสังเคราะห์ กลั่นกรองออกมาเป็นคำพูด และการแสดงออกอย่างเป็นลำดับ เกิดเป็นสัมปชัญญะ ติดตัวอยู่ตลอดเวลาที่เผชิญผัสสะ จนกลายเป็น reactionตามธรรมชาติ ที่มีสติตั้งมั่นเป็นปราการของสมาธิ ประจันหน้ากับเจตสิกที่เกิดจากขันธ์ทั้ง 5 เวทนาที่เคย ignore แบบเคหะสิตะ ก็ทำให้เป็นเนกขัมมะสิตะอุเบกขา รู้อะไรควร ก็ทำกุศล เพิ่มการปรุงแต่ง แตกตัวเป็นสภาวะหมุนรอบเชิงซ้อน ขยายออกไปให้มากๆ เป็นประโยชน์ท่าน อะไรไม่ควร ก็ทำบุญ ลดจำนวนการแตกตัวของสามเส้าลง ให้เหลือหนึ่งเดียว เป็นประโยชน์ตน ไร้โทษภัย แล้วเพิ่มอธิศีลขึ้นตามลำดับ เกิดอเนญชาภิสังขาร อยู่บนมัชฌิมาปฏิปทาที่ขนาบด้วยกามและอัตตา ก็ยังเข้าออกได้อย่างอิสระเสรี ไร้ราคีดั่งหยดน้ำบนใบบัว จนถึงขั้นสามารถทำ 2 ให้เป็น 1 ที่ 0 ไร้ตัวตนเป็นสูญญตา มีอธิปไตยอย่างแท้จริง มีเสรีภาพกำหนดเกิดดับได้เอง เป็นสิริมหามายาในที่สุด ศีลจึงเป็นทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และบั้นปลาย ของผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง } พ่อครูว่า...คะแนนเต็ม10 ให้ 11 ก็แล้วกันใช้ได้ อธิบายพยัญชนะ เอาภาษามาใช้ไม่เหลือเลอะเทอะ สื่อภาษาที่อาตมาใช้มาให้อาตมาเข้าใจได้ง่าย สบายๆ ดีแล้วใช้ได้ไม่เสียเปล่า อาตมาพูดไปพวกคุณก็ได้
มาเข้าสู่ความรวยความจน ความรวย มันเป็นภัยต่อโลก โลกทุนนิยมจึงปรารถนาไปเป็นคนรวย ใครไปเป็นคนรวยมีหน้ามีตามีเกียรติยศ ยกย่องเชิดชูกัน อาตมาว่าเป็นสังคมที่หลงผิด สังคมไปยกย่องคนรวยนั้นหลงผิด อาตมาถึงนับถือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาก เพราะท่านตรัสจากพระทัยของท่านจริง ท่านบอกแบบคนจนนี่แหละ บริหารประเทศต้องเอาแบบคนจน มาเป็นคนจนนี่แหละถึงจะดี มาเป็นคนรวยไม่ดีหรอก มันเป็นการถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว การก้าวหน้าอย่างนั้นเป็นการถอยหลังอย่างน่ากลัว นี่โลกุตระนี้ให้รู้จักมาเอาแบบคนจนให้ดี เศรษฐกิจก็เอาเศรษฐกิจแบบคนจน แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรานี่แหละดีที่ถูกต้อง นี่คืออาริยบุคคล คือคนโลกุตระ อย่างในหลวงท่านตรัส ตรงกับความรู้ที่อาตมารู้และของพระพุทธเจ้ารู้สัจจะเป็นหนึ่งเดียวกัน มันจึงได้เยี่ยมยอด เมืองไทยนี้มีสิ่งนี้และแสดงออกในเมืองไทยว่ามีสิ่งที่ดีขึ้น ที่อาตมายังอุ่นใจก็คือ คนไทยจับสาระสัจจะของในหลวงได้ว่า ในหลวงทรงงานมา 70 ปี ท่านก็ทรงงานแบบโลกุตระ โดยท่านเองเป็นสายเจโต ท่านเองอธิบายไม่เก่ง ท่านก็เลยอธิบายนิดหน่อย แต่โพธิรักษ์นี้อธิบายเป็นคุ้งเป็นแคว เอาหลักฐานมาขยายต่ออีกเยอะแยะ แต่ท่านทรงงานตามที่มีพระปัญญาธิคุณของท่าน ท่านก็ทรงมาตลอดได้ดีของท่าน จนท่านสิ้นพระชนม์ ประชาชนก็รับรู้ถึงสาระสัจจะแสดงออกมาเป็น bomb of love ซึ่งแสดงภูมิธรรมของคนไทยที่รู้จักสาระสัจจะของโลกุตรธรรม จึงเห็นว่าอันนี้เป็นของประเสริฐ เลิศ เป็นสิ่งที่เป็นค่าสูงสุด กำลังจะหลุดไปผ่านไป หมดพฤติกรรมที่ทรงนำพา ถ้าหากท่านอยู่ก็จะนำพาต่อไป แต่นี่ท่านจบ ท่านสวรรคต เสียแล้ว คนไทยสะดุดเลย รู้สึกเลย นี่มันส่อให้เห็น 1. ภูมิธรรมของคนไทยที่รู้จักสาระสัจจะเนื้อหาที่เป็นโลกุตรธรรม 2. เมืองไทยเป็นเมืองที่ดี รัฏฐาธิปัตย์ของประเทศก็รู้จักสาระสัจจะ ประชาชนก็รู้จักโลกุตรธรรม เราจึงพยายามทำความเข้าใจว่าโลกุตรธรรมนี้คืออะไรให้ดีชัดๆ โลกุตรธรรมคืออะไร โลกุตรธรรมคือการรู้จักกิเลส จิตของเรา มีอกุศลจิตหรือกิเลส แล้วลดกิเลสได้ ต้องให้ครบ รู้กิเลสเฉยๆ ยังไม่ใช่โลกุตรธรรมครบ หรือโลกุตรธรรมสำเร็จผล จะสำเร็จผลต้องมีรูปนาม รู้จักกิเลสแล้วทำให้กิเลสลด เกิดกระบวนการนี้ เห็นรูปนาม มีตัวเรา แล้วแยกจิตเป็นอกุศลจิต แล้วจัดการอกุศลจิต หรือกิเลสได้ นั่นคือโลกุตระครบ โลกุตรบุคคลเจริญ ต่างกับโลกียบุคคลเจริญ โลกียบุคคล ไม่รู้จักกิเลส ลดกิเลสไม่เป็น จึงเข้าใจผิดว่าคนรวยดีกว่าคนจน จึงล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ใครล่าลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุขได้มากจึงถือว่าเป็นคนเจริญ ถ้าหากสุจริตได้ก็ถือว่าดี ไม่สุจริตถือว่าไม่ดี ใครรวยก็ตาม ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขก็เป็นสมบัติผลัดกันชม ได้มาแล้วคนอื่นก็อยากได้ก็มาแย่งกัน ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกลไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา ใครแย่งได้ก็ได้ผลัดกันได้ไม่จบ โลกียะ จึงไม่ได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ การทำให้คนรวย ๆๆ ประเทศของคุณรวยก็เอาของประเทศอื่นมา ประเทศจะรวยก็ต้องสร้างผลผลิตเองสร้างสรรเอง ให้แก่ประเทศเยอะๆ สอง มันยังไม่พอยังไม่รวยพอก็ต้องเอาของต่างประเทศเขามาเพื่อเอาเปรียบเอารัด ได้กำไรมาเพิ่มอีกก็จะยิ่งรวยมากขึ้น นี่อาตมากำลังขยายความ GDP เป็นของภายใน แต่ดันเอาของภายนอกมาร่วมด้วยอีก แต่ GDP ของชาวอโศกเอาแต่ของพวกเรา ไม่เอาของคนอื่นมา ทำให้เกิดแล้วก็ให้คนอื่น นี่ต่างหากคือคนที่เจริญทาง GDP อโศกคือพวกเจริญทาง GDP อย่างซื่อสัตย์สุจริตถูกต้อง หากไปเพี้ยนว่า GDP คือการไปแย่งของคนอื่นมามันละเมิด Domestic เพราะฉะนั้น เรียนเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจก็ยังไปละเมิดแย่งของคนอื่นอยู่มันน่าอาย ไปทำทำไม? ประเทศเรานี้ เราก็รวยพอควร เราไม่ไปแข่งใคร จะต้องรวยในระดับขึ้นอันดับนิตยสารฟอร์บส์ ก็ไม่ต้อง ไม่ต้องไปแข่งขันกับเขา เราก็อยู่เย็นเป็นสุข สามัคคีกัน อะลุ่มอล่วยกัน ทำให้พอกินพอใช้แบ่งกันกินกันใช้ อย่างในหลวงเราคือ นักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 หากทุกประเทศเข้าใจเศรษฐศาสตร์อย่างในหลวงแล้วทำประเทศให้เป็นแบบนี้ จะไม่มีการรบราฆ่าฟันไม่แย่งชิงกัน แต่ละประเทศจะอุดมสมบูรณ์ ปฏิบัติอย่างมีวรรณะ 9 เป็นคนมักน้อยสันโดษ ไม่ต้องไปหรูหราฟู่ฟ่า ไปปรุงแต่งกัน บานเบิก เป็นปากกรวยออกนอกโลกไปไม่เอา ต้องตัดกรอบขอบเขตว่า เท่านี้พอเหมาะพอดีแล้วพอเหมาะพอสมควรแล้ว ในหลวงถึงใช้คำตรัสว่าพอเพียงพอดี เศรษฐกิจพอเพียง แค่นี้ให้รู้จักพอ มีขอบเขตเพียงพอกันบ้าง รู้จักพอเพียงกันบ้าง ถ้าไม่มีจิตที่จะไปกำหนดให้รู้จักการพอเพียง ก็ไม่เหลือหรอก จะมีความต้องการไม่หยุด บานเบิกไปไม่รู้จบ ประเด็นของความพอเพียงจึงเป็นประเด็นที่ชี้ชัดว่า ผู้นี้มีพฤติกรรมของคน หรือมีพฤติกรรมของสังคมคือพฤติกรรมของประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียง ประชาชนเข้าใจได้ เมืองไทยนี้ก็เถอะ ผู้บริหารประเทศก็เถอะเข้าใจกันไหม ถ้าเข้าใจแล้วประพฤติให้มันตรงอย่างที่ว่านี้ก็จะกลายเป็นประเทศ จากประเทศไทยก็จะเป็นแบบชาวอโศก เป็นประเทศที่มาจน เป็นประเทศที่เป็นคนจน แต่อุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้เหลือเฟือไม่เดือดไม่ร้อนสุขภาพแข็งแรง เผื่อแผ่แจกจ่ายผู้อื่นเลี้ยงดูผู้อื่นได้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ เป็น พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อย่างนี้ต่างหากคือความเจริญที่แท้จริง ความจนความรวยซึ่งไม่ได้เป็นเครื่องชี้ว่าเป็นประเทศที่เจริญหรือประเสริฐ คนจนเทียบกับคนอื่นแล้วไม่ว่าใครก็แล้วแต่ ประเทศใดก็แล้วแต่ เทียบกับประเทศอื่น เทียบกับคนอื่นเรามีน้อยกว่าประเทศอื่นคนอื่น ก็เลยเป็นคนจนประเทศจน ไม่ต้องไปมีมากกว่าใครเขา คนมีมากคือคนตะกละ คือคนมีกิเลสหนา คนโลภโมโทสันไปกอบโกยเอาของคนอื่นมาให้แก่ตัวเองมากๆเท่านั้นเอง แล้วเรียกเขาว่าคนรวย คนรวย ภาษาบาลีว่าเป็นกระฎุมพี ไม่ใช่เศรษฐี เศรษฐีคือคนประเสริฐ เสฏโฐ เสฏฐะ เศรษฐกิจนี่แหละคือคนประเสริฐ คนที่สร้างฐานะตัวเองอยู่อย่างพอเพียงพอมีพอกินเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่โลภโมโทสัน ตัวเองพอกินพอใช้แล้วทำให้อุดมสมบูรณ์เหลือเฟือ เอาไปสะพัดเผื่อแผ่แก่คนอื่น นี่คือผู้มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 แต่ไปเรียนเศรษฐศาสตร์มากมายจนจบดอกเตอร์โพสต์ Doctor เข้าใจชัดเจนอย่างนี้แล้วปฏิบัติประพฤติให้ตัวเองและสังคมเป็นอย่างนี้ไหม ตนเองก็จนพอได้แล้วก็มาขยายผลแก่ผู้อื่นว่าเห็นด้วยไหม อย่างที่อาตมาทำ ก็เกิดผลขึ้นในประเทศไทย จึงมีคนที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจตกเรียบร้อยสำเร็จแล้ว อาตมาประกาศไปแล้วว่าชาวอโศก เป็นผู้ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจตก สมบูรณ์แบบแล้ว ก็ชวนให้มาชมกันได้ เอหิปัสสิโก เป็นประเทศ เป็นมนุษย์เป็นสังคม 1. ไม่เป็นหนี้ 2. พึ่งตัวเองรอดทำกินทำใช้พึ่งตัวเองรอด 3. ทำให้มากให้เหลือ สร้างให้มากให้เหลือเกินตัวเองกินใช้ 4. สะพัดแจกจ่ายผู้อื่นได้ จึงขาดทุนได้ไม่เดือดร้อน เพราะเราทำมามากเป็นส่วนเกิน ก็เอาไปขาดทุนขายทิ้งขายขว้าง ดีไม่ดีก็แจกเลย มันจะไปเดือดร้อนอะไร เพราะฉะนั้นการพูดกันสั้นๆว่าเขาขาดทุน โดยไม่ได้กำไรมันจะอยู่รอดได้อย่างไร พูดอย่างสั้นอย่างลัดไม่มีพลความ ไม่มีองค์ประกอบอะไรก็เป็นอย่างนั้น อาตมาเกิดในยุคนี้เหมือนคนอื่น ยืนยันว่ามีความเข้าใจแบบนี้ อาตมาศึกษาตามและเป็นมาไม่รู้จะกี่ชาติแล้ว อยู่ทางโลกมา 36 ปีแล้วก็เลิกออกมาทางนี้ รู้จักประพฤติได้ผลแล้วก็อยู่กัน อย่างสุขสำราญเบิกบานใจไปเลย เพราะฉะนั้นคนเรียนรู้และปฏิบัติแล้วก็ประสบผลมันก็มีอยู่เท่านี้ อาตมาสบายใจมากอายุ 84 ปี ปีนี้ทำงานมาถึงทุกวันนี้ประสบผลสำเร็จได้ขนาดนี้ ตายเมื่อไหร่ก็นอนตายตาหลับ เพราะงานที่ทำต่อไปเรื่อยๆมีแต่กำไร มันครบแล้วอาตมาทำจบแล้วครบแล้วเป็นส่วนแถม อาตมาก็แถมไปเรื่อยๆ แต่แถมไปเรื่อยๆนี้ถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม? กลายเป็นว่าถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม เพราะคนมีกิเลสนั้นถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม มีกิเลสก็ดูดเอามา ยิ่งกว่าในหลุมดำ เบอร์มิวด้าที่ดูดไปหายหมดเลย ยิ่งกว่าเครื่องบินมาเลเซียตกแล้วหากันไม่เจอจนทุกวันนี้ แต่พวกเรานี้สบาย จึงมีแต่ขยายผล อวดโชว์ว่าดีนะ มาเอาแบบนี้สบายนะประเสริฐนะ คนข้างนอกเขามีทิฐิมีความเห็น ว่ามาจนแบบนี้มันจะสบายได้อย่างไร จะให้กินมื้อเดียว เรื่องความรวยก็ไม่ให้สะสมเลยแล้วจะสบายดีอย่างไร เขาคิดไม่ออก ก็ทำไม่ได้ แต่พวกเรานี้ มันไม่คิดไม่นึก มันเป็นแล้ว แล้วก็รู้ดีว่าสบายหรือไม่สบาย มันพอใจหรือไม่พอใจ ยินดีหรือไม่ยินดี เราก็รู้ของตนเอง ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ ศาสนาพุทธจึงเป็นอิสระเสรีภาพ ทุกคนมาศึกษาประพฤติปฏิบัติมาเอามาเป็น ผู้มีศีลสมาธิ ปัญญา วิมุติแล้วก็อยู่ไปเถอะ ผู้ยังไม่มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ อยู่ไหน ผู้เริ่มจะยังมีก็มา หากไม่มีเลย ก็อย่ามา อย่างน้อยก็มามีศีล 5 นะ มาที่นี่ก็ทำต่อ หากไม่มีศีลเลย มาที่นี่ก็ไม่มาปฏิบัติศีลอีก เราไม่เอาคนอย่างนี้เราไม่ต้อนรับ ต้องมีพื้นฐานอย่างน้อยศีล 5 ที่นิยมรับผู้มีศีลที่ยังไม่มาก็เชิญมาเลย ผู้ยังไม่มีศีลก็อย่ามายังไม่ต้อนรับ คนที่นี่ก็เป็นคนมีศีล เด็กก็มีศีลคนแก่ก็มีศีล อาตมาสบายใจ พูดไปเหมือนเล่นๆหัวๆ แต่ที่จริง เป็นสัจจะ
610513_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ มองการเมืองไทยในยุคนี้อย่างมีสุญญตา