สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 สู่โลกโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข11 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 สู่โลกโลกุตระ _บ้านเล็กเมืองน้อย...บ้านราชนี้ดี อยู่แล้วจน มาจนได้ เพราะยินยอม ยอมได้ เพราะไม่ชอบแย่ง ไม่แย่ง เพราะรู้จักพอ พอได้ เพราะมีศีล เชื่อมั่นในศีล เพราะได้ฟังสัทธรรมจากสมณพราหมณา ผู้มีสยัง อภิญญา พ่อครูว่า...มาจนได้นี้มีสองแบบ คือมาจนได้ คือมาถึงจนได้ หรือมาแล้วก็มาทำตนเป็นคนจนได้ นี่ภาษาไทยมีหลายมิติ ดีมาก ศีลนี้แหละ จะเป็นข้อปฏิบัติกำจัดตัวตนไปทีละตัวตนเป็นลำดับ ก็จะหมดตัวตนในที่สุด สยังอภิญญา เพื่อความรู้ยิ่งในตัวเอง อาตมาก็ประกาศว่าอาตมาคือคนที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ในสัมมาทิฏฐิ 10 เอามายืนยันเลยว่า นี่คืออาตมา อาตมาอ้างตัวเองขนาดนั้น ไม่ได้อ้างเพราะสาเฐยจิต แต่อ้างเพื่อยืนยัน เป็นสิ่งอ้างอิงยืนยันเป็นหลักฐาน มีคำตรัสของพระพุทธเจ้า และอาตมามายืนยันว่า อาตมามีอภิญญา เป็นความรู้ยิ่งต่างๆ ที่อธิบายสาระสัจจะของพระพุทธเจ้า อาตมาก็อธิบายผู้มีปัญญาฟังก็เข้าใจชัดเจน แล้วเอามาปฏิบัติตามก็ได้ผลตามด้วย ได้มา จนกระทั่งได้อย่างที่เรียกว่า ไม่น่าเชื่อว่ามันจะได้ขนาดนี้ เป็นอาริยบุคคล ถึงขั้น โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์เราก็ได้ อย่างน้อยอรหัตตผลเป็นลำดับ อรหัตตผลของโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ อาตมาก็ไม่พูดต่อ เพราะอาตมาแค่นิยตโพธิสัตว์ ใครที่สูงกว่าอาตมาก็มาพูดต่อ ยืนยันในสภาวะและพยัญชนะทุกอย่าง แม้แต่โพธิสัตว์ 9 ระดับ ถึงสัมมาสัมพุทธะ 10 ระดับ ก็ไม่มีใครมาบัญญัติ อาตมานี่แหละบัญญัติ ไม่ได้เห็นใครบัญญัติไว้นะแต่ก็น่าจะมี พระอรรถกถาจารย์ที่ใหญ่กว่าอาตมาก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่มันจะเหลือไหม มีสิ่งเหล่านั้นเหลือมาอ้างอิงยืนยันไหม เมื่อมันไม่มีก็เอาสิ่งที่มี สิ่งที่มีคื

อ่านต่อ

อสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส อาตมาก็หยิบมายืนยันแม้แต่สัมมาทิฏฐิ 10 อาตมาอธิบายตั้งแต่สัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา)

1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) ทุกอย่างกรรมพาเป็นไป กัมมโยนิ เป็นตัวกลางของ กรรม 5 กัมมสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ คุณต้องอาศัยกรรมของตนเอง คุณไม่มีนิ้วจะเอานิ้วที่ไหนมาใช้ ไม่มีตาจะเอาตาที่ไหนมาใช้ คุณมีอะไรก็ได้อาศัยอันนั้นเป็นของของตนได้อาศัย เป็นโลกียะ คุณก็ต้องอาศัยแค่คุณมีเป็นของโลกียะ คุณจะเอาโลกุตระมาอาศัยได้อย่างไร แต่โลกุตระนั้น ท่านจะอาศัยโลกียะได้ แต่ท่านอาศัยแต่กุศลเท่านั้น สิ่งที่เป็นอกุศลท่านไม่อาศัยไม่ต้อง แต่ก็อาศัยเหมือนกัน อาศัยอกุศลเพื่อว่า เพื่อเป็นตัวยืนยันว่าอย่าไปเอาอย่าง อย่าไปทำตามอย่าไปเป็นอย่างนั้น ไม่เอา เท่านั้นเอง อาศัยเป็นเครื่องเปรียบเทียบเท่านั้น ในธรรมะก็เป็นสัจจะอย่างนี้ตลอด 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257)

เมื่อกี้นี้ท่านฟ้าไทพูดถึงว่าจะมีการจัดงานบูชา ที่อาตมามีสิ่งที่ได้ทำมาเป็นประโยชน์ให้ก็เลยระลึกถึงบุญคุณ เรียกเป็นภาษาไทยว่า คือคุณที่ได้ทำให้แก่คนที่ได้รับ ภาษาไทยคือบุญคุณ จริงๆแล้วก็ไม่ตรงทั้งหมด บุญนั้นสูงเกินไป บุญไม่ใช่กุศล บุญเป็นของตัวเองคนเดียวทำให้คนอื่นมีที่คนอื่นไม่ได้ ทำของตัวเองเสร็จแล้วจบของตัวเอง มีที่ใครคนอื่นไม่ได้ เป็นเอกังเสนะ ถ่ายเดียวไม่มีสองถ่าย อย่างเดียวทำหน้าที่จบแล้วก็ไม่มี เลยจากปัจจุบันแล้วบุญไม่เกิด ไม่มี เกิดในขณะสร้างในปัจจุบันบัดเดี๋ยวนี้ขณะนี้ สัมปติ ปรุงแต่งเป็นพลังงานบุญทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็แล้วแต่ ผ่านปัจจุบันนั้นไป บุญก็หมดหายไป เป็นพลังงานที่ใช้ สร้างเสร็จก็หายไป ไม่มีที่เก็บ เก็บไม่ได้ พลังงานอื่นยังสามารถมีที่เก็บสะสมไว้ใช้ แต่บุญนี่ไม่มีอุปกรณ์อะไรที่จะมาสะสมเก็บไว้ ไม่มี ไม่มีที่อะไรจะเก็บสะสมใส่ไว้ภาชนะเกินปัจจุบันนี้ไม่มี สร้างขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น ผู้สามารถสร้างพลังงานนี้ได้จึงได้ จึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากที่คุณจะสร้างพลังงานบุญ ทำบุญขึ้นมา จะเรียกว่าบุญหรือฌาน ก็ได้ เป็นพลังงาน พลังงานที่มันจะทำงาน ฌานเป็นมรรค บุญเป็นผล ถ้าทำพลังงานที่เป็นฌาน จัดการกำจัดไฟราคะโทสะโมหะ มันจัดการเสร็จก็สำเร็จหน้าที่บุญ ต้องมีสิ่งที่เกิดให้ไปจัดการคือฌาน ผู้สร้างบุญคือสร้างฌาน เผากิเลสให้หายไปเหลือแต่จิตที่สะอาด จิตเป็นสิ่งมีสิ่งเป็นจิตเป็นกุศล สะอาดขึ้นตกผลึกสั่งสม ลงเป็นจิต ตั้งมั่นขึ้น แข็งแรงขึ้น เป็นกอบเป็นกองขึ้น เรียกว่าเป็นสมาธิ จิตที่ตั้งมั่นเรียกว่าสมาธิ ต้องรู้ขณะใดที่เป็นฌาน เหลี่ยมใดเป็นบุญ ต้องรู้ฌานรู้บุญ มันคนละเหลี่ยมกัน ไม่ใช่มิติเดียว ที่ต้องมีการบูชาด้วยอามิสนั้น มีทั้งบูชาด้วยรูปแบบสิ่งของ มีองค์ประกอบมีของประกอบมีเวลาจัดองค์ประกอบมากมาย เสียข้าวเสียของ ทำเข้าไปใส่เข้าไป ยิ่งบูชากันยิ่งใหญ่ยิ่งมีความสูญเสียกันมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นจะเอาแต่บูชานี้ คนที่เห็นแล้วมองประเด็นเรื่องการสูญเสียก็บอกว่าบูชาไปทำไม เอาแต่ปฏิบัติอย่างเดียวไม่ได้หรือ? แหม! ไม่เข้าใจเรื่องของจิตวิญญาณที่คนเราจะต้องเคารพบูชา แล้วก็ส่งเสริมชวนกันมาแล้วระลึกถึงคนที่มีบุญคุณคนที่มีคุณค่า ถ้าไม่เช่นนั้นมันจะสูญหายไปเร็วกว่าที่ควร หรือไม่เหลืออะไรเลย ยิ่งไม่ต้องบูชาไม่ต้องเคารพใคร ก็ของฟรี ธรรมะก็เป็นของฟรี คุณถือว่าเป็นของฟรีก็ไม่เอาอะไรตอบแทน แสดงธรรมบอกว่าไม่ต้องการอะไรตอบแทน แล้วจะเอาอะไรตอบแทน คุณบูชา แต่อาตมาก็ไม่ได้เอาของคุณนะ แต่มันแสดงถึงน้ำใจพวกคุณที่มีกตัญญุตา มีการรู้คุณคน เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้คุณคนนี้ มันร้ายเลวกว่าเดรัจฉาน เพราะฉะนั้นคนนี้แหละจะเป็นผู้ชื่อว่ารู้คุณคน คุณคือสิ่งที่ไม่ใช่โทษ เพราะฉะนั้นจะมีคนเอาสิ่งที่ดีที่สุดถึงขั้นสัมมาสัมโพธิญาณเอามาประกาศเอามาช่วยสอนตั้งแต่เริ่มต้น อาริยคุณ โสดาบัน สกิทาคามีไปเรื่อยๆก็แล้วแต่ เป็นเรื่องที่เหนือโลกียะ เป็นโลกุตรธรรม แม้หนึ่งจุด ก็มีไปอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ไม่ใช่สาธารณะทั่วไปของปุถุชน มันเป็นเรื่องเฉพาะของอาริยชน ไม่ใช่เรื่องสาธารณะของปุถุชน ปุถุชนนั้นไม่มีทางรู้หรอก จนกว่าจะได้พลังงานที่มันข้ามขีด เรียกว่าข้ามโคตรภู มาเป็นพลังงาน อัญญะ พลังงานอื่น พลังงานที่ไม่ใช่พลังงานโลกียะ อย่างที่พูดแล้วพูดอีก ยกตัวอย่างเป็นตัวบุคคล อัญญาโกณฑัญญะมีพลังงานนี้ใส่จิต พระพุทธเจ้าก็บอกว่า อัญญาสิ วตโภ โกญทัญโญ โกณฑัญญะมีพลังงานนี้แล้วตัวอื่นที่ไม่ใช่โลกียะ เพิ่งเริ่มเป็นคนแรกที่ได้ ท่านก็อุทานเลย วตโภ โกญทัญโญ คือ พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นแล้ว วต เริ่มตั้งเริ่มหยั่งลง เริ่มมีขึ้นในจิตมนุษย์ โภ คือความเจริญ เกิดขึ้นแล้วอุบัติขึ้นที่จิตของอัญญาโกณฑัญญะแล้ว พระพุทธเจ้าทำงานนี้มันแสนยากที่จะสถาปนาจิตโลกุตระลงไปในมนุษย์ แต่นี่มันสถาปนาได้เริ่มต้นได้ หนึ่ง มันก็จะต้องต่อ อัญญะมาเป็นอัญญา คือพหูพจน์ ก็กลายเป็นธาตุรู้ของจิตนิยาม เป็นความรู้ยิ่งของโลกอื่นที่ไม่ใช่โลกโลกียะเก่า เป็นโลกใหม่เป็นมนุษย์ต่างดาว ไม่ใช่มนุษย์ดาวดวงเดิม จึงเรียกว่า อยัง โลโก อันนี้เป็นโลกอื่น ปโร โลโก แยกโลกกันให้ชัดลึกแยกดาวคนละดวง อันนี้มันเป็นดาวโลกุตระ ไม่ใช่ดาวโลกียะ ไม่ได้มาพูดเล่น อาตมามีภูมิรู้สิ่งนี้ อาตมามีโลกุตระ ก็เอามาทำงานแล้วมีคนรับได้ อาตมาไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้าหรอก ว่าคนไหนเป็นคนรับได้คนแรก อาตมาก็ไม่รู้ได้ แต่ประกาศมาก็มีคนมารวมกัน ได้เป็นอาริยบุคคลเป็นโลกุตรธรรม สังคมคนอาริยะ จนเดี๋ยวนี้กล้าขึ้นบนหลังคาว่าแผ่นดินพุทธ ใส่เข้าไปอย่างมั่นใจ ซึ่งก็เคยเล่าว่า แต่ก่อน คำว่าแผ่นดินพุทธตั้งใจจะตั้งขึ้นที่ปฐมอโศกเป็นชุมชนแรก มันก็ไม่ลงตัวไม่สำเร็จเป็นไปไม่ได้ ก็ไม่ได้ทำใส่ เราเรียงหินที่อ่างลงหิน ในวันที่ทางกรุงเทพฯ มีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬกำลังปฏิวัติกันใหญ่ ทางคุณจำลองอยู่ที่กรุงเทพฯ เราก็สร้างอ่างลงหินที่ปฐมอโศก ทางเราก็สร้างธรรมะ เป็นอจินไตย ต้องควบคู่กัน ไม่พูดมากกว่านี้ ทุกอย่างก็มีคู่กันอย่างนี้ สรุปแล้ว การบูชาเป็นคุณธรรมขั้นสูง ทุกวันนี้เรารู้บุญคุณของพระพุทธเจ้า รู้บุญคุณของพระอาริยะที่ท่านสืบทอดมาก็เลยรู้บุญคุณของท่าน ก็เลยสืบทอดนำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งมันโรยราอ่อนแรงเหลือเชื้อน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังทำให้ฟื้นขึ้นมา มีสัจธรรมมีตัวบุคคลยืนยัน ยืนยันได้ อาตมากล้าพูดตรงๆเลย พวกคุณจะยืนยันกับอาตมา อาตมามั่นใจว่าพวกคุณมาหลอกอาตมาไม่ได้หรอก หลอกอาตมาไม่สำเร็จหรอก แม้จะหลอกสำเร็จ เหลือแต่อาตมาคนเดียวอาตมาก็จะยังทำอยู่ สมณะฟ้าไทว่า...ขออยู่กับพ่อครูดีกว่าครับ พ่อครูว่า...อยู่ไปก็จะจู้จี้จุกจิกอย่างนี้นะ จะเหมือนกับพระสุภัททะไหม ? ก็คุณวินัย ก็ถ้าคุณไม่เอา คุณก็ผ่านไปก็แล้วกัน ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าคุณเห็นว่าน่าจะเอาบ้างก็มาเอา แต่ไม่มีปัญหานะ คุณเอาหรือไม่เอาก็ยังมาตอแยกับอาตมาก็ไม่เป็นไร อาตมาไม่ถือสาหรอก อาตมาว่าดีด้วยซ้ำ คุณตอแยอาตมาก็ดี ดีกว่าพรหมทัณฑ์ เหมือนอาตมาไม่มีอยู่ในโลก พรหมทัณฑ์คือการลงโทษที่สูงที่สุดของศาสนาพุทธรองจากปาราชิก ปาราชิกนี้ หากเขาเข้ามาในเขตที่เราเทศน์อยู่นั้นก็ต้องหยุดเทศน์ ไม่ให้ธรรมะ ปิดกั้นไม่ให้ได้ธรรมะเลยเท่าที่จะปิดกั้นได้ ส่วนตัวคุณปาราชิก จะไปแสวงหาเอาเองก็แล้วแต่เขาเอง แต่ถ้าเรารู้ว่าคุณจะมาเอาเหมือนเป็นไส้ศึก เราก็ไม่ให้ นี่คือปาราชิก ต้องลงโทษกันถึงขนาดนั้น เดี๋ยวนี้มันผิดเพี้ยนไปปาราชิกก็อยู่ด้วยกันกอดคอกันซูเอี๋ยกัน พวกปาราชิกก็อยู่ด้วยกันถึงต้องประกาศนานาสังวาส อยู่กับเขาไม่ได้ อยู่กับหมู่ใหญ่ไม่ได้ อยู่ไม่กี่ปีก็ประกาศออกมาตอนปี 2518 อาตมาบวชปี 2513 สรุปให้คุณวินัยอีกว่า โลกนี้ต้องมีทั้งสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ ต้องมีธรรมะ 2 คุณจะเอาแต่เดี่ยวๆ ไม่เห็นแก่ใคร เห็นแก่ตัวเอาแต่ประเด็นตัวเองเท่านั้น ประเด็นของคนอื่นไม่อภัยไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เกื้อกูลไม่ให้คนอื่นได้ประโยชน์บ้าง เอาแต่ประโยชน์ตนอย่างเดียวมันแคบไป มันไม่เจริญง่ายหรอก ถ้าคุณมีใจเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างหน่อย ทำใจให้เหมือนกับความรัก 10 มิติที่อาตมาได้เขียนไว้แล้ว ที่แคบสุดเมถุนนิยม เหลือแต่แค่สองเรามันแคบเกินไป หรือแม้แต่เผื่อแผ่กว้างมาถึง ปิตุปุตานิยม พ่อแม่ลูก ก็กว้างเท่านี้ ไม่เอาญาติอื่นๆเลย เห็นแก่แค่เท่านี้ ในโลกนี้มีแค่ 3 พ่อแม่ลูก ความรักแค่นี้ก็แคบจัง ต้องเผื่อแผ่ไปถึงญาติ เป็นญาตินิยม ความรัก 10 มิติบรรยายไปตั้งแต่พ.ศ. 2517 สองกัณฑ์ บรรยายอย่างสดๆ ไม่ได้เรียบเรียงมาก่อน เลยเอาของเก่ามาบรรยาย คนก็เอาบันทึกนั้นมารวบรวมเป็นหนังสือ อาตมาก็เรียบเรียงใหม่อีก เรียบเรียงทั้งแบบที่เป็นภาษาพูดและแบบภาษาเขียนเป็นสองฉบับ งานบูชาต้องมีไปตามสมมติสัจจะของโลก ถ้าไม่มีไปไม่รอด ต้องมีทั้งปรมัตถสัจจะสมมติสัจจะทั้ง 2 อย่างจึงต้องมีการปรุงแต่ง อย่างสร้างสรร ถ้าเดี่ยวๆ ศาสนาพุทธไม่ส่งเสริม เดี่ยวๆเดียวๆ อยู่ไปไม่มีทางเจริญ เจริญได้ก็เท่าที่คุณมี คุณไม่มี 2 คุณคนเดียว คุณไม่มีสองก็ได้เท่าที่คุณมี เพราะจะไปเอาอย่างอื่นไม่ได้ ยิ่งคุณเป็นโลกียะก็ไม่มีสิทธิ์เป็นโลกุตระเลย วนอยู่ในโลกตัวเองฟุ้งซ่านอยู่ในตัวของคุณเอง คุณจำเป็นต้องมีโลกุตรบุคคล ต้องมีผู้ที่เป็นอาริยะเป็นโลกุตรบุคคล มาเชื่อมเชื้อ ซึ่งศาสนาพุทธนั้นคุณจะเป็นพระพุทธเจ้าเองเลย ไม่ยอมรับเลยไม่มีทางเป็นไปได้เพราะสายอเทวนิยมจะต้องมีสอง แล้วทำสองให้เป็นหนึ่ง อเทวะแปลว่าไม่สอง คือ ศาสนาที่รู้จัก 2 แต่ไม่ทำ 2 ทำให้เป็นหนึ่งได้ แต่อยู่กับ 2 ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่งอย่างยิ่งใหญ่ เอกัคคตา ทำให้ยิ่งใหญ่ได้ เป็นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เอกธรรม ทำให้ยิ่งใหญ่ นั่งหลับตาทำให้จิตเป็นหนึ่งไม่ใช่เอกัคคตาจิต แต่เป็นเอกธรรม สะกดจิตให้เป็นหนึ่งได้ ต้องให้เห็นลิงคะคือความต่าง ถ้าไม่เห็นความต่างก็แยกไม่ออก ยิ่งหากไม่ฟังไม่รับอย่างอื่นเลยก็วนอยู่ในโลกของคุณ เหมือนกบในกะลาครอบ ก็อยู่แต่ในกะลาเท่านั้น เพราะคุณไม่ไปรับอันอื่นเลย ศาสนาพุทธจึงบอกว่าบรรลุธรรมโดยไม่มีสัตบุรุษไม่พบสัตบุรุษ ไม่ได้ฟังสัทธรรมจากสัตบุรุษเป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงบอก ท่านเป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง เป็นต้นทางต้นธรรมต้นแบบ ซึ่งก่อนจะเป็นต้นแบบท่านก็พบกับพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมาเหมือนกัน แต่เมื่อค้นหาพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ พระพุทธเจ้าสมณโคดมก็อ้างถึงพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ยิ่งผู้ใดมีบุพเพนิวาสานุสติญาณระลึกได้ก็ยิ่งรู้ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นอจินไตยที่พูดกันแล้ว ไม่สามารถตามด้วยการเดาหรือคาดคะเนต้องมามีเชื้อเอง เป็นเชื้อโลกุตรธรรมเอง คุณจะรู้ได้เป็นปัจจัตลักษณ์ เป็นลักษณะแท้ด้วยตัวเองดูเอง ของตัวเองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ มันต้องรู้ด้วยจิตของตัวเองเป็น นั่นแหละจึงจะเป็นของแท้ กว่าจะได้คุณจะต้องรับจากสัตบุรุษ คุณจะไปเป็นพระพุทธเจ้าเอง อาตมาก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรมันจะเป็นไปได้อย่างไร มันออกจากกรอบโลกียะไม่ได้ ได้แต่วนอยู่ใน 1 2 3 ไป 4 ก็ยังไม่ออกเลย แล้วมันจะไปเอาอะไรมา จะไปเป็น 5 เป็น 6 เป็นสองเส้าก็ไม่ชัด ต้อง 7 นิยตะ จึงจะเป็นของแท้ แต่ในโสดาบันก็มีนิยตะ 3 4 เมื่อตัวที่ 3 เป็นของแท้ของตัวเอง โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ ก็อยู่ในวงนี้ หากออกนอกแล้วก็ดึงเข้ามาได้ ยึกยักแล้วเอาเข้ามาได้ คืออวินิปาตธรรม ถ้าหากออกไปแล้วก็ไม่กลับมาอันนี้ก็ไม่ใช่โสดาปันนะ หากจิตเป็นอัญญธาตุไม่ตกต่ำกว่านี้ มีแต่จะสูงขึ้น จนไม่ตกต่ำ แน่นอนเป็นสัมโพธิปรายนะ อาจจะนานสำหรับบางคน คนที่นานมากคือผู้ที่ติดเชิงรัก อย่างนางวิสาขาเป็นต้น จมอยู่กับความชอบความรัก วัฏฏภิรตโสดาฯ หลงในวัฏฏะแห่งความยินดี จมอยู่นานจนกระทั่งยังไม่เกิดเลยจนป่านนี้ นางวิสาขา เพราะต้องผ่านยุคของพระพุทธเจ้าองค์นี้ไปอีกหลายยุค นางวิสาขาก็ยังไม่เกิด ยังแช่อยู่ในภพที่ตนเอง วัฏฏะที่ตัวเองเสพติด จะเรียกอันนี้ว่า เป็นความยินดีความชอบใจสบายใจก็ได้เป็นสวรรค์ก็ได้ แต่จมในนั้น เขาไปถึงไหนเป็นอรหันต์กันไปหมดแล้ว นางวิสาขาก็ยังเป็นอย่างนั้น นี่เป็นตัวอย่างในพระพุทธเจ้าสมณโคดมก็มี หนึ่งรูปคือนางวิสาขาที่เป็นพระโสดาบัน วัฏฏภิรตโสดาบัน สิ่งเหล่านี้อาตมาหยิบมาพูดอธิบาย แม้กระทั่งตอนนี้ที่อธิบายถึงขั้น สิริมหามายา เป็นเรื่องที่เป็นการเกิดการตายขั้นที่ยากมากที่จะเข้าใจ มันเป็นเรื่องเหมือนมายา แต่เป็นมายา ขั้นสิริมหา แล้วพวกเราฟังแล้วก็จะค่อยเข้าใจ

610509_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่มีแบบ ตอน 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน