สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยแบบศาสนาพุทธดีอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.35 KB
วันที่แก้ไข15 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยแบบศาสนาพุทธดีอย่างไร เมืองไทยมีทั้งความรู้มีทั้งการเมืองประพฤติจริง ใครจะบอกว่าเป็นแบบไทยๆ แบบไทยๆนี่แหละ เป็นความรู้ จะเป็นการเมืองก็เป็นการเมืองที่มีแกนความรู้แกนหลักของศาสนาพุทธ เกิดจากแกนความรู้ของศาสนาพุทธ จะเรียกการเมืองนี้ว่าประชาธิปไตยก็เป็นประชาธิปไตยแบบศาสนาพุทธ อาตมาเน้นนะ ว่าเป็นการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยแบบศาสนาพุทธ มันมีความสำคัญแล้วก็มีความเป็นเรื่องดี เรื่องวิเศษอย่างไรบ้าง คือ พุทธ มีความรู้ในเรื่องของมนุษยชาติกับเรื่องของสังคม พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้อันนี้เป็นสำคัญ พระพุทธเจ้าศึกษาเรื่องคนกับเรื่องสังคมมนุษย์ แล้วท่านก็จัดสรรกระบวนการวิธีการต่างๆนานา ให้เป็นอยู่ ให้เป็นสังคมที่เป็นไปตามระบบระเบียบ ที่ท่านร่างไว้ แล้วประเทศไทยก็จะใช้ของพระพุทธเจ้านี่แหละ สมัยก่อนไม่มีคำว่าประชาธิปไตย แต่พระพุทธเจ้าท่านทำมาก่อน แต่พฤติกรรมจริงสภาวะจริงของมนุษย์ในสังคมมันเป็นสัจจะที่ตรงตามระบอบ ที่เขาเรียกว่า ระบอบประชาธิปไตย หรือคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการ แต่มันไม่เป็นลักษณะเผด็จการ ไม่เป็นรูปแบบแบบคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้น ก็มาเข้าข่ายประชาธิปไตย ที่เป็นภาษาสมัยใหม่ที่ไม่ใช่ภาษาพระพุทธเจ้า มาเป็นสภาวะอันเดียวกัน ก็เอาอันนี้มาเป็นภาษาเรียกว่าระบบประชาธิปไตย มีลักษณะสภาวะพฤติกรรมแบบนี้แหละ สอดคล้องกันอย่างสำคัญ ในความเป็นพฤติกรรมมนุษย์ ที่เรียกว่าประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาว่ายิ่งใหญ่และดีก็เพราะว่า มีกษัตริย์ มีประชาชนและก็มีจิตวิญญาณ สามเส้านี้แหละสำคัญมาก ประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีกษัตริย์ แต่เขามีประธานาธิบดีแล้วก็มีประชาชน เรื่องของวิญญาณนี่แหละเขาไม่บริบูรณ์ เขามีประธานาธิบดีมีประชาชน แต่วิญญาณของเขาไม

อ่านต่อ

่ได้มีการสืบสาน ไม่ได้มีต้นเค้าของจิตวิญญาณ พฤติกรรมสำคัญของความเป็นมนุษย์ มนุษย์มีจิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีหรือเป็นกษัตริย์ก็มีจิตวิญญาณ โดยเฉพาะประชาชนที่เป็นคนก็มีวิญญาณ ความแตกต่างกัน จะแตกต่างกันทั้งประธานาธิบดีกับประชาชน วิญญาณของระบอบที่มีประธานาธิบดีมีประชาชน วิญญาณของทั้งประธานาธิบดีและประชาชน ก็ไม่เหมือนกันกับของวิญญาณของระบอบที่มีกษัตริย์และประชาชน ทั้งสองระบอบจะต่างกัน ต่างกันแม้แต่ในการนับถือเคารพ พฤติกรรมของผู้บริหาร เป็นหลักประจำไม่ขาดช่วง ส่วนประธานาธิบดีนั้นขาดช่วงไม่ต่อเนื่อง ไม่ได้เดินไปตามรูปแบบ สายของการสืบทอดกันมาอย่างรู้ตัวและอย่างได้ซักซ้อม อบรมฝึกฝน มีกฎมณเฑียรบาล เพราะกษัตริย์ที่มาจากการสืบสันตติวงศ์ก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎมณเฑียรบาล ให้รู้ว่าอยู่ในฐานะของผู้บริหาร เป็นรัฏฐาธิปัตย์ของประเทศ จิตวิญญาณได้ศึกษาฝึกฝนถ่ายทอดกันอย่างไม่ขาดสายกันมา แต่ประธานาธิบดีนั้นไปจับแพะจับแกะที่ไหนมาใครจะมีอำนาจก็ขึ้นมา เละไปหมด เป็นประธานาธิบดีไป เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณที่มีความรู้ที่ได้ฝึกฝนอบรมทั้งเจโตและปัญญา จึงไม่ได้อยู่ในกระบวนการต้องการสืบทอดอะไร มันไม่อยู่ มันเป็นเรื่องแหลกเหลว มันเป็นเรื่องสะเปะสะปะจากไหนมาขึ้นมาได้หมด พูดตามภาษาไทยง่ายๆ ประธานาธิบดีต่างประเทศบางทีก็เป็นนักเลงเป็นนักแสดงอะไรก็ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้ เขาก็บอกว่านี่แหละอิสระเสรีภาพ ใครมาเป็นก็ได้ประธานาธิบดีใหญ่ที่สุดในประเทศอิสระเสรีภาพ ประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ไม่มีปัญหา มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหาร ก็เป็นการร่วมกัน ทั้ง 2 นัย ก็ไม่ได้เสียหาย ครบบริบูรณ์ ได้จิตวิญญาณครบด้วย คนที่มีความเคารพประธานาธิบดีกับการเคารพกษัตริย์ ก็ไม่เน้นว่าประธานาธิบดีดีหรือไม่ดีหรือกษัตริย์ดีหรือไม่ดี พูดกลางๆก็แล้วกัน แล้วสองอันนี้ ความเคารพนับถือจะมีมิติของจิตวิญญาณต่างๆ ไม่เท่ากัน สมณะเดินดินว่า...แค่คำว่านับถือกับความจงรักภักดี ก็ต่างกัน พ่อครูว่า...ประธานาธิบดีไม่มีใครใช้คำว่าจงรักภักดี เป็นต้น อันนี้คือความหมายของจิตวิญญาณ มีความหลากหลายเยอะแยะ มีมิติต่างๆของวิญญาณมาก มีความศรัทธาเลื่อมใส มีความเคารพนับถือ มีความรู้ ต่างๆในจิตวิญญาณ มีการวินิจฉัยอะไรอยู่ในนั้นหมด ซึ่งศาสนาพุทธเป็นแกนทางจิตวิญญาณ ศาสนาพุทธศึกษาจิตวิญญาณได้ดีครบพร้อม เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณจึงมีประสิทธิภาพ เพราะรู้จักจิตวิญญาณและได้พัฒนาจิตวิญญาณ จิตวิญญาณมีประสิทธิภาพถึงขั้นโลกุตระ เรียนรู้ถึงตัวร้ายของจิตคือกิเลสเป็นอย่างไร คืออกุศลจิต แล้วทำลายจัดการให้กิเลสลดได้ จิตวิญญาณจึงเป็นจิตที่ประเสริฐ ไม่เห็นแก่ตัวขยันหมั่นเพียร มีวรรณะ 9 วรรณะคือขีดขั้นชั้นเชิง ความเจริญของมนุษย์ (พ่อครูจาม ช่วยตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...ตอนนี้เราดูหนังจีนฮ่องเต้ มีอยู่ครั้งหนึ่งฮ่องเต้โกรธมากที่อำมาตย์ทำฎีกามาร้องเรียน ต่อต้านกับฮ่องเต้ ฮ่องเต้ก็ฉีกฎีกาของอำมาตย์ทิ้ง พวกขันทีก็บอกว่าอย่าฉีกเลยพระองค์เพราะเป็นการผิดกฎมณเฑียรบาล สุดท้ายฮ่องเต้ก็ต้องเอาฎีกามาต่อกันใหม่อีก จริงๆแล้วก็ไม่มีใครกล้าห้าม แต่ขันทีก็เรียกร้องเลยว่าผิดกฎมณเฑียรบาล ก็ทำให้เห็นว่าแม้จะมีอำนาจมากเท่าไหร่ก็ยังมีกฎมณเฑียรบาลอยู่เหนือกว่า พ่อครูว่า...อันนี้ชัดเจน ประชาธิปไตยมีรัฐธรรมนูญเป็นใหญ่กว่าใครๆ รัฐธรรมนูญเป็นรัฏฐาธิปัตย์ยิ่งกว่าประธานาธิบดี เพราะฉะนั้นกฎมณเฑียรบาล มีมาแต่สมัยโบราณ เขาไม่ได้บอกว่าประชาธิปไตยแต่ก็อยู่ใต้กฎเกณฑ์ ทุกคนต้องอยู่ใต้บัญญัตินี้ แม้แต่ศาสนาพุทธก็มีธรรมนูญของพุทธที่เป็นใหญ่คือธรรมวินัย คนในศาสนาพุทธก็ต้องอยู่ใต้ธรรมวินัย ตามกฎเกณฑ์นี้เหมือนกัน เข้าใจชัดเจนก็ไม่ออกนอกรีตนอกทาง

610513_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ มองการเมืองไทยในยุคนี้อย่างมีสุญญตา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน