สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มีแบบ ตอน 1 อาตมาจะเริ่มวันนี้ก็แล้วกัน เริ่มเอาคนจนที่มีแบบ จนกว่าจะถึงงานอโศกรำลึกก็จะต่อ ฟังสารบัญก่อนนะ สารบัญ (1) “แบบคนจน”...ที่มาของเรื่อง คำว่าแบบคนจนเป็นศัพท์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส ก็คือเอาจากแบบคนจนที่ในหลวงตรัสนี่แหละ อาตมาพูดมานี้มีสิ่งอ้างอิงเป็นหลักฐาน หากพูดโดยไม่มีสิ่งอ้างอิงเป็นหลักฐานคนก็เชื่อยาก และคนที่น่านับถืออย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ยิ่งอ้างของท่านก็ยิ่งดีเป็นประโยชน์ ผู้ฟังก็จะได้ เข้าใจได้ด้วย (2) ล้มเหลวเพราะทุ่มเทเร่งให้เศรษฐกิจเจริญขึ้นรวดเร็ว! อันนี้เป็นประโยคที่ในหลวงตรัสไม่ใช่ของอาตมานะ การจะไปเร่งให้เศรษฐกิจเจริญรวดเร็ว ทุ่มเทเร่งใหญ่เลยก็ล้มเหลว มันต้องได้เท่าที่ไปตามเหตุปัจจัย ไปตามขั้นตอน ไปทำเร่ง เป็นอภิชปา ความต้องการล้ำหน้าเกินกว่าความเป็นจริงก็เสียผล เหมือนพวกนักคิดสมัยใหม่ วางแผน 5 ปี จะได้ผลดังนี้ มีเหตุผลหลักฐานของโครงการ 5 ปีจะได้ผลอย่างนี้ เสร็จแล้วก็ทำแต่มันไม่ได้ตามเหตุปัจจัยไม่ได้ผล แต่เป้าหมายบอกว่าจะได้ผลเท่านี้ ก็โมเมสิ เอาแพะมาชนแกะ เอามาผสม เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายปีที่ 5 และมีแต่ของลวงเหลวเละ เป็นเช่นนี้แหละพวกวิธีการของทุนนิยมสมัยใหม่ คาดว่าผลจะได้ตามนี้เร่งผลเลิศไว้ดีดลูกคิดในรางแก้วไว้ เสร็จแล้วทำแล้วไม่ได้เป็นไปตามเหตุปัจจัย เข้าไปตั้งผลเลิศเอาไว้ก่อน ซึ่งศาสนาพุทธไม่ทำ เป็นแต่เพียงเข้าใจก้าวหน้าไปหน่อย ถ้าเราจะมีหนึ่งบวกหนึ่ง มันจะได้ 2 ขอรู้ 2 เป็นล้ำหน้าไว้หน่อย คุณรู้แล้วก็หันมาทำ 1 อีกหนึ่งนี้มันเป็นหนึ่งจริงไหม มันมีเหตุปัจจัยที่จะเป็นหนึ่งไหม ถ้าทำ 1 ที่จะได้เหตุปัจจัยนี้คุณไม่ต้องคิดถึง 2 หรอก ถ้าทำเหตุปัจจัยให้ถูกต้อง หนึ่งที่จะทำนี่แหละ 2 มันจะเกิดเองโด
อ่านต่อ
ยไม่ต้องไปคาด พอรู้ตัวก็เป็น 2 แล้วหรือก็ทำ 3 ทำ 4 ต่อ ทำที่เหตุ ศาสนาพุทธจึงทำเหตุเท่านั้นและผลจะตามมา ไม่ต้องไปคำนึงถึงผล ผลเป็นสิ่งที่เกิดตามเหตุ (3) สำเร็จได้เพราะ.. “ทำตามลำดับด้วยความรอบคอบ” นี่ก็ของในหลวง พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ ทำตามเหตุปัจจัย 1 2 3 4 ไป ไม่ใช่เอาอะไรมาผสมเละไปหมด (4) ไทยยอดยิ่งยวดได้เพราะ….? (5) เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก ด้วย “พอมี พอกิน” อโศกทุกวันนี้พอมีพอกิน เหลือก็สะพัดออกให้คนอื่น ไม่ได้เอาไปค้ากำไร (6) ต้องทำ“แบบคนจน”! (7) “ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา” “Our loss is our gain” (8) สังคมมีความสามัคคี มั่นคง เป็นปึกแผ่น ได้ด้วยการ..“ให้!” ของในหลวงถึงข้อนี้ (9) สังคมจะล้มเหลว หรือจะเจริญสำเร็จ เพราะ... (10) ชาวพุทธไม่กลัวจน เพราะมี“ปัญญา”ตามคำตรัส ผู้ที่มีความรู้โลกุตระจะไม่กลัวจน เป็นอนาคามีก็เป็นผู้ที่ไม่ต้องมีบ้านช่องเรือนชาน ไม่ต้องสะสมทรัพย์ศฤงคาร (11) คนจนอุดมสมบูรณ์สุขสำราญเบิกบานใจ (12) ชาวพุทธตั้งใจจน เพราะเต็มใจจนด้วย“ปัญญา” พวกเชน จนจริงๆ ไม่มีผ้าสักผืน มีแต่ภาชนะใส่อาหารใส่น้ำใบเดียว จนที่สุด แต่ไร้สาระ ไม่มีปัญญาไม่รู้เรื่องไม่มีประโยชน์คุณค่าอะไรเลย นี่ก็จนนะ เพราะฉะนั้นชาวพุทธไม่ได้จนอย่างนั้น จนอย่างพอเหมาะพอดีจนไปตามลำดับ จนอย่างมีคุณค่า ประโยชน์ต่อโลก พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) พวกเราสรุปมาเป็นเดือน บางเดือนพวกเราใช้รายได้ เฉลี่ยแล้ว ใช้ต่อคน บางเดือนเราได้ค่าตัวประมาณวันละ 34 บาทกว่า บางเดือนได้ 50 กว่าบาทต่อวัน แต่ไม่ถึง 100 บาทต่อวัน นอกนั้นพวกเรา ถ้าตีราคาว่า คนคนหนึ่งมีรายได้อย่างต่ำ 300 บาทต่อวัน เอาแค่เรทต่ำสุดอย่างโลกเขานะ อาตมาก็ว่าอาตมาใช้กิน 54 บาท นอกนั้น เอา 300-50 เหลือ 246 บาท มีเหลือก็สะพัดออกไป เราไม่เอาเงินไปเปลืองกับอบายเอาไปเล่นไปกินเที่ยวอะไร ก็จะเหลือรายได้เข้าส่วนกลางกัน สรุปเราให้แก่สังคมเศรษฐกิจ เดือนหนึ่ง ตัวเลขของราชธานีอโศก ให้เฉพาะคนงานเดือนละ 2-3 ล้านบาท เราให้อยู่ทุกเดือน เราก็เท่ากับช่วยรัฐบาลช่วยประชาชน ช่วยคนในประเทศให้มีอยู่มีกิน เราเลี้ยงชีวิตคนงาน ซึ่งเราก็หามาโดยชาวอโศก ไม่ได้เรี่ยไร ไม่ได้หาเงินทอง จะมาบริจาคเงินเราก็มีกฎเกณฑ์จะต้องมาที่นี่อย่างน้อย 7 ครั้งเข้าใจที่นี่หรือไม่ด้วยซ้ำ ตั้งแต่ต้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ เราก็ไม่ได้เป็นหนี้ไม่ได้ลำบากลำบนอะไรก็หมุนทำงานได้ นี่คือเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาหมาย สาธารณโภคี แล้วมันก็จะมีมากขึ้น ปริมาณและคุณภาพจะสูงขึ้นไปอีก คนกำลังแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐอันนี้ เป็นการไม่มีการเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัวไม่มีตัวตน คนทั้งโลกกำลังแสวงหา อโศกมีต้นตออันนี้ แล้วจะขยายผลต่อ ตอนนี้ก็ยังยากเพราะคนในประเทศผู้บริหารประเทศก็ยังไม่เห็นประโยชน์ ทั้งที่มีจริงๆให้ยืนยัน เอหิปัสสิโก เชิญให้มายืนยันดูได้ เป็นของท้าให้มาดู เป็นของจริงไม่ได้หลอกลวงเขาก็ยังไม่มากันเพราะของเราอิสระเสรีภาพ ไปบังคับกันไม่ได้ แต่มาก็ยินดีต้อนรับ ให้มาดูก็ไม่มีปัญหาเราก็ช่วยกัน เราได้ช่วยสังคมได้มีที่พักผ่อน ทำดินน้ำไฟลม ให้เขาได้อาศัย ในเมืองอุบลฯ นี้ ที่นี่จะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เราก็ไม่ได้ต้อนรับแบบทางการ ไม่ต้องมีรีเซพชั่นแต่เขาก็มากัน จนทุกวันนี้มีผู้คนเดินเข้าไปถึง เฮือนหญังกิน ถือชามข้าวมากิน เราก็ไม่ได้ว่าอะไร เราก็ถือว่าดีด้วยซ้ำไป มากินมังสวิรัติ เราก็ยินดีที่จะมีผู้ที่มา พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ที่มีศีลแล้วถ้ายังไม่ได้มาก็เชิญมา เพราะศีล 5 นี้ ของศาสนาพุทธเมืองไทยเป็นชาวพุทธ 95% คุณมีศีล 5 นี้มาเลย ยินดีต้อนรับ welcome มาอยู่ที่นี่ได้เลย อยู่กันไปแล้วพัฒนาขึ้นเป็นศีล 8 ศีล 10 ศีล 26 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่เรามีมหาศีลอยู่แล้ว ที่นี่ไม่มีเดรัจฉานวิชาเดรัจฉานกถา ที่ห้ามในมหาศีล ในสังคมศาสนาพุทธทุกวันนี้เดรัจฉานวิชาเดรัจฉานกถาเต็มไปหมด อยู่ในนั้นหมดเลยเต็มไปหมด มหาศีลไม่เหลือ มหาศีลละเมิดหมด แล้วตั้งใจเป็นวิธีการด้วย เอามหาศีลเป็นวิธีการหาเงินด้วย นี่คือศาสนาพุทธที่ล้มเหลว เอาศีลมาวัดได้หมดเลย คนนี้เขาก็ยืนยันเองว่าไม่มีศีลมีแต่วินัย 227 ถามว่าศีลของพระมีเท่าไหร่ก็ 227 นั่นมันพระวินัยเป็นกฎหมายอาชญา มีการลงโทษ ศีลนี้ใครทำถูกต้องก็ได้เอง มีผลทางเปลี่ยนแปลงจิตใจเอง มันคนละอย่างกับวินัย แต่เขาเองไม่เข้าใจนึกว่ามีศีล 227 อันนั้นมันวินัย สมณะที่นี่บวช รับศีล 43 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ส่วนวินัยนั้น ภิกษุก็ต้องมีวินัยสวดปาฏิโมกข์กัน 227 ข้ออยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร ขออภัยพูดแล้วเหมือนยกตนข่มท่านก็ขออภัยสำหรับผู้ที่ไม่เป็นไม่มี
(13) “คนจนอาริยะ”คือ คนจนที่มี“ปัญญา”ซึ่งมิใช่เฉโก ปัญญาเป็นความฉลาดแบบโลกุตระ ถ้าไม่ศึกษาไตรสิกขาอย่างสัมมาทิฏฐิก็ไม่เกิดศีล สมาธิ ปัญญา มันมีเหตุปัจจัยที่จะเกิดปัญญาอย่างไร สร้างปัญญาต้องมีมรรค มีโพชฌงค์ จึงเกิด ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ในมหาจัตตารีสกสูตร ถ้าไม่มีการปฏิบัติก็แยกสัญญากับปัญญาไม่ได้ สัญญาคือสิ่งที่กำหนดหมาย เก่าหรือใหม่ก็ได้ ใหม่คือกำหนดเองสร้างใหม่เป็นทิฏฐิอนาคต 44 เพ้อเจ้อเอง ในทิฏฐิ 62 ที่มีอดีต 18 อนาคต 44 ในพรหมชาลสูตร แล้วมีทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 มีกามในภพก็มี ฌาน 1 2 3 4 ในภพก็มี จึงเป็นทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ของพวกโลกีย์เป็นพวกหลับตา พวกหลับตา ไม่มีกามคุณ 5 แต่นิพพานต้องอยู่เหนือกามคุณ 5 อยู่เหนือรูปภพอรูปภพ แต่นี่ กาม คุณก็ยังไม่รู้จักไม่ได้ทำเลย แม้ว่าคุณจะมีบารมีเก่านั่งสะกดตัวเอง ก็ทำอาสวะบางอย่างที่เคยได้แล้วหมดแล้วเป็นบ้าง ก็มีกายสักขีของตนบ้าง รูปนามของตนที่เคยรู้บ้าง ในบุคคลสายนี้ กายสักขี มีรูปนามยืนยันว่า อาสวะบางอย่างของคุณดับได้แต่ไม่ได้สิ้นอาสวะ ระดับ 6 จึงดับอาสวะสิ้น ระดับ 5 คือกายสักขีไม่นับว่าอรหันต์ต้องเป็นปัญญาวิมุติจึงนับว่าเป็นอรหันต์ นอกนั้นก็อุภโตภาควิมุติ จากนั้นก็เป็นโพธิสัตว์ระดับต่างๆ (14) ชาวพุทธรวมพลังต่อยอด“ความจน”ให้เจริญวิเศษ (15) “สาธารณโภคี”คือระบบสังคมที่มีเศรษฐกิจดีสูงสุด คนยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ถ้าอาตมาไม่นำมาประกาศ สาธารณโภคี จะสูญหายไปกับสายลมหมด ไม่มีขึ้นมาหรอก อาตมาหยิบมา แล้วก็มาให้พิสูจน์กัน พวกเราก็เป็นสังคมสาธารณโภคีกันได้ พิสูจน์ยืนยันได้อย่างเอหิปัสสิโก ของพระพุทธเจ้าอ้างอิงได้ในพระไตรปิฎก สาธารณโภคีอยู่ในสาราณียธรรม 6 ใน โกสัมพิยสูตร (16) “สาธารณโภคี”คือระบบสังคมที่มีอิสระสูงสุด เราก็มีปัจจัย 4 ครบ แล้วก็อาจมีบริขาร อย่างพวกเทคโนโลยีสมัยใหม่นั้น มันมีผีนรกในนั้นมากมาย ยั่วยวนให้คนติด พวกเราก็ต้องระมัดระวังกันให้ดี (17) สาธารณโภคีคือ ระบบ“คนจน”ที่ไม่มีของตัวของตน (18) “เป็นกลาง”ในที่นี้ต้อง“กำหนดหมาย(สัญญา)”ให้ถูก มัชฌิมาปฏิปทาเขาไปแปลคำว่าทางสายกลาง คำว่าปฏิปทาแปลว่า การปฏิบัติ แต่ไปกำหนดว่าทางอย่างเดียว ก็เลยไม่รู้ว่าอะไรคือกลาง จิตเจตสิกจะต้องเกิดกลาง คืออะไร กลางคือ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร กลางคือไม่มีอันตาไปในทางกาม ไม่มีอันตาไปในทางอัตตา นี่คือจิตเป็นกลาง เพราะฉะนั้นตั้งแต่หยาบของกาม อันหยาบเราเรียกว่าโอฬาริกอัตตา ก็คือกาม ก็เรียนรู้อัตตา ที่ต้องใช้ตาหูจมูกลิ้นกาย หยาบที่ไปติด เรียกว่าอบายภูมิ ยังต่ำ เรียนรู้อันนี้แล้วเลิกให้ได้ เหนือให้ได้ (19) แยก“จิต”แยก“วิธีปฏิบัติ”ให้ถูก มิฉะนั้น“วิปลาส” (20) “ทิฏฐิวิปลาส”จึงมี“สัญญาวิปลาส”แล้ว“จิตวิปลาส” วิปัลลาส หรือ วิปลาส 4 วิปลาส มี 3 ระดับ คือ 1. สัญญาวิปลาส 2. จิตตวิปลาส 3. ทิฏฐิวิปลาส วิปลาส 3 ระดับนี้ ที่เป็นพื้นฐาน เป็นไปใน 4 ด้าน คือ 1. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง ไม่มีอะไรเท่ากันเลยในทุกปัจจุบัน จะต้องมีคาดเคลื่อนไปน้อยหรือมากเสมอ 2. วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข 3. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน 4. วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม เรียนรู้ให้หมดวิปลาส 4 นี้คุณก็เป็นอรหันต์ ง่ายจะตาย อรหันต์อยู่แค่เอื้อม ก็เอาอรหัตตผลของ โสดาบันสกิทาอนาคาไปไง (21) แยก“สมมุติสัจจะ”กับ“ปรมัตถสัจจะ”กันยังไม่ได้ (22) ไม่มี“สวรรค์-นรก”ในจิตคือ “ไม่มีภพ-ไม่มีชาติ”ขั้นต้น มีโทษสองอย่างคือ มโนปโทสิกะ กับขิฑฑาปโทสิกะ คือนรกรื่นเริงสนุกสนาน อาตมาก็เสียเพื่อนไปเยอะ เพราะอาตมาเคยอยู่ในวงการบันเทิงก็ไปว่าเขา ว่า ความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงว่าเป็น สัตว์นรก เขาก็เลยไม่มาเลย คนที่ไปหลง ความบันเทิงรื่นเริงเป็นสวรรค์ลวง ที่จริงแล้วมันเป็นนรก นรกปหาสะ (รื่นเริง) เขาไม่รู้ตัวก็จัดจ้านไปเรื่อยๆปรุงแต่งไปเรื่อยๆ หากเขาฟังอาตมาเป็นก็ได้โลกุตระ แต่ก็ช่วยไม่ได้คนที่มีภูมิโลกียะก็ไม่ชอบใจ อาตมาก็เลยเสียเพื่อน แต่ก่อนนี้งานอโศกรำลึกเขาก็มา แต่พอเทศน์แบบนี้ไป เขาก็ว่าด่า ขออภัยพูดสัจธรรมให้ฟัง แต่ถ้ารู้ได้แล้วก็เข้าใจว่าอาตมาไม่ได้อยากด่าแต่พูดสัจธรรม หากไปติดเรื่องพวกนี้เข้าไปอีกกี่ชาติกี่อสงไขย เหมือนกับนางวิสาขา อาตมาก็ให้สติให้ความรู้ ไม่เป็นไรไม่มาก็ไม่มา แต่ก่อนนี้งานอโศกรำลึก สุเทพ วงศ์กำแหงก็มานะ เป็นเพื่อนกันเข้าวงการด้วยกัน แต่เขาต้องไปโลกีย์หนัก ก็เลยร้องสู้เขาไม่ได้ อาตมาเป็นคนแรกในประเทศไทย ที่เป็นดีเจ กรมประชาสัมพันธ์ 1ปณ. และรักษาดินแดน จะเอาดนตรีเอาละครวิทยุไปเปิดก็ไม่มีปัญหาอะไรอาตมาทำได้ อาตมาอายุแค่ 17 18 ปีก็ทำได้ อาตมามีเพื่อน วัลลภ วิชชุกร และสุเทพ วงศ์กำแหง ก็เลยตั้งวงดนตรี เป็นคณะเทพวิชชุ มีนฤมลเป็นนักร้องหญิง ใครต่อใครอีกหลายคน ก็ร้องไปร้องออกวิทยุ ทำได้ไม่กี่ครั้งเราก็เลิกไปแล้ว ก็สนิทสนมกัน แต่เดี๋ยวนี้พออาตมาว่าตกนรกสัตว์นรก ก็เลยไม่มา งอนอะไรกันนักกันหนา มาโกรธเคืองกันทำไมให้เป็นเวรภัย แต่เดี๋ยวนี้อยู่อุบลฯมันไกลก็คงไม่มาหรอก เท่าที่อาตมาขอออกชื่อชัดๆคือ มี เศรษฐา ศิระฉายา กับสุเทพ เศรษฐานี้เป็นรุ่นน้อง อาตมาก็พามาทำหนังโทน วงดิอิมพอสซิเบิ้ล (23) ไม่มี“สุข-ทุกข์”ในตนคือไม่มีของตัวของตนยืนพื้น สวรรค์กับนรกเป็นอันเดียวกัน มันเป็นเมถุนเป็นธรรมะคู่ ต้องดับเหตุแห่งทุกข์ สวรรค์ก็จะหายไปด้วย ไปดับเหตุแห่งสุขนั้นไม่ง่ายหรอก สุขมันติด เอาทุกข์สิ ดับเหตุแห่งทุกข์นั้นก็ง่าย ใครอยากทุกข์ก็ไม่มี ต้องดับเหตุแห่งทุกข์สุขมันก็หายไปด้วย เพราะมันเป็นเมถุนเป็นคู่มันเป็นธรรมะ 2 ดับเสียหนึ่งได้ก็เหลือ1 เป็นปุงลิงค์ สูงไปกว่านั้นทำให้ไป 0 นปุงสกลิงค์ ก็อเนญชา สั่งสมได้เก่งก็เป็น มุทุภูตธาตุของเรา มีเจโตที่เป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ตกผลึกควบแน่นแข็งได้เยอะ แน่นนี้ เปลี่ยนปรับตัวได้ง่าย ปัญญาก็ง่ายเจโตก็ง่ายให้เกิดก็ง่ายให้ตายก็ง่าย เกิดปุ๊บดับปั๊บ เท่าที่ความสามารถบารมีเราสะสมได้เก่งเท่านั้นก็เป็นของจริง อย่างอาตมาก็มีพอตัวของอาตมาจะเกิดจะดับ เป็นสิริมหามายา คนที่ไม่รู้ก็หาว่าเป็นนักเล่นกลนักโม้นักอวด เขาเข้าใจไม่ได้ก็ว่าอย่างนั้น นี่อาตมาไม่ได้แก้ตัวนะ อธิบายสัจธรรม สรุปแล้วไม่มีสวรรค์นรกในจิตก็คือไม่มีภพชาติ รู้สวรรค์นรกตั้งแต่ อบาย ตั้งแต่ขั้นต้นก็ดับสวรรค์กับนรกข้างต้น ไม่มีภพชาติ ภพคือสิ่งที่มีอยู่ ชาติคือการเกิด ชาติเป็นกิริยา dynamic ภพเป็นรูป static ชาติเป็นนาม (24) สรุป “มัชฌิมาปฏิปทา”คือ ไฉน? อย่างไรกันแน่? มัชฌิมาปฏิปทาเขาไปแปลกันว่าทางสายกลาง แต่ปฏิปทาก็คือวิธีปฏิบัติ สายกลางเขาเปรียบเทียบเหมือนพิณ 3 สาย คือให้มันไม่ตึงไม่หย่อนไป ก็จะได้เสียงดี ต้องเดินสายกลาง แล้วคุณจะไปไหนเดินสายกลาง จะไปนรกหรือสวรรค์ แท้จริงแล้วมันต้องทำความเป็นกลางให้เกิดในจิต จิตของคุณมีกาม กับมีอัตตา ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เริ่มที่กามหยาบ โอฬาริกอัตตา คุณล้างเหตุที่เกิดในโอฬาริกอัตตาหรือกามหยาบล้างได้ก็มีจิตที่เป็นกลาง เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่สุข อยู่กับมันนี่แหละอบายก็มีในโลก ผู้ที่เริ่มต้นมีโสดาปัตติผล คุณเหนืออบาย คุณจะไปที่ไหนทั่วทั้งแผ่นดิน เอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน ยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์คาลัย ยิ่งกว่าอธิปไตยใดๆทั้งปวง เอกราช คุณหลุดพ้นจากสวรรค์นรกอบายแล้ว เช่น อบายเล่นไพ่การพนัน การพนันจะมีอยู่ในโลกจะไปมาเก๊าไปลาสเวกัส ก็มีบ่อน ชายแดนไทยเขมร ก็มีจมเลย แต่คุณไปที่ไหนก็อยู่เหนือมันหมดทั่วทั้งแผ่นดิน เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน หลุดพ้น เป็นอิสระเสรีภาพส่วนตัวพวกนี้ไม่ได้กินเราหรอก โสดาบัน ก็เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน ด้วยนัยนี้แล้ว เป็นโลกุตระอันแรกของโสดาบัน อยู่เหนือความสุขความทุกข์ของอบายภูมิ ดูเรื่องเนื้อสัตว์ คุณจะไปที่ไหนก็มีเนื้อสัตว์ในโลก คุณก็ไม่กินมันได้ จิตคุณก็อยู่เหนือมันหมด เอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน อบายมุข 6 จะไปที่ไหนคุณก็อยู่เหนือมันหมด เดี๋ยวนี้มีอบายมุขที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติเอาไว้ เขาสร้างวิมานอบายมุข ยิ่งกว่าสมัยพระพุทธเจ้า เอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน ยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์คาลัย ยิ่งกว่าอธิปไตยใดในโลกทั้งปวง 610509_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่มีแบบ ตอน 1