สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธินั่งหลับตาไม่รู้ทุกขอริยสัจ ปฏิบัติฌานผิด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข15 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธินั่งหลับตาไม่รู้ทุกขอริยสัจ ปฏิบัติฌานผิด _กรองทอง · มีทุกวันไหมคะ เริ่มตั้งแต่เวลาเท่าไรคะ พ่อครูว่า...ก็มีทุกวัน บางวันอาตมาแสดงธรรม บางวันรูปอื่นก็แสดงธรรมแต่มีทุกวัน อาตมาเป็นหัวเรือใหญ่ในการเผยแพร่ธรรมะ คนก็รู้ตามประพฤติตามปฏิบัติมาได้เรื่อยๆ ซึ่งยากมาก เพราะที่อาตมามานำเสนอ อาตมายืนยันว่าเป็นความจริงที่ถูกต้องตามของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง และอาตมาก็มั่นใจด้วยว่าอาตมาไม่ผิด อาตมาพูดถูกต้อง แล้วทุกวันนี้อาตมาก็เกาะพระไตรปิฎกเป็นหลัก ซึ่งทางกระแสหลักพุทธศาสนาหมู่ใหญ่ เขาก็ยึดถือพระไตรปิฎกฉบับนี้เป็นหลักเหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่า อธิบายต่างกัน เมื่ออธิบายต่างกันก็เกิดลักษณะของนานาสังวาส (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน..อาตมาเคยดูหนังเรื่องนาคปรก ในเรื่องมีคนคิดโกงปลอมตัวเป็นพระ แต่สุดท้ายก็เกิดการปล้นกัน แต่หนังจบตรงที่ว่า เขาจับคนที่มาบวชได้ และก็พบว่าคนที่วางแผนจริงๆก็คือพระนี่แหละ เนื้อหาในเรื่องพระเป็นผู้สั่งสอนอบรมคนให้เป็นคนดี แต่กลับทำไม่ดีซะเอง เนื้อหาก็ใกล้ๆกับในสังคมไทยตอนนี้ แม้จะบอกว่ายึดถือพระไตรปิฎกแต่เนื้อหาการปฏิบัติไปคนละทิศทาง พ่อครูว่า...อาตมามาบรรยายก็ขัดแย้งกับเขา ยิ่งอาตมาอ่านพระไตรปิฎกดูหลักฐานยืนยันแล้ว โอ้โห ยิ่งมั่นใจเห็นชัดเจนเลยว่า ทำไมท่านออกนอกกฏเกณฑ์ ไม่ต้องเอาอะไรมาก ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นหลักการศึกษาศาสนาพุทธ ของศาสนาพุทธก็มีเท่านี้แหละศีล สมาธิ ปัญญา ผลก็คือวิมุติ ศีล ทุกวันนี้ก็ไม่เป็นศีลแล้ว ไม่มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยไปเพี้ยนเอาวินัย 227 เป็นศีล ศีลท่านไม่มีแล้ว ละเมิดหมดเลย ผิดมหาศีลเต็มไปหมดทุกวัด ละเมิดมหาศีล ในมหาศีลยกตัวอย่างตื้นๆ การจุดธูปเทียนอยู่ในวัด มันเป็นเดรัจฉานวิ

อ่านต่อ

ชา รดน้ำมนต์ เป็นเดรัจฉานวิชา การสวดที่สวดกันเป็นเดรัจฉานกถา ผิดหมดทุกอย่างเลย ศาสนาพุทธทุกวันนี้จึงเป็นศาสนาที่ผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ไม่ใช่พุทธ ขออภัยที่อาตมาพูดชัด น่าสงสารมากเลย เอาหลักเกณฑ์แค่ศีลมาพูด ยิ่งสมาธิก็ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ อาตมาถึงบอกว่า พระไตรปิฎก เล่ม 9 พระสูตรเล่มแรก ในพระสูตรแรกก็บอกว่าการนั่งหลับตาทำเจโตสมาธินั้นไม่ใช่ของพุทธ ศาสนาพุทธนั้นมีทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ นิพพานต้องเป็นปัจจุบัน คือ ทิฏฐะ เพราะฉะนั้นทิฏฐิที่เข้าใจถึงนิพพานไม่เป็นทิฏฐะ คือ ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 คือ 1. กาม และก็ ฌาน 1 2 3 4 ปฏิบัติธรรมต้องเอาที่เวทนาเป็นหลัก เวทนาคือความรู้สึก เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธหัวใจคืออริยสัจ 4 คือ รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุแห่งทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติที่จะดับทุกข์และรู้การดับทุกข์ คือหัวใจของศาสนาพุทธ และความรู้สึกทุกข์ก็คือเวทนา เมื่อปฏิบัติธรรมหลับตาเสีย ไม่มีสัมผัสข้างนอกเลย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็ไม่มี ผัสสะ 6 ผัสสายตนะ 6 มันไม่เกิด ไปปิดทวารทั้ง 5 ก็ไม่มีผัสสะ อายตนะ 6 ไม่มี มีแต่มนายตนะ อายตนะในทวารเดียวก็ทิ้งไปอีก 5 ทวารก็เลยไม่มีปัจจุบัน ไม่มีทิฏฐะ ทิฏฐิ แปลว่าความเห็นความรู้ ถ้าทิฏฐะ แปลว่าปัจจุบัน แต่มันไม่เป็นปัจจุบันไปเป็นอดีตกับอนาคต ในพรหมชาลสูตรนี้ก็ว่า หากไปจมกับอดีตอนาคต คือไปทำเจโตสมถะก็ได้มิจฉาทิฏฐิ 62 ปฏิจจสมุปบาททั้งสายต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วก็จะมีเวทนาเกิด ก็ไม่รู้จักตัณหาก็ดับตัณหาไม่ได้ แต่เมื่อไปหลับตาปฏิบัติ ทิ้งศาสนาพุทธไปทั้งหมด เพราะเมื่อทิ้งทวารนอกไปก็ไม่มีผัสสะ ก็เลยออกนอกรีตนอกทาง ศาสนาพุทธทุกวันนี้เคารพคนที่นั่งหลับตาสมาธิเก่งๆ จะไปนั่งหลับตาใสหรือนั่งหลับตามืดก็แล้วแต่ คือพวกอาภัสรากับสุภกิณหา เป็นการออกนอกรีตทั้งหมดเลย ศาสนาพุทธพระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ คือ มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาสติ สัมมาวายามะ รวมลงเป็นสัมมาสมาธิคือมรรคองค์ที่ 8 เอามาจากพระไตรปิฎกไม่ได้โมเมนะ ทุกอย่างเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน เชื่อมโยงกันและกัน สืบต่อกันไปอย่างดี อย่างเป็นเหตุเป็นผลเป็นเหตุปัจจัยทั้งนั้น ในมูลสูตร 10 เราต้องทำใจในใจ มนสิการ เป็นการปฏิบัติธรรม คือ มนสิการคือการทำใจในใจ ก็ต้องทำใจในใจให้ถูกต้องเรียกว่า โยนิโส ให้ถ่องแท้แยบคายให้ละเอียดให้ลงไปถึงที่เกิด ที่เกิดอะไร? เกิดต้นตอของกิเลส ศาสนาพุทธจึงต้องมีการทำใจในใจที่มนสิการ การไปนั่งหลับตาทำสมาธิก็เป็นการทำใจในใจชนิดหนึ่งเหมือนกัน แต่เป็นการทำใจในใจชนิดที่ ง่ายๆ ฤาษีเดียรถีย์ทำมาแต่ยุคก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าออกบวชตอนแรกก็ไปนั่งหลับตาตามเขา ไปดูสิ ใครปฏิบัติได้ดีก็เป็นอาราฬดาบส อุทกดาบส ท่านก็ลองปฏิบัติแล้วก็บอกว่าไม่ใช่ ไม่ใช่ทาง นั่งหลับตาได้ฌาน 7 ฌาน 8 นั่นแหละมันไม่ใช่ แต่ฌานของพระพุทธเจ้านั้นต่างกับของพวกเขามาก ฌาน นี่แหละ มันแปลว่าไฟ แปลว่า เพลิง แต่ฌานที่นั่งหลับตานั้นมันเย็นสงบ หยุดคิด ปรุง ไม่ทำความปรุงแต่งไม่เกิด Dynamic ไม่เกิดการเคลื่อนไหวมีแต่ตกผลึก เย็น สงบ มันคนละเรื่องกันเลยกับของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้า ฌาน นี้มีสรณะ มีการรบ การปฏิบัติอย่างมี สรณะ มีการรบ รบจนให้หมดกิเลสเลยเรียกว่าหมดการรบ เรียก อรณะ ไม่ใช่มรณะ ที่แปลว่าตายนะ อรณะ แปลว่ากิเลสตาย ไม่ต้องรบอีกแล้ว กิเลสมันดับเพราะว่า อรหะ ไม่ลึกลับแล้ว รหะ แปลว่าลึกลับ อรหะแปลว่าไม่ลึกลับ รู้แจ้งหมดแล้วฆ่ากิเลสหมดแล้วไม่ต้องรบอีกแล้ว ที่พูดไปนี้พูดตามสภาวะจริงที่มีเอามาขยายเป็นภาษาไทยๆง่ายๆให้ฟังไปเรื่อยๆ ตามความเป็นจริง อาตมาก็ไม่ได้ท่องตำราเป็นนักศึกษาที่ไหน แต่มีของเก่า อาตมาพูดยกตัวยกตน ว่าเป็นโพธิสัตว์เป็นผู้รู้มาก่อน เป็นผู้มีอุตริมนุสธรรมมาแต่เดิม ที่อาตมาจำเป็นต้องอวดอ้าง ก็เพราะว่าในยุคนี้มันไม่มีแล้ว 1. มันไม่มีสัจจะของสัทธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว 2. มันไม่มีคนรู้ 3.ไม่มีคนกล้าบอกว่าเป็นผู้รู้ รู้จริงๆ มันไม่มีใครกล้า อาสโภ ไม่มีความอาจหาญแกล้วกล้าจะยืนยันว่าเรานี่แหละคือผู้รู้จริง เหมือนพระพุทธเจ้าท่านเองอุบัติขึ้นมาท่านก็บอกว่าเรานี่แหละเป็นผู้แกล้วกล้าอาจหาญ เราเป็นพระพุทธเจ้ารู้หมด ท่านก็กล่าวความจริงแก่มนุษยชาติ อาตมาแม้จะไม่ใช่พระพุทธเจ้าก็เป็นลูกพระพุทธเจ้าก็ประกาศคล้ายกัน ไม่ถึงขั้นเดียวกันหรอก ก็บอกว่าอาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า เป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็บอกความจริงตามความเป็นจริง ไม่ได้อยากอวดอ้าง ไม่มีสาเฐยจิต อาตมาอ่านจิตเป็น อาตมาไม่มี คนก็ฟังไม่ขึ้นบอกว่าไม่หมดกิเลส ทุกวันนี้อาตมาพูดสบายว่าอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์เป็นอรหันต์ไม่มีกิเลสแล้วคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหาเพราะอาตมาไม่ได้พูดให้คนเชื่อ อาตมาพูดความจริง พูดสัจจะเท่านั้น ส่วนใครจะฟังเป็นธรรมวาที อันนี้เป็นธรรมะ เป็นสิ่งที่ถูกต้องคุณก็เอา คนฟังแล้วบอกว่าเป็นอธรรมวาทีว่าไม่ใช่ก็ไม่เอา ก็เป็นของธรรมดา มันเป็นนานาสังวาส พระพุทธเจ้าบอกว่าเมื่อเป็นนานาสังวาสแล้ว ก็จะมีการอธิบาย อุเทศต่างกัน นานาสังวาสคือ 1. ศีลไม่เสมอสมานกัน 2. การปฏิบัติไม่เสมอสมานกัน 3. การอุเทศการบรรยาย ขยายความต่างๆก็ต่างกัน นี่คือนานาสังวาส จริง พวกเราศีลไม่เสมอสมานกับพวกเขาทางโน้นเขามีศีล 227 คือวินัย 227 ทางเราก็มีวินัย 227 และศีลเราก็มีด้วย ศีล 43 การประพฤติปฏิบัติก็คนละเรื่อง อย่างเช่นการปฏิบัติสมาธิก็ต่างกัน อธิบายสมาธิก็อธิบายเป็นคนละอย่าง สมาธิอันโน้นก็บอกว่าเป็นสมาธิของพุทธ อาตมาก็บอกว่าไม่ใช่ของพุทธ อาตมานี่แหละบอกสมาธิของพุทธ สมาธิของพุทธหรือฌานของพุทธ ไม่ได้นั่งหลับตาปฏิบัติ ฌาน คือภาคปฏิบัติ สมาธิเป็นผล คืออธิจิต ปฏิบัติให้เกิดผลการกำจัดกิเลส เมื่อกำจัดกิเลสได้จิตก็สะอาดตกผลึกลง สั่งสมเป็นสมาธิ เรียกว่าจิตตั้งมั่น ส่วนฌานนั้นแปลว่าไฟ แปลว่าเพลิง เป็นพลังงานที่มันเผากิเลส มันร้อน ฌานนั้นร้อน จิต สมาธิ จึงเย็น อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่าเผาสิ่งที่ทำให้เกิดความร้อนรุ่มก็คือกิเลสออกไปแล้ว ฌานเผากิเลส ฌานไม่เย็น ฌานมันไฟ เพลิง ยังดีนะในพจนานุกรมบาลี ก็มีแปลว่าฌานคือไฟ คือเพลิง แต่เขาก็ไปแปลว่าฌานคือการเพ่ง นี่คือความผิดเพี้ยน ของสิ่งที่ตัวเองผิดไปปฏิบัติเพ่งกสิณ เพ่งดินน้ำลมไฟเป็นกสิณ 40 นั่นแหละคือ แล้วก็ทำให้จิตสงบได้ด้วยการเพ่ง ก็เป็นเรื่องผิด ศาสนาพุทธ ฌาน คือ Supra Concentration Concentration เป็นการรู้จักสมาธิ สติ ปัจจุบันของคนสามัญธรรมดา ทั้งหลายเข้าใจอย่างนี้อยู่ เป็นปกติ เป็นธรรมเนียม โลกีย์ธรรมดา คือ mundane ธรรมดา แต่ Supra mundane ของ พระพุทธเจ้าเป็น Supra Concentration เป็นการทำสมาธิอย่าง supra หรือ super เป็นการปฏิบัติและผลปฏิบัติต่างไป หากเข้าใจความต่างนี้ไม่ได้ก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาตมาก็ได้แต่สังเวชใจว่า เถรสมาคมจะยึดมั่นถือมั่นอย่างที่ผิดมาแล้วต่อไปอย่างไร อาตมาบวชมา จะเต็ม 48 ปี ใน 7 พ.ย. ปีนี้ เรื่องสมาธิเขาก็ไม่ใช่ ศีลก็ไม่ใช่ ปัญญาก็ยิ่งไม่ใช่เลย ปัญญาไม่ใช่สัญญา สัญญาเป็นเพียงความจำได้เป็นฟังความรู้เก่าของเรา ปัญญาคือธาตุรู้ที่เกิดจากการปรุงแต่ง เป็นสภาพของอภิสังขาร ปรุงแต่งให้เกิดบุญ ให้เกิดธาตุที่เป็นบุญชำระกิเลสได้ เมื่อชำระกิเลสได้จิตก็เป็นความรู้ใหม่ ผู้ปฏิบัติถูกตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า ก็จะปฏิบัติ แล้วก็รู้จักกิเลสเรียกว่า สักกายทิฏฐิ จนชัดเจนไม่มีวิจิกิจฉา แล้วก็มีหลักปฏิบัติศีลพรต แล้วปฏิบัติศีลพรต จนพ้นสีลลัพพตปรามาส ที่เป็นการปฏิบัติศีลพรตอย่างลูบคลำเล่นๆ พ้นสีลัพพตุปาทานที่เป็นการยึดติดการถือศีลเพราะยังเป็นเพียงรูปแบบ ไม่มีการปฏิบัติ ส่วนสีลพตปรามาส มีสัมมาทิฏฐิแล้ว รู้จักสักกายทิฏฐิ ว่านี่คือตัวตน ยึดตัวตน อย่างไม่มีความลังเลสงสัยพ้นวิจิกิจฉาแล้ว แล้วก็รู้วิธีปฏิบัติ แต่ไม่เอาจริงเอาจัง เอาแต่เล่นหัวลูบคลำกิเลส เหมือนตำรวจ ไปจับโจร รู้จักโจร ดีไม่ดี นั่งกินข้าวต้มกุ๊ยอยู่กับโจร ไม่จับโจรเลย เหมือนกับประเทศไทยไม่จับทักษิณ ปล่อยให้ทักษิณบินไปบินมาตรงนั้นตรงนี้ ก็รู้ทั้งนั้นว่าอยู่ตรงไหนแต่ไม่ตามไปจับ นั่นแหละเหมือนกัน เรียกว่า สีลพตปรามาส ปล่อยให้เขาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งให้น้องสาวมาเป็นนายกฯต่อไปอีก พี่ก็ออกไปสบายๆ น้องสาวก็ออกไปตะลอนๆอีก ศาลจะพิพากษาว่าผิดกฎหมายอย่างไรจะต้องจำคุกเท่านั้นเท่านี้ก็ว่ากันไป ฉันก็สบายๆ ตำรวจก็ไม่กล้าจับโจร

610513_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ มองการเมืองไทยในยุคนี้อย่างมีสุญญตา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน