สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน การระลึกได้ในภูมิโพธิสัตว์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข22 มิถุนายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

การระลึกได้ในภูมิโพธิสัตว์ 0893867xxxดังที่พุทธประวัติกล่าวพราหมณ์ปัญจจวัคคีย์รูปแรก! ยสะฆราวาสคนแรก! พระโมคคัลลาพระสาวกรูปแรก! พระสารีบุตรอัครสาวก! พระกัสสปะฯลฯ ต่างก็บรรลุอรหันต์ต่างวาระต่างกาล! ผู้น้อยคิดถูกไหม? ตอบ...ก็ใช่สิของใครของมัน 0893867xxxพ่อครูเทิดพระนาม พ่อหลวงฯเป็นพระโพธิสัตว์! เอ่ยชื่อ ไอสไตน์คานธีบรรลุอรหันต์ ทุกท่านล้วนบรรลุธรรมต่างกรรมต่างกาละ แต่จิตพระโพธิ์สัตว์ทุกรูป และจิตพ่อครูมีที่ตรงกันจุดเดียวกัน คือจิตปภัสสร จิตปริโยทาตา จิตที่บริสุทธิ์เหมือนกัน! ผู้น้อย พูดถูกไหม? ตอบ...คานธีกับไอน์สไตน์ ไม่รู้ตัวหรอกว่า ตนเองได้บรรลุอรหันต์มาก่อนแล้ว อาตมาเป็นคนพูดเอง ขออภัย แม้แต่ในหลวงที่อาตมาว่า ท่านคือพระโพธิสัตว์ ในหลวงท่านก็ไม่ทราบตนเองหรอกว่า เป็นพระโพธิสัตว์ ที่เอาคำโพธิสัตว์ ไปปักให้ คานธี ไอน์สไตน์หรือในหลวง ท่านเองไม่รู้ตัวหรอก อาตมาเองอุตริพูด ด้วยความรู้ แต่คนเข้าใจคำว่าโพธิสัตว์ไม่ได้ เท่านั้นเอง ถ้าคนเข้าใจได้ ก็จะชัดเจน ยิ่งยืนยันในพฤติกรรม ทั้งสามท่านสิ้นไปหมดแล้ว พฤติกรรมที่ผ่านมา ในอายุที่ท่านผ่านมา ก็ตรวจสอบได้ แต่มันยากตรงที่คนไม่เข้าใจ ในพฤติกรรมที่ส่อถึงจิต จิตที่เป็นอรหันต์ แล้วมาบำเพ็ญตน เป็นโพธิสัตว์คืออย่างไร ก็ขอสรุปนิดหน่อยว่า จิตโพธิสัตว์ โพธิสัตว์คือผู้ที่เป็นอรหันต์ ผ่านการเป็นอรหัตตผลมาแล้ว ผ่านอรหันต์ระดับหนึ่ง เป็นโสดาบันโพธิสัตว์ ผ่านอรหันต์ระดับสอง เป็นสกิทาคามีโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ ๙ ระดับ โสดาบันโพธิสัตว์ สกิทาคามีโพธิสัตว์ อนาคามีโพธิสัตว์ อรหันต์โพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ สัมมาสัมพุทโธคือพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นระดับอรหัตตผล ก็ถือว่าเที่ยงแท้ ในโสดาบัน 4 โสตาปันนะ อวินิปา

อ่านต่อ

ตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ ถ้าเป็นนิยตะ ถือว่าเที่ยง โสดาบันที่คุณสมบัติถึงขั้นที่สาม นิยตะ จึงชื่อว่า ผู้ที่เที่ยงแท้แล้ว ในคุณสมบัติการเป็นอาริยะ ถ้าเป็นสกิทาคามี อนาคามี ก็ยิ่งชัดเจน อนุโพธิสัตว์คือบรรลุอรหันต์แล้ว ขอตั้งจิตต่อเป็นโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้าต่อไป ผู้ที่ตั้งติดต่อ ก็จะมีความชำนาญ ความรอบรู้มากขึ้น แต่ประโยชน์ตนได้จบลงแล้ว เพราะกิเลสหมดแล้ว ส่วนประโยชน์ท่าน ท่านทำได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเป็นอรหันต์แล้ว จะไม่มีเจตนาทำบาปอะไรอีก เมื่อมีกรรมกิริยาปฏิบัติต่อไป มันก็จะยิ่งมีความชำนาญความรู้ นั่นแหละคือ คุณสมบัติของโพธิสัตว์ มีความรอบรู้ โลกวิทูมากขึ้น โลกุตระจิตก็ยิ่งดีขึ้น โลกานุกัมปา ช่วยเหลือโลกมนุษย์ได้ดีขึ้นๆ พูดไปก็เข้าใจกันได้ ก็ยิ่งดีใหญ่ ทีนี้ เถรวาท ไม่เข้าใจเรื่องโพธิสัตว์ก็คือ เมื่ออรหันต์หรือโพธิสัตว์ ตายไปแล้ว ผู้ที่ต่อพุทธภูมิ ก็เวียนมาเกิดอีก แต่อรหันต์รูปใด ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ต่อพุทธภูมิ ท่านก็เลิกจบสลายอัตภาพ ไม่มีภพภูมิอีก เพราะว่าท่านเป็นอรหันต์แล้ว มีสิทธิ์ที่จะสลายอัตภาพของท่าน ในขณะมีชีวิตไม่ตาย ท่านก็ดำเนินโพธิสัตวธรรมของท่านต่อ แม้ไม่ตั้งจิตต่อ แต่ท่านก็ทำกิจของท่าน ส่วนผู้ต่อภพภูมิ ก็เวียนมาเกิด มามีร่างกายมนุษย์อีก ก็มาต่อภพภูมิอีก เมื่อเกิดมาใหม่ คนก็จะบอกว่า เป็นอรหันต์แล้ว ทำไมต้องมามีผัวเมีย มีความโลภโกรธหลง อันนี้คนงง มันเป็นเรื่องของความเป็นจริง ของจิตวิญญาณ ท่านจะมีก็มีในระดับของ ลิงลมอมข้าวพอง แล้วแต่บารมีของแต่ละท่าน เพราะบารมีไม่แข็งแรง ก็ต้องถูกยุคนั้น เช่น อาตมาเกิดยุคนี้ สนามแม่เหล็กของโลก มันจัดจ้านมาก ท่านก็จะถูกโลกโลกีย์พาไปตาม แต่ไม่ร้ายแรงอะไรหรอก จะถูกโลกเหนี่ยวนำ มากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่เมื่อถึงวาระที่ท่านรู้สึกตัว บารมีท่านเต็มขึ้นมา ท่านก็จะรู้ตัวว่า ทำไมไปบ้าอยู่กับโลก อย่างอาตมา ก็รู้ตัวตอนอายุ 36 ปี ก็รู้แล้วก็ออกมา แต่พระพุทธเจ้าท่านบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ มาตั้งแต่ไหนๆ บำเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์ มาหลายชาติ จนมาเกิด เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านเองมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเลย มีแต่ท่านถูกลิงลมอมข้าวพอง ในช่วงที่ยังไม่ออกบวช ก็ถูกครอบงำอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะมาออกบวช ก็ยังถูกครอบงำในการปฏิบัติผิดอีก 6 ปี ตามลัทธิต่างๆ ก็ไม่ได้บรรลุอะไร จนท่านเอง ระลึกชาติได้ว่า พุทธะเป็นอย่างนี้หรือ ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านเต็มรอบแล้ว เมื่อมาเป็นพระพุทธเจ้า เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านไม่ได้บำเพ็ญเพิ่มอีก การนั่งหลับตา ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า นั่งหลับตาในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 เป็นการระลึกชาติ เตวิชโช มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ท่านระลึกพรวดเดียวก็รู้ว่า อาสวะของท่านหมดแล้ว ท่านเห็นความเกิดดับ ว่าท่านเกิดมาไม่รู้กี่ชาติ อาสวะท่านหมดมาแล้ว เพราะในขณะที่ท่านระลึกความจริง จุตูปปาตญาณ รู้ความเกิดของสัตว์นรก (กิเลส) จนถึงอรหันต์สัตว์ เป็นโพธิสัตว์ก็คือ จิตวิญญาณโอปปาติกะ ที่ได้บรรลุมาเป็นลำดับ การระลึกคือระลึกของเก่า อาสวักขยญาณ ว่าของท่านเป็นอย่างไร ท่านไม่ได้ปฏิบัติอะไร คนก็เข้าใจว่า การไปนั่งหลับตาตอนนั้น เป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุธรรม

บารมีบางด้านหมดก็ได้ แต่จิตมีความสามารถมีพลัง ให้เกิดกายกรรม วจีกรรมในโลก แล้วต่างกันตามฐานะบารมี ในหลวงท่านก็มีบารมีของท่าน อาตมาก็มีบารมีของอาตมา โพธิสัตว์องค์อื่นๆ ก็มีบารมีตามฐานะแต่ละองค์ ถ้าจะบอกว่า คานธีจะมีบารมีทางด้าน ที่เขาทำงานกับมนุษย์ มันเป็นเชิงศาสนาหรือธรรมะเห็นชัด แต่จะบอกว่า ไอน์สไตน์ เป็นโพธิสัตว์ ทำงานแล้วจะบอกว่าเป็นธรรมะ คนไม่ค่อยรู้ คนไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ค่อยรู้เรื่อง ว่าไอน์สไตน์ เป็นโพธิสัตว์อย่างไร มันไม่ค่อยเห็น แต่ไอน์สไตน์ไม่ใช่คนมีอธรรม … ตั้งใจตรวจสอบประวัติไอน์สไตน์ ไม่ใช่คนที่มีอธรรม แม้แต่ที่แกรู้สึกไม่ชอบใจ แกก็เลิกก็ไปของแก เป็นธรรมดาสามัญ เห็นว่าอันนี้ไม่ดีก็ไม่ชอบ ภาษาบัญญัติว่าไม่ชอบ แต่ภาษาธรรมะไม่มีอาฆาตพยาบาททำร้ายทำลาย อ่านประวัติไอน์สไตน์สิ ว่ามีผูกพยาบาท ไม่ชอบหรือไม่เข้าท่า แกก็เลิกของแก แกไม่เคยไปทำร้าย สิ่งที่แกไม่ชอบเลยไม่มี อย่างนี้เป็นต้น ไอน์สไตน์ไม่มีพิษภัยกับใคร มีแต่คนแกล้งแก เพราะว่าไม่เอาใจใคร อิสระเสรี ไม่ค้อมหัวให้ใครง่ายๆ เพราะคนชอบประจบ คนที่ไม่ค้อมหัวให้ใคร ใครๆก็เลยไม่ค่อยชอบ ก็เลยมีคนชัง แล้วแกไม่ประจบประแจงใครด้วย 600116_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลืมตาได้ปัญญาหลับตาได้แค่สัญญา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน