สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน โครงสร้างโพธิปักขิยธรรม 37.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.93 KB
วันที่แก้ไข25 มิถุนายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน โครงสร้างโพธิปักขิยธรรม 37 _จากคุณมิ้ง...ทูนไทพุทธ... ถ้าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีมหาปุริสลักษณะ 32 (และอนุพยัญชนะ 80) เหมือนกันหมดก็แสดงว่าไม่ว่าในยุคกาลใดก็ตาม สรีรพันธุ์ที่สมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตที่เจริญสูงสุด ก็คือปัญจสาขา ที่มีขันธ์ห้า อายตนะหกครบพร้อม อันเป็นสรีรพันธุ์เหมือนของมนุษย์ในยุคนี้เหรอครับ แปลเป็นไทยง่ายๆก็คือพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แม้ในกาลอนาคตก็จะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ในยุคเราๆนี่เหรอครับ (แม้ขนาดอาจจะไม่เท่า เช่นบางยุคที่อาจใหญ่โตกว่า) คือ ผมสงสัยว่ากลไกมูลฐานในกระแสธรรมชาตินั้น มีกลไกใดบ้างที่จะไม่แปรเปลี่ยนไปตามยุคกาลน่ะครับ เช่นตำรากล่าวว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อริยสัจจ์เหมือนกันหมด นี่แสดงว่ากลไกแห่งอริยสัจจ์นั้นเป็นมูลฐานมิแปรเปลี่ยนไม่ว่าในยุคกาลใด แล้วพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แม้จะเห็นกลไกหนึ่งอันชื่อว่าโพธิปักขิยธรรมเหมือนกัน แต่ทุกพระองค์จะบัญญัติจัดกลุ่มสิ่งสิ่งนั้น ด้วยกลุ่ม 4445578 เหมือนกันทุกพระองค์ไหมครับ นี้อาจจะแปรเปลี่ยนให้เหมาะสมตามปัจจัยแวดล้อมในยุคนั้นๆ โดยในยุคนั้นท่านอาจ "ไม่" ป่าวประกาศธรรมะด้วยโครงสร้าง 4445578 แต่จัดหมวดหมู่เป็นโครงสร้างหลักแบบอื่นแทน เป็นไปได้ไหมครับ พ่อครูว่า…4445578 คือ โพธิปักขิยธรรม 37 คือ อิทธิบาท 4 สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อาตมาย่อเหลือ 4578 โพธิปักขิยธรรม 37 คือโลกุตรธรรม สติปัฏฐาน 4 ก็เป็นโลกุตรธรรมข้อแรก แล้วก็ 7 ข้อ ทั้งหมด คือโลกุตรธรรม 7 ข้อปฏิบัติธรรมให้เกิดมรรคผลก็จะเป็นอรหันต์สมบูรณ์แบบ ไปตามลำดับ มีโลกุตระ 9 คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล อรหัตตมรรค อรหันตผล นิพพาน

อ่านต่อ

คือโลกุตระ 9 คือโครงสร้างที่ปฏิบัติให้บรรลุอริยสัจ 4 ถ้าเข้าใจเราจะไม่สับสน แล้วก็เข้าใจสภาวะในภาษาต่างๆ สติคืออะไร การพิจารณากายคืออะไร เวทนาคืออะไร จิตคืออะไร ธรรมคืออะไร ไม่มีอะไรมากกว่านี้ที่จะให้ศึกษา เจาะที่เวทนาเป็นกรรมฐาน เวทนา 108 แยกตรงหัวใจของศาสนาคือ มโนปวิจาร 18 คือ เคหสิตะ 18 เราก็ทำให้เป็นเนกขัมมสิตเวทนา 18 จนบรรลุ ฐานนิพพานคืออุเบกขา เนกขัมสิตอุเบกขา ปฏิบัติให้ได้เนกขัมสิตอุเบกขาเรื่อยๆ ด้วยการปฏิบัติฌาน ให้เกิดการเผาการชำระกิเลส กิเลสคือไฟราคะโทสะโมหะ ถูกไฟฌาน เผา ทำลายไปเรื่อยๆ ก็สะอาด กิเลสหมดไปจิตใจก็ตกตะกอนตกผลึกที่สะอาดขึ้นเป็นสมาธิ สมาธิคือจิตที่ตั้งมั่นจิตที่ทำให้สะอาดแล้วก็สั่งสมตกผลึก จนแข็งแรงตั้งมั่นจนเป็นกอบเป็นกอง รวมกันเข้าเป็นสมาธิ สมาธิเกิดได้จากการปฏิบัติ ฌาน เกิดได้จากการปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 หรือมรรค 7องค์ มีชีวิตในขณะปกติธรรมดาทำอาชีพอยู่ ทำกรรมกิริยาอยู่ พูดอยู่ คิดอยู่ ก็มีสัมมัปปธาน 4 สังวรปธาน สัมผัสทวารทั้ง 6 ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ให้เกิดการชำระกิเลส ปหานปธาน จนเกิดผลเรียกภาวนาปธาน แล้วรักษาผลเรียกอนุรักขนาปธาน ด้วยอิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา โดยภาคปฏิบัติคือประหารกิเลสไป โดยโพชฌงค์ 7 สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยะสัมโพชฌงค์ จิตที่จะมีปัญญารู้ทันทุกสัมผัสอิริยาบท แยกแยะ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เกิดปีติ สั่งสมเป็น อินทรีย์ 5 พละ 5 เกิดผลเป็นปัสสัทธิที่ไม่ใช่หยุดนิ่งแข็ง สะกดจิตให้นิ่งดับลงไม่ใช่ กิเลสมันหยุดบทบาท แต่จิตใจยิ่งคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียวเป็นมุทุภูตธาตุ จิตรู้เร็วมีปฏิภาณรู้เร็วๆเปลี่ยนแปลงได้เร็วไวยิ่งขึ้น แก้ไขให้หมดกิเลสไปได้เร็วยิ่งขึ้นทั้งเจโตและปัญญา จิตก็สะอาด ปริสุทธา ปริโยทาตา เกิดมุทุภูตธาตุ องค์ธรรมของอุเบกขา 5 จิตก็ผ่องใส ปภัสสรา นี่คือสภาวธรรมที่อาตมาเข้าใจมีภูมิปัญญาของตน เมื่อสัมผัสสูตรของพระพุทธเจ้า บัญญัติของพระพุทธเจ้า ก็มาอธิบายให้ฟังอย่างนี้ได้ แต่ไม่มีปัญหาอะไรแล้วก็มั่นใจว่าพูดถูกอธิบายถูก มานานจนป่านนี้แล้ว 47- 48 ปีมาแล้ว นี่คืออาตมาต้องทำหน้าที่สืบทอดธรรมะ พระพุทธเจ้า ทำด้วยความอุตสาหะวิริยะ ยากจริงๆ เพราะคนไม่ค่อยศรัทธาเลื่อมใสไม่เข้าใจ และที่นี่ไม่บำเรอกิเลสด้วย มาขัดเกลากิเลสก็เลยคนมาน้อย ก็ไม่เป็นไร งานอโศกรำลึกปีนี้ไม่น้อยเหมือนกัน 610605_พิธีน้อมกตัญญูบูชาพ่อครู งานอโศกรำลึก ปี 2561

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน