สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ประกาศโพธิสัตว์ผู้มากอบกู้ศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ประกาศโพธิสัตว์ผู้มากอบกู้ศาสนาพุทธ พ่อครูว่า...มีคุณสุดสายธรรม เขียนโคลงกระทู้ เป็นไทยและเป็นภาษาอังกฤษมา
พ่อ เป็นยอดครูยิ่ง กว่าครู ท่าน คือผู้มากู้ พุทธแท้ โพธิ มอบยอดความรู้ สอนศิษย์ รักษ์ สาระธรรมแก้ กลับฟื้น คืนจริง Father 's over the best teacher. Who must be manager real Bhudda. Bho's knowledge offer to disciple. Savaging Dhamma to real life.
พ่อ มีภาระยิ่ง ล้นมือ ท่าน เพียรสอนและสื่อ ไม่ล้า โพธิ สัตว์ขั้นเจ็ดคือ ลำบาก นักแล รักษ์ บุญพ่อให้ฆ่า กิเลสตน Father has much more working. Teaching and teaching not tired. seventh Bhothisatava must being difficulty. Father ask we get out all the lust.
พ่อ มาในกึ่งพุทธ กาลนี้ ท่าน กอบกู้จนมี ทัพกล้า โพธิ ภูมิก่อนกลี ยุคเกิด รักษ์ พ่อจักกู้หล้า รื้อช่วย ผองชน Coming in half time of Bhudda. Creat to have Dhamma army. Father time 's still far before up- heaval. Father try to help many many men.
พ่อ มาเกิดทันที่ ยุคเข็ญ ท่าน มาเพียรบำเพ็ญ ภูมิพุทธ โพธิ พาศิษย์มาเป็น อาริยะ ชนนา รักษ์ จะรักษ์พ่อสุด จะสืบสาน Father's just begotten in trouble time. Practicing some be prime for upper. To bring us to calm down bad thinking. We protect father and inherit.
เนื่องในโอกาสวันเกิดของพ่อท่าน 5 มิถุนายน 2561 วันสิ่งแวดล้อมโลก กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูว่า...อ่านจบได้อย่างทุลักทุเล คนไม่เก่งก็เป็นอย่างนี้ คนเก่งก็คล่อง smooth ดี
ก็มาเข้าสู่สาระ อโศกรำลึกปีนี้ อาตมาก็ไม่ค่อยได้เข้าร่วมเท่าไหร่ ปลีกตัวให้พวกเร
อ่านต่อ
าได้รับผิดชอบ ให้พวกเราได้ดำเนิน ก็มีสมณะสิกขมาตุและฆราวาสพวกเราที่เป็นตัวจัด ช่วยกันทำให้งานที่มันเคยเป็นเคยมีเป็นไป ก็ดูไปด้วยดี ก็ฝากฝัง อาตมาก็จะวางมือปล่อยวาง งานที่เป็นภารกิจเป็นจารีตประเพณีก็ตาม หรือเป็นงานภารกิจที่จะทำ อาตมาก็จะวางมือ จะรับผิดชอบในเรื่องของการสอนธรรมะ เป็นหลัก นอกนั้นก็จะทำตามที่อาตมาเห็นว่าควรจะดูอันนี้ แลอันนี้ จัดการอันนี้ทำตามประสาที่ควรทำ เช่น ดูแลเสนาสนะที่นั้นที่นี่บ้าง มีที่นี่เป็นหลัก สันติอโศกก็ไม่ค่อยได้ไป ทำงานมาสี่สิบกว่าปีก็มีเสนาสนะสัปปายะ มีอาหารสัปปายะ มีเครื่องกินเครื่องใช้มีอุปกรณ์การใช้และก็มีธรรมะ มีสถานที่ เป็นชุมชน ชาวอโศกมีชุมชนสถานที่ เป็นที่ที่คนเข้าไปอาศัยฝึกฝนมีชีวิตดำเนินชีวิตอยู่ได้ ซึ่งก็เป็นงานที่อาตมาเกิดมาในชีวิตนี้ได้สร้างขึ้น มันเป็นภาวะซับซ้อนอยู่ในประเทศ ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ อย่างพระรูปอื่นๆ เขาก็สร้างสถานที่มีกลุ่มคน มีเครื่องอาศัย มีธรรมะ อย่างธรรมกายก็สร้าง มีชุมชนหมู่กลุ่มทั่วโลก เขาทำได้กว้างขวางทั่วประเทศทั่วโลกมีสาขามาก อาตมาทำได้ไม่มากสาขาเท่าไหร่ แต่อาตมาเอาคุณภาพมากกว่าปริมาณ จะเกิดสาขามากเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น เราเน้นคุณภาพที่เป็นชุมชนหมู่บ้านของชาวอโศก ของเรามีไม่มากแต่ก็ไม่น้อย จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ อาตมาก็มีหน้าที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งเกิดมาในชาติหนึ่ง อาตมาก็ได้พาสร้าง แทนที่จะทำอาณาจักรของเรา เกิดมาเราก็มีที่ดิน แล้วก็สร้างสรร อย่างพวกคนรวยเขาก็สร้างของเขา มีอาณาจักรจะให้คนมาอยู่หรือไม่ก็แล้วแต่เขา แต่อาตมาทำ ไม่ได้เพื่อค้าขายเพื่อหาเงิน แต่ทำเหมือนกันมีพฤติกรรมเหมือนกัน แต่สาระเนื้อหา ทฤษฎีวิธีการ ซ้อนลึกเข้าไป ใครจะทำอย่างเข้าหลักเกณฑ์โลกุตรธรรมพุทธธรรม มีองค์ประกอบสามารถ คนเข้ามาในที่นี้แล้วก็ได้อบรมฝึกฝนประพฤติปฏิบัติเรียนรู้นำพาให้เกิด มีคุณธรรมเป็นโลกุตระได้ยิ่งกว่านั้น อย่างอาตมากับธรรมกายพาทำ อโศกกับธรรมกายพาทำคนละขั้วหนึ่ง ข้างหนึ่งดับสวรรค์กับนรก อีกข้างหนึ่งหลงสวรรค์ เขายิ่งมีสวรรค์มากเท่าไหร่เขายิ่งมีนรกมากเท่านั้น เขามีสวรรค์สูงมากเท่าไหร่นรกก็ยิ่งลึกลงไปเท่านั้น ซึ่งเป็นความไม่รู้ เป็นอวิชชา ก็เลยพาคนไปด้วยหลงว่าสวรรค์นี่คือสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น แล้วเขาก็เอาสวรรค์มาเป็นสินค้า หลอกคนขายให้คน ให้คนมาทั้งซื้อและเช่า ทั้งเซ้ง ทั้งใช้เล่ห์เหลี่ยม ต้องการเงิน บางทีก็ผ่องถ่ายหมุนเวียน ซับซ้อนอย่างทุนนิยมที่ทำเศรษฐกิจขายธรรมะปั้นสวรรค์ขาย ซึ่งเป็นนรกที่ซับซ้อนมากมายเลย นี่คืออาตมาเอามาฉีกชี้เปิดเผย เอามาอธิบายให้คนได้ฟังว่า ความโง่ของคน ความฉลาดเฉโกของธัมมชโย ร้ายกาจมากเหลือเกิน ที่ยกตัวอย่างนี้ก็ต้องขออภัยที่เป็นตัวอย่างจริงในโลกในสังคมมนุษยชาติที่มีตัวอย่างเปรียบเทียบ ฟังแล้วเข้าใจได้มากได้เยอะถ้ามีข้อเปรียบเทียบที่จริง ก็เลยขออาศัยเอามาประกอบการอธิบายขยายความธรรมะ เพราะฉะนั้นคนเรานี้เขาไม่รู้ อย่างธัมมชโยเขาไม่รู้เขาโง่สุดๆ ขออธิบายที่ต้องพูดชัดชัดตรงๆ ขออธิบายสัจธรรม เขาโง่จริงๆและทำบาปจริงๆ อาตมาก็เอามาอธิบาย อาตมานี้สงสารเขา เขาไม่น่ามาใช้ชีวิตแบบนี้ มาสร้างวิบากบาปแก่ตัวเอง จริงนะ อาตมารู้สึกอย่างนั้นจริงๆไม่ได้ไปรังเกียจรังงอนและสงสารเขาด้วย แต่คนเข้าใจไม่ได้ หาว่าอาตมาพูดนี้กลบเกลื่อนพูดเอาดี แต่จริงๆแล้วจะมาพูดจริง พูดด้วยความจริงใจ แต่คนเขาก็เชื่อยาก โดยเฉพาะพวกที่ถูกว่าถูกด่า เขาจะไม่เชื่อเลยว่าอาตมาพูดโดยใจจริง ก็ไม่เป็นไรหรอกอาตมามีสิทธิ์พูดความจริง จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ อาตมาก็มีเจตนาดี บอกไปว่าอย่างนี้ดีนะอย่างนี้ไม่ดีนะก็บอก หากไม่ดีมากก็ถล่มมากถล่มหนัก สิ่งที่ดีก็พยายามยกย่องยกยอ แล้วอาตมาก็พูดจนหมดแล้ว ที่จะให้ยกย่องที่ให้ดีนี้มีได้น้อย แล้วสิ่งที่ดีก็ดันมีที่เรา ก็เลยต้องยกตัวเองมันก็เลยยากที่จะยกตัวเอง ก็เลยมีให้พูดไม่ดีเยอะ พูดไปก็ยิ่งชัดและง่ายเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น แม้แต่มหาเถรสมาคมก็หาความดีมายกขึ้นยาก พูดไปก็มีแต่แย่ พูดอย่างซับซ้อนเลยนะ เถรสมาคมนี้โง่กว่าธัมมชโยอีก ฉลาดเฉโก สู้ธัมมชโยไม่ได้ ธัมมชโยนี้ฉลาดเฉโกได้ยิ่งกว่า ธัมมชโย มหาเถรสมาคมนี้โง่กว่าธัมมชโยจึงถูกธัมมชโยครอบงำ ร้อยจมูกกันเลย ร้อยจมูกพวกที่เป็นพระอยู่ในมหาเถรสมาคม แม้จะมียศศักดิ์ใหญ่กว่าก็จะถูกธัมมชโยคุมอำนาจ มีอิทธิพลเหนือกว่าได้เลย จนกระทั่งขนาดจะได้ยศศักดิ์ ว่าที่สังฆราชต้องเอาพัดยศมาให้ ที่ธัมมชโยอยู่ แน่มาก เป็นขนาดนี้ ตั้งแต่เกิดศาสนาพุทธมาไม่มีใครทำได้ แน่มากเก่งชิบหาย ต้องชมเขา เขาฉิบหายจริงๆ นรกหมกไหม้สาหัส นี่คือ สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ตีลังกากลับ ยิ่งนึกว่าสูงด้วยความหลงผิด ยิ่งต่ำ อธิบายสัจธรรมผู้ยกตัวอย่าง เป็นพฤติกรรมจริงของมนุษย์ อันมีตัวอย่างที่ไม่น่าเอาอย่างมาประกาศมาบอกให้รู้ จะได้เข้าใจชัดเจนเข้าใจง่าย อย่างนี้ควรห่างไกล ตามโคลงโลกนิติว่า ควรห่างคนพาล อาตมาทำมานี้ประสพผลสำเร็จแล้ว อย่างหมู่บ้านราชธานีอโศกนี้เป็นต้น ก็ทำให้มีคุณภาพดีก็แล้วกัน เป็นหมู่บ้านที่คนจะได้มาอาศัยฝึกฝนสร้างตัวเอง ใช้ชีวิตตัวเองไปจนกว่าจะตาย ให้มีประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ประโยชน์ตนคือเราพัฒนาตนเองเป็นอาริยะสูงสุด แล้วก็ร่วมไม้ร่วมมือทั้งการยังชีพก็เป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ พาเป็นไป ชีวิตทุกวินาทีเราก็มีกายวาจาใจเท่าที่เรามีภูมิธรรมเท่าที่จะมีกรรมกริยาต่างๆ ทุกอิริยาบถ มีประโยชน์คุณค่าทั้งทางธรรมะและทั้งเรื่องของโลก ไปด้วยกันสอดคล้องไม่ไปทำลายโลก แล้วก็มีธรรมะอันประเสริฐ พฤติกรรมคนทำได้เท่านี้แล้วก็จบแล้วชีวิต อาตมา ทำงานศาสนาที่จะพาให้คนมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมประพฤติจริงๆเท่าที่ทำได้ นี่ก็พากันให้มีกรรมกริยาต่างๆ เป็นคนที่มีกรรมกริยาที่ดี ทุกเวลาทุกวินาที มากที่สุดเท่าที่จะดีเท่าที่เราจะทำได้ อาตมาก็ว่าได้พากันทำ อาตมาทำอย่างนี้ก็ช่วยประเทศ ช่วยโลก ช่วยทำให้คนดีขึ้นมา มีความดีประเสริฐ เราเป็นชาวพุทธเราก็ทำได้ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า ไปให้สุดสูงสุดเป็นโพธิสัตว์ สูงสุดเป็นอรหันต์ จากอรหันต์สูงขึ้นไปก็เป็นส่วนตัว บำเพ็ญเป็นส่วนตัวขึ้นไป โพธิสัตว์ คืออะไร ต่างจากอรหันต์อย่างไร ในเมืองไทยเป็นเถรวาทเข้าใจโพธิสัตว์ไม่ได้ เข้าใจอรหันต์ก็ยังไม่รอด ก็เลยสะเปะสะปะ เอาอรหันต์ก่อน โพธิสัตว์คือผู้ที่ทำอรหันต์ได้แล้วต่อยอดอรหันต์ไปอีกตั้งแต่พระโสดาบัน โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า)ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นอรหันต์คืออะไร อรหันต์คือ อรหัตตผล ตั้งแต่ศีล 1 ข้อ เช่น ศีลข้อ 1 ศีลข้อ 2 ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของ เรามีชีวิตเกี่ยวข้องกับความเป็นสัตว์ตั้งแต่สัตว์เล็กจนกระทั่งเป็นสัตว์มนุษย์ เกี่ยวข้องกับสัตว์เราก็ต้องเรียนรู้ อย่างศีลข้อ 1 พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดเจน ละขาดจากการฆ่าสัตว์เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา คือสิ่งประกอบนอก มีความละอาย เป็นภายใน มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ นี่คือศีลข้อ 1 ที่เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้า เรามีพฤติกรรมไม่ฆ่าสัตว์ ตั้งแต่สัตว์ มันจะมาทำร้ายเรา เราก็ไม่ฆ่า จนกว่าบางทีมันจวนแจ มันสุดวิสัยแล้ว ถ้าสัตว์นี้ มันกัดเราทำร้ายเราจนตาย เราก็ต้องรักษาชีวิตป้องกันอย่างแรงจนกระทั่งกระทบมันตาย เราก็พยายามอยู่แล้วว่าเราจะไม่ไปพยายามฆ่า ถ้าสุดวิสัยแน่นอน พวกเราก็ต้องรักษาชีวิต รักชีวิตตัวเองยิ่งกว่า สัตว์อื่นจะมาทำร้ายเราไม่ว่าคนหรือสัตว์ที่ไม่รู้เรื่องจะมาทำร้ายเรา เราก็ป้องกันตัว ดีไม่ดีเราป้องกันตัวจนกระทั่งทำให้สัตว์ที่มาทำร้ายเราตาย มันก็สุดวิสัย แต่ถ้าระมัดระวังอย่างที่กล่าวนี้ได้ ต่างคนก็ต่างอยู่ แม้แต่สัตว์ที่จะมาทำร้ายเรา เราก็รู้จักเลี่ยงหลบ สรุปแล้ว เราก็เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ได้สำเร็จ คุณก็ปฏิบัติอรหัตผล แต่ยังเป็นขนาดที่อาตมาอธิบายไป ละการฆ่าสัตว์เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางเครื่องมือที่จะทำร้ายวางอาวุธวางศาสตรา ศาสตราคืออาวุธที่อย่างวัตถุ และความรู้ เป็นอาวุธ ความรู้ก็ฆ่า ฆ่าได้ มีคนจดโคลงโลกนิติมาให้.. หลีกเกวียนให้หลีกห้า ศอกหมาย ม้าหลีกสิบศอกกราย อย่าใกล้ ช้างยี่สิบศอกคลาย คลาคลาด เห็นทุรชนหลีกให้ ห่างพ้นลับตา วางศาสตรา วางอาวุธ แม้ความรู้ อะไรควรติก็ติ อะไรควรชมก็ชม ก็เป็นการให้ความรู้ การด่าหรือชมก็เป็นการให้ความรู้ เขาด่าเราถูกก็ดีแล้ว เขาก็ให้ความรู้เรา ก็ต้องขอบคุณ แต่คนที่ถูกติไม่ได้ รักตัวรักตนมาก ใครแตะต้องไม่ได้อย่างนี้ก็ตัวใครตัวมันนะ เป็นคนวางศาสตรา อย่างอาตมานี้วางศาสตราอาตมาไม่ใช่ตัวร้ายนะที่ด่าเก่ง เขาก็ว่าอาตมาก็ไม่มีปัญหา มีความละอาย จะฆ่าสัตว์ก็มีความละอาย แม้สัตว์เล็กสัตว์น้อย ละอายจะไปฆ่าเขา แล้วมีน้ำหน้าจะไปกินเนื้อสัตว์ หากรู้สึกว่าไม่ฆ่า ไม่ทำให้สัตว์ตายแล้วคุณยังจะไปกินเนื้อเขา แล้วคุณก็กินเนื้อสัตว์ตายหรือสัตว์เป็น บางคนกินเนื้อสัตว์เป็นด้วยอย่างพวกกินปลาหมึก มันยุ่มย่ามแล้วเอามาใส่ปากเฉยเลย เขาเอามาโชว์ทางโทรทัศน์ด้วย ไม่มีความเอ็นดูไม่มีความละอาย นี่คือลักษณะจิตของคนที่ไม่รู้สึกรู้สา ไม่รู้ชีวิตใครคือชีวิตใคร ถ้าเผื่อว่าสมมุติว่าคุณเป็นคน แล้วคุณเป็นปลาหมึกแล้วปลาหมึกเป็นคุณ แล้วปลาหมึกกำลังจับคุณมากิน คำสอนพระพุทธเจ้าทุกคำสอนทุกพระสูตรทุกบทเป็นลำดับที่ประเสริฐที่สุด เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมที่ไม่เป็นลำดับมันไม่บรรลุธรรมง่าย อย่างชาวอโศกเรา ปฏิบัติธรรม อาตมาก็พาทำเป็นลำดับ ถ้าเรารู้จักเริ่มต้นตั้งแต่ศีล 1 ข้อ แล้วจะปฏิบัติอย่างไร ปัญญาคือธาตุรู้ที่คุณจะต้องมีร่วมกับศีล ร่วมกันทำให้เกิดจิตทำให้จิตเจริญขึ้น คุณก็จะต้องใช้ปัญญาประกอบกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ปรุงแต่งทำให้มันเกิดกรรมกิริยา ที่จะไปสังเคราะห์สังขาร จิตของเรา สังเคราะห์กายวาจา โดยเฉพาะสังเคราะห์ที่จิต ให้จิตรู้จักกิเลสแล้วสร้างพลังงานบุญ เป็นคุณสมบัติทำให้เกิดบุญ เป็นปุญญาภิสังขาร มันสังขารทำลายกิเลสได้ เป็นเครื่องมือทำลายกิเลสได้ นี่เป็นจุดสำคัญของการปฏิบัติศีล ศีลจะทำให้จิตของเราสะอาดจากกิเลสได้ นี่คือศาสนาพุทธ คนทุกวันนี้ปฏิบัติจะให้ลดกิเลสไม่ได้เกี่ยวกับศีลเลย ไปนั่งสะกดจิต ศีลข้อที่ 1 เป็นอย่างไรสัมผัสกับสัตว์ สัมผัสกับข้าวของ ในศีลข้อที่สองก็ไม่รู้เรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในศีลข้อที่ 3 สัมผัสกับสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วเกิดกิเลส เกิดราคะ โทสะอย่างไรก็ยิ่งยาก แค่ศีลข้อ 1 2 เขาก็ไม่ได้เริ่มต้นเรียนรู้เข้าใจความหมายและประพฤติธรรม พระพุทธธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ใช่นั่งหลับตาสะกดจิต พูดแล้วพูดอีกพูดไปเถิด ปากก็จะยาวถึงอเมริกาแล้ว เขาก็ฟังอย่างไขหูไม่เข้าหู ไม่เชื่อน้ำมนต์ไม่เชื่อน้ำยาของโพธิรักษ์หรอก เขาก็นั่งหลับตาสะกดจิต ออกอากาศมาผ่านนั่งทำหลับตา อธิบายหลับตากันเป็นคุ้งเป็นแคว เสียน้ำลายเสียเวลาน้ำหมากหยดย้อย เห็นแล้วก็โอโห จะหลับไปถึงไหน จะตื่นมาดูสัจธรรมพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา คนนั่งหลับตาออกไปสู่ป่า ซึ่งมันผิดทางหมดเลย ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปรินิพพานท่านก็มีความรู้อย่างนี้ แต่ว่าพระพุทธเจ้ามีบารมีสูงท่านก็ได้เยอะ โพธิรักษ์พูดไปเถอะเขาก็หลงอาจารย์นอกรีตมิจฉาทิฏฐิอยู่อย่างนั้น อาตมาก็แก้ไม่ได้ แก้ได้แต่ผู้ที่แสวงหาและไม่ยึดติดเกินไป ไม่ดูถูกดูแคลนอาตมา อาตมามาแก้กลับสิ่งที่มันผิดของศาสนาพุทธ พูดไปนี้ไม่ได้ท้อใจแต่เหนื่อย ยากที่เขาจะฟังเข้าใจ ผู้ที่มาแล้วเข้าใจแล้วพากเพียรเอาเถิด การศึกษาของพระพุทธเจ้ามีศีล สมาธิ ปัญญาเท่านั้น ไม่มีไปนั่งหลับตาไปเดินจงกรมอะไรให้วุ่นวาย มันเป็นเรื่องที่ไปติดยึดมาเรียกว่าเป็นการพักผ่อน คุณจะนั่งพักสงบจิตคุณจะนั่งหลับตาหรือพักไปคุณก็นั่งไป นั่งหลับตาสะกดจิตมีประโยชน์ 1. ได้พักผ่อนจิต 2. ได้ศึกษาการติดภายในภวังค์ ศึกษานิวรณ์ อาการละเอียดไป 3. นั่งเตวิชโช สรุปผลตรวจสอบวินาทีที่แล้ววันที่แล้วเราได้ผ่านกิริยาวาจาทำอะไรไป หรือว่าเราเผลอปล่อยให้เกิดกิเลส ทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเป็นอกุศลไปแล้ว เราก็ตรวจสอบ หรือว่าจะนั่งเจโตสมาธิได้พลังจิต แล้วเอาพลังจิตไปเล่นฤทธิ์เดช เดรัจฉานวิชาก็แล้วแต่ใคร นั่งหลับตาทำให้จิตเกิดพลังงานแล้วก็เกิดประโยชน์ ถ้าเราคิดว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์ ที่จะไปทำแบบนอกรีตพระพุทธเจ้า นั่งแบบมีพลังไปเล่นอิทธิฤทธิ์อิทธิเดช อาเทสนาปาฏิหาริย์ เราไม่ทำแล้วก็ดี ก็นั่งใช้ทำการเตวิชโชตามเวลาที่ควรจะใช้ นั่งพักผ่อนหรือนั่งศึกษาก็ทำ ทุกวันนี้ลืมตาปฏิบัติธรรมและปฏิบัติสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ก็มีความครบอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลาหาสถานที่ไปหยุดงานการกิริยา ไปนั่งหลับตาสะกดจิตไม่ต้องเสียเวลาแรงงานไปทำ ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้านั้นปฏิบัติสมาธิในขณะนี้ สมาธิก็เข้าใจไม่ได้ ศีลก็เข้าใจไม่ได้ แล้วจะไปเข้าใจศีล สมาธิ ปัญญาได้อย่างไร กายก็เข้าใจไม่ได้ กายคือจิต มโน วิญญาณ อาตมาก็ได้อธิบายไปหมดแล้ว เท่าที่เขารู้กันมาเพี้ยนผิดไปเยอะแล้ว อาตมาก็แก้กลับ อธิบายตลอดเวลาอ้างอิงดี ที่ดีที่สุด คือในพระไตรปิฎก (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ทำมานั้นได้มวลปริมาณก็แค่นี้ คนที่แอบฟังเป็นพระสารีบุตรนั่งอยู่ตีนเขาสิเนรุ มันเป็นบุคลาธิษฐาน คนไม่เข้าใจก็หาว่าพระพุทธเจ้าหายตัวไปพบพระมารดาอยู่ที่ดาวดึงส์ ก็สมมุติกันไปเป็นตัวตนบุคคลเราเขา เป็นพระสารีบุตรนั่งฟังแอบฟัง เป็นนัยยะแฝง พวกคุณนี่แหละพระสารีบุตร คุณอาจนั่งฟังต่อหน้า แต่จิตคุณเหมือนแอบฟัง กำลังใส่ใจตั้งใจฟังเหมือนพระสารีบุตรอยู่ที่ตีนเขาสิเนรุ ภูเขาสิเนรุหมายถึงภูเขาที่สูงที่สุด อยู่ที่ไหนไม่รู้ล่ะ สมัยนี้เป็นความภูเขาหิมาลัย ที่เป็นของจริงสูงที่สุดในโลก ฟัง คำสอน ที่บรรยาย พระพุทธเจ้าบรรยายหรืออาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายความก็คือคำสอนพระพุทธเจ้า สอนให้เกิดแม่ แม่คือคนทุกคน ภิกษุทุกรูปที่ฟังพระพุทธเจ้าสอนอยู่ พระพุทธเจ้าท่านสอนภิกษุทุกรูป ภิกษุทุกรูปคือแม่ ผู้ที่จะไปคลอดลูก ไปเกิดลูกคือ สังฆะคือสงฆ์ ภิกษุที่รับธรรมะพระพุทธเจ้าสืบทอดต่อไป นั่นแหละ คือแม่ ที่จะออกลูกๆๆต่อไปสืบสาย เป็น Generation สืบเชื้อสายสืบตระกูลสืบสายพันธุ์ไป เป็นเผ่าพันธุ์พุทธ สืบทายาท ไปเรื่อยๆ ถ้าเผื่อว่าเข้าใจธรรมะ ที่ไปใช้ภาษา คนที่ใส่ใจธรรมะก็คือพระสารีบุตร อย่างเช่นอาตมาเทศน์อยู่ที่นี่ ที่บ้านฟังธรรมะเขาจะเปิดจอฟังเขาก็เป็นสารีบุตรที่นั่งอยู่ที่ตีนเขาสิเนรุ ฟัง ขออภัย อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่เอาคำสอนพระพุทธเจ้าเทศน์ให้ฟัง ให้ภิกษุ ภิกษุทุกคนคือแม่ พระสารีบุตรคือแม่เลี้ยง พระโมคคัลลานะเป็นแม่นม ภิกษุทั้งหลายเป็นแม่ที่จะขยายเชื้อพันธุ์ออกลูกที่เป็นพุทธบุตรสืบเชื้อสายไปเรื่อยๆ ธรรมะหมายถึงอย่างนี้ ไม่ต้องไปติดอยู่ในตัวตนบุคคลเราเขา การสืบทอดคำนี้ อาตมาบอกว่าเป็นสารีบุตร เขาก็หาว่าอาตมาเป็นพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิด เป็นตัวตนบุคคลเราเขา ใครบอกว่าอาตมาเป็นพระสารีบุตร ก็เป็นการดูถูก ถ้าหากอาตมาเป็นพระสารีบุตร มาเกิด ก็ต้องบำเพ็ญมาอีกหลายชาติแล้ว อาตมาไม่ใช่สารีบุตรตรงโน้น สารีบุตรนั้นเก่าแล้ว อาตมานี้มันพัฒนาไกลจากสารีบุตรเยอะ ใครบอกว่า อาตมาเป็นพระสารีบุตรนั้นเป็นการดูถูกอาตมา อาตมาจะเป็นพระสารีบุตรหรือไม่ก็ไม่มีปัญหา ข้อสำคัญคือว่าอาตมาอธิบายธรรมะพระพุทธเจ้าเข้าเนื้อหาสาระแท้ของพระพุทธเจ้าไหม ทุกคนก็มาศรัทธาเลื่อมใสก็บอกว่าใช่ คนเขาก็บอกว่าไม่เห็นเหมือนที่เขาศึกษามาเลย เขาศึกษากันจบด็อกเตอร์เลยนะ โพธิรักษ์พูดเป็นคนละเรื่องกับเขาเลย เช่นคำว่าโพธิสัตว์นี้คนละเรื่องเลย โพธิสัตว์ของเขาของศาสนาพุทธในเมืองไทย เข้าใจว่าโพธิสัตว์นี่คือปุถุชน เป็นอาริยะชนไม่ได้ เพราะถ้าขืนเป็นอาริยชนแล้วอย่างต่ำก็เป็นพระโสดาบัน เขาก็เข้าใจตื้นๆว่าโสดาบันจะต้องเกิดอีก 7 ชาติ จากท้องพ่อท้องแม่เป็นคนนี้ชื่อนี้ จากท้องพ่อท้องแม่ 7 คน 7 ชาติ สูงสุดได้แค่นั้น ชาติที่ 7 เขาต้องเป็นอรหันต์ อย่างช้าที่สุด เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว เวลาร่างกายตายลง อรหันต์ตายแล้วจะต้องสูญ ต่อภพต่อชาติอีกไม่ได้ โพธิสัตว์ก็เลยสั้นจู๋อยู่แค่นั้น ถ้าเป็นโพธิสัตว์เกิดอีก 7 ชาติก็ต้องตายสูญ ในศาสนาพุทธจะสืบทอดกันอย่างไร ตายแล้วต่อเป็นโพธิสัตว์เป็นพระพุทธเจ้าไปอีกได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจะเป็นพระอาริยะไม่ได้เพราะเข้ากระแสแล้วอีกแค่เจ็ดชาติจะต้องตายสูญ หมดสิทธิ์เป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเป็นพระโพธิสัตว์หมดสิทธิ์เป็นพระอาริยะ นี่คือความเข้าใจผิดของเถรวาท น่าสงสารจริงๆเลย บอกว่าเป็นพระอาริยะ เป็นพระโสดาบันไปตามลำดับ พระพุทธเจ้าบอกว่าปฏิบัติเป็นลำดับมหัศจรรย์งดงามและสัดส่วนไปตามลำดับดีที่สุด ในปหาราทสูตร เพราะฉะนั้นจึง ขาดแหว่งไปเรื่อย โพธิสัตว์เป็นอาริยะก็ไม่ได้ ต้องเป็นปุถุชน ศาสนาพุทธในเมืองไทยจึงไม่เคารพโพธิสัตว์ ไม่นับถือโพธิสัตว์ ก็เลยน่าสงสาร เพราะว่าโพธิสัตว์เขาบอกว่าไม่ใช่อาริยบุคคล เขาจะเอาแต่อรหันต์ เขาไม่เอาโพธิสัตว์ มันก็ดีที่อรหันต์ แต่ถ้าคุณเข้าใจว่าอรหันต์นี่แหละ โพธิสัตว์คือยอดรู้ของอรหันต์ รู้จักอรหันต์เป็นลำดับตั้งแต่โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า)ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาเป็นคนพูดเองเรื่อง 9 โพธิสัตว์ เป็นคนเรียงลำดับและอธิบายความหมายให้รู้ อาตมาไม่ได้บัญญัติภาษาใหม่ อาตมาพูดแบบแข็งๆกระด้าง เปรี้ยงๆตรงๆ เหมือนขวานจักตอก ใครจะยอมรับหรือติก็แล้วแต่ อาตมามาประกาศตนว่าอาตมามาสืบสานศาสนา คนทุกวันนี้เข้าใจแล้วเชื่อเพิ่มขึ้น เพราะอาตมาพิสูจน์ความจริงที่ว่า ถ้าให้คนมาปฏิบัติธรรมรู้จักศีล สมาธิ ปัญญา รู้จักวิมุต แล้วก็พามาปฏิบัติ จนกระทั่งเกิดปรากฏการณ์จริง คนปฏิบัติได้จริง มีตัวตนบุคคลจนกระทั่งเกิดสถานที่ นี่แดนศรีอาริย์ นี่แผ่นดินพุทธ นี่ชมพูทวีป เป็นแดนแห่งคนมีคุณธรรม ศีล สมาธิปัญญาวิมุติตามคุณธรรมพระพุทธเจ้าได้จริง คุณหลุดพ้นมาจากอบายภูมิ อบายภูมิคืออะไร อบายภูมิ มีอยู่ในโลก แดนที่แย่งชิงกันมากไม่รู้จบ ตะกละตะกรามทุจริตด้วย ได้เงินมามากมายร่ำรวยทุจริต หรือทำภัยทำโทษให้แก่คนอื่น เช่น ร่ำรวยมาด้วยน้ำเหล้า ร่ำรวยมาด้วยอาวุธ ร่ำรวยขึ้นมาด้วยการฆ่าสัตว์ ร่ำรวยขึ้นมาด้วยอกุศลต่างๆอบายมุขต่างๆ คนที่ไม่รู้ มุ่งความร่ำรวย โลกเขาก็รู้เขารวยด้วยการสร้างอาวุธ ฆ่าสัตว์ สร้างความมอมเมาสิ่งมอมเมาครอบงำให้คนสนุกสนาน ติดยึดในกีฬาการละเล่นบันเทิง ขิฑฑาปโทสิกะ เป็นสัตว์นรกที่มาหลอกด้วยรูปเทวดา หรือไปหลงใน มโนปโทสิกะ หลงจิตมโน อย่างที่พวกศึกษาหลงจิต เขาไม่เอาบันเทิงเริงรมย์ แต่ก็มุ่นไปทางเดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์ จิตก็เลยถูกมอมเมา พระพุทธเจ้าแบ่งโทษด้วย 2 อย่างเท่านี้แหละ ขิฑฑาปโทสิกะหลงกามเป็นอัตตา มโนปโทสิกะหลงจิตเป็นอัตตา ขิฑฑาปโทสิกะคือหลงความบันเทิงเริงรมย์ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ล่ากามคุณ 5 ได้เยอะ มันก็เรื่องภายนอกทั้งนั้น ก็เป็น ขิฑฑาปโทสิกะ คือนรกที่เขาหลงว่าเป็นเทวดา สัตว์นรกกับเทวดาเป็นอันเดียวกัน คุณจะไปสุดโต่งสวรรค์นรก ศาสนาพุทธไม่เอาสวรรค์ไม่เอานรก สวรรค์คือรสชาติโลกีย์ อาตมามาสอนหักด้ามพร้าด้วยเข่า เลิกโลกีย์มาเอาโลกุตระ เยิ่นเย้อยืดยาด แยกไม่ได้ โลกียะกับโลกุตระอยู่ตรงไหน จนอธิบายไม่ออกในเวทนา 108 เคหสิตเวทนาเป็นโลกียะ เนกขัมมสิตเวทนาเป็นโลกุตระ ต้องอ่าน กาย เวทนา จิตธรรม อ่านกาย ที่เป็นจิต มโน วิญญาณไม่ได้ แยกให้เป็น เคหสิตะ เนกขัมมะ มโนปวิจาร 18 อาการจิต โลกียะกับโลกุตระ คุณแยกไม่ออก แล้วทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่ง ให้เป็นเนกขัมมะอย่างเดียว เอกสโมสรณาภวันติ เทวธัมมา ทวเยนะ ทำเวทนาโลกีย์ให้หมดไป ให้เหลือแต่เวทนาโลกุตระ คุณทำไม่สำเร็จ ถูกหลอกให้ไปทำกสิณอะไรเยอะแยะ มันก็เลยหลงทิศทางน่าสงสาร อาตมาพยายามดึงกลับ ก็ขอสรุปว่า ประกาศตัวเองอย่างยิ่งใหญ่ในวันอโศกรำลึกปีพ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นปี 77 2+5 หรือ 6+1 มันก็ 7 อาตมาเกิดปี 2477 ขอประกาศเลยว่าอาตมาเป็น โพธิสัตว์เป็นผู้จะมากอบกู้ศาสนาพุทธอย่างสัมมาทิฏฐิ ดึงให้เข้าร่องรอยที่มันออกนอกทิศทางเลอะเทอะเยอะแยะ จนกระทั่งทำลายศาสนา ปูยี่ปู้ยำอยู่ในสังคม ตอนนี้สังคมเขาปราบมันก็ดีขึ้น ปราบปรามเสี้ยนของศาสนาไป นี่ก็ประกาศตัวเองขึ้นมาในวันนี้ ปีนี้ปี 77 คือปี 2561 วันนี้กลาง วันที่ 7 เดือน 7 ด้วย แรม 9 ค่ำ ก็ประกาศมันข้างแรมนี่แหละ มันก็ยาก เพราะว่าประกาศตอนเดือนมืด ถ้าขึ้น 9 ค่ำก็ดีนะ ก็ได้แค่นี้แหละโพธิรักษ์ ประกาศแสงสว่างในที่มืดก็ได้แค่ นี้ เอาล่ะเวลาหมดแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าอาตมาไปล่วงล้ำเวลาเขาไป 610607_พ่อครูเทศน์ ทวช. อโศกรำลึก ครั้งที่ 37 ประกาศโพธิสัตว์ผู้มากอบกู้ศาสนาพุทธ