สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทานสูตรโดยบริบูรณ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทานสูตรโดยบริบูรณ์ เฟสบุค กองทัพธรรมFP _Phansawat Nitiya ....กราบพ่อครูค่ะ ธรรมกายบอกว่าทำบุญแล้วปลื้มมาก อยากให้พ่อครูอธิบายความหมายการทำบุญแล้วปลื้มค่ะ เพราะว่าบางครั้งดิฉันบริจาคเงินให้วัดแต่ก็ไม่เห็นจะมีอาการปลื้มเลย บางครั้งให้เสื้อผ้ากับเด็กยากจนข้างบ้านยังรู้สึกดีกว่าบริจาคเงินเยอะๆ พ่อครูว่า...การบริจาคแล้ว รู้สึกว่าต้องให้แก่คนที่ขาดแคลน ก็เป็นคนที่มีสัจธรรมลึกๆที่ดี คำว่าทำบุญแล้วปลื้มคือได้อะไร ได้นรกขั้นที่ 6 ล.23 ข49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา (ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข (มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข (สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ
อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่า เห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำ ปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส)
ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี ฯลฯและภคุฤาษี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดา ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็น
อ่านต่อ
ผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ
พ่อครูว่า… คำว่าผู้กลับมา คือความ อาคามี คือจิตแวบได้อารมณ์นี้ คือเมื่อทำทานแล้ว จิตจะมีอารมณ์ตั้งแต่ เริ่มต้นสูตรนี้เลย ในล.23 ข.49 สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่อง พ่อครูว่า...ศึกษาพระสูตรนี้ให้ดีจะรู้ว่าคนนับถือศาสนาพุทธนั้นส่วนใหญ่ทำใจในใจไม่เป็น ถ้าทำใจในใจให้ตั้ง ภพชาติ สอนให้หวังได้สวรรค์ก็คือได้นรก คนที่สอนให้คนทำแบบนั้น เช่นธัมมชโยคือคนทำลายศาสนาพุทธ ท่านบอกว่าผู้ที่ทำทานและมีความหวังในการให้ทาน (สาเปกฺโข) มีจิตผูกพันในการให้ทาน(ปฏิพทฺธจิตฺโต) มุ่งการสั่งสมทำทาน (สันนิธิเปกโข) ให้ทานโดยคิดว่าเราตายไปจะได้เสวยผลในทานนี้(อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ) ทานต้องทำจิตให้ว่างนี่คือ ความหมายของศาสนาพุทธ ทำทานแล้วให้ได้นิพพาน คำสวดภาษาบาลีคือ นิพพานังอุจจโยโหตุ คือทำทานให้เป็นเหตุปัจจัยให้ถึงนิพพาน ไม่ใช่ทำทานอย่างหวัง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา (ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข (มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข (สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ สอนแบบนี้ เป็นการล้มล้างเนื้อแท้ ของศาสนาพุทธเต็มบ้องเลย พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ่อครูว่า...สมัยก่อนให้ทานอย่างนี้ แต่สมัยนี้รวมเลย เรียกว่าใบๆ เป็นปัจจัยคือให้เงินเลย พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้วเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แต่ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า...ตัวอย่างนี้คือธัมมชโย ขอบคุณที่ให้ยกเป็นตัวอย่าง อาตมาว่าเขาไม่นึกคิดเลย ว่าการเกิดภพชาติคืออะไร เขาปรุงแต่งเป็นภพชาติ สวรรค์วิมาน ทั้งเพชรพลอย ประดับตกแต่ง ว่าสวยเลิศเลอ ครอบงำจิตมนุษย์ แล้วคนโง่งมงายก็มาหลงตามธัมมชโย ปั้นภพชาติ ถูกหลอกเต็มเลย อาตมาอยากให้บริวารธรรมกาย มาฟังอาตมาพูดบ้าง คือไปถูกเขาหลอก ให้งมงายอะไรกันขนาดนั้น (มีเสียงเด็กร้อง) อาตมาก็ว่า มีวิบากหน่อยนึง คนที่มีความเชื่อ มีความเห็น มีความเข้าใจอย่างนี้ ว่าถ้าเขาได้ทำทานแล้วจิตของเขา จะได้บริบูรณ์ทั้ง สี่ประเด็นนี้ 1.สาเปกฺโข (จิตมุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต (จิตผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข (จิตสั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (จิตหวังให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ พ่อครูว่า...เป็นนรก จตุมหาราชิกา คือใช้อำนาจแย่งชิงทั้งสี่ทิศ ในรูปการหลอกล่อ อย่างธัมมชโยนี้ ยอดจาตุมหาราช ยอดนักปล้นรีด ฆ่าอำมหิต หลอกให้ตายใจ เหมือนแดรกคิวล่า หลอกผู้หญิง ให้มายื่นคอให้ดูดเลือด พวกนักเลงหัวไม้นักเลงโตหยาบๆ ไม่ใช่นักเลงชั้นดี นักเลงหยาบๆ มันยังบาปน้อยกว่านักเลงผู้ดี แต่ถ้าชั้นที่ 4 5 6 ยิ่งต่ำกว่าโดยภาษาว่าสู งแต่เนื้อหาสาระสัจจะ ยิ่งต่ำดิ่งนรกลึก ไม่ได้หมายความว่า เจริญขึ้นนะ มีแต่เลวลงหนัก ที่คำว่าเป็นใหญ่ คือภพชาติ ไปเอาของคนอื่น หรือสร้างภพชาติ คุณทำทานเอาของคุณไปให้เขา แต่คุณเป็นนักค้า นายทุนนิยมใหญ่ คุณขายของ ก็เอาของไปขาย แล้วหลอกเขายิ่งกว่าไดเรคเซลล์ ตั้งราคาแพงลิบ เพื่อจะได้คนมาซื้อสินค้าเรา การทำทานแล้วต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน ก็คือพ่อค้าหน้าเลือด (การให้แต่ต้องการ ได้การตอบแทน คือการทำแบบ พ่อค้าหน้าเลือด) ต้องการทำยอดกำไรสูงเท่าไหร่ ไดเรคเซลล์ เป็นขั้นทองขั้นเพชร คือวิธีการเขา หลอกให้คนกิเลสหนาหน้าเลือดจัด การสอนเช่นนี้ เมื่อคุณทำสำเร็จก็ได้อำนาจ คุณทำกรรม ได้ฤทธิ์อำนาจ แล้วต่อมาสิ้นยศ กรรมที่คุณทำ เป็นกรรมสัตว์นรก ไม่ใช่เทวดา หนึ่ง_การใช้อำนาจเบ่งข่ม ให้คนเอามา สอง_พูดหลอกคน สาม_ประเล้าประโลม และเล็มเลียบเคียง สี่_ให้อุบายหลอกให้คนหลงติดภพหนัก อย่างธัมมชโยนี้ มีครบหมด คุณก็เลยได้ยศตำแหน่ง ตำแหน่งนักหลอกลวง นักปอกลอกขูดรีด นักพาคนไปลงนรก ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ได้นรก ได้ภพชาติ ได้รสชาติความยินดี หลงวิมานเป็นสุข เมื่อมันหมดสิ้น ก็เสวยผลนรก แต่เขาเรียกว่าสวรรค์ แต่ที่จริงคือนรก คนนี้ ชั่วแวบที่เขาได้ฤทธิ์ ได้ยศ ได้อำนาจ ชั่วแวบมันก็ต้องหมด ก็ต้องกลับมา อาคามี เป็นคนโง่ แต่อุปาทานติดยึดใส่จิตแล้วด้วยอวิชชา ขั้นแรก คุณตั้งภพชาติ สี่อันนี้นะ 1.สาเปกฺโข (จิตมุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต (จิตผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข (จิตสั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (จิตหวังให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ
แม้ได้ชั้นที่สอง ความเป็นยักษ์มาร ก็ไม่ได้หมดไปนะ แต่คุณหลงสุขเป็นภพชาติ เป็นขั้นที่สองนี้ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดา ชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ พ่อครูว่า ดาวดึงส์ คือภพปลอมวิมานเก๊ เป็นอาการ 33 ซึ่งมันไม่มีหรอก อาตมาอธิบายให้คุณฟังได้ คือนี่เป็นแดนโม้ ไม่มีจริง เป็นอาการธรรมดาของมนุษย์ ในองคาพยพ จะได้สร้างอาการได้แค่ อาการ 32 ทวัตติงสาการ แต่นี่เป็นตาวติงสาการ เป็นภพชาติ มันเป็นสุขก็สุขเท็จ สุขเก๊ หนึ่ง คุณไปแย่งชิงเป็นยักษ์มาร เอามาจากใครเขาได้ ที่จริงคุณโง่เอง คุณไปให้ทานแต่ไปสร้างวิมาน ไปแย่งจากผีนรกที่ไหน มันไม่ใช่สวรรค์ แย่งเอาจากคนโง่ คนอวิชชา มันไม่มี แต่คุณจะเอาแต่คุณปั้นเอาเองได้ เมื่อคุณมี 1.สาเปกฺโข (มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข (สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ ก็เป็นจตุมหาราช แต่เมื่อได้ดาวดึงส์นึกว่าสุข แต่ที่จริงทุกข์คือนรก เป็นแค่สวรรค์เก๊ คุณไปสร้างเป็นภพสวรรค์เอง
ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทานคือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ พ่อครูว่า...ปู่ย่าตาทวด ก็เป็นคนอวิชชามาทั้งนั้น ไม่ได้เป็นอาริยะ แต่คุณก็หลงทำตามอีก เขาบอกว่าสวรรค์สูง แต่อาตมาบอกว่านรกลึก คนนี้ก็ยิ่งกลายเป็นนรก ที่เป็นความโง่ อวิชชายิ่งกว่าดาวดึงส์ ยามาแปลว่าเวลา กาละ คนต้องอยากได้ภพสวรรค์ ยาวๆนานๆ ถ้าให้มีสวรรค์ตลอดกาล ไม่มีนรกเลย คนจะชอบ คนโง่จะตั้งจิตเช่นนั้น ยามาคือนรกลึก โง่หนักเข้าไปอีก เป็นภพชาติซ้อนไปอีก ไม่ใช่ว่าสวรรค์สูงคือนรกน้อย แต่ที่จริง คือนรกลึก โง่ดักดานไปเลย
ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากิน สมณะและพราหมณ์เหล่านี้ ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหาไม่สมควร เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่ แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ พ่อครูว่า..ข้อนี้ดูดีขึ้นนะ แต่ซับซ้อน อ้างอิงแม้ปู่ย่าตาทวด ต้องรักษาจารีตประเพณี หรือแม้ว่า เป็นสาระเหตุผลเลยนะ ท่านไม่มีเครื่องหุงหาอาหาร ก็เลยให้ทานท่าน ตอนนี้เข้าขั้นดุสิต ดุสิต แปลว่าที่พักที่เย็น แต่คนโง่ที่จะโง่ซ้ำซ้อน ควรจะพักบ้าง ธรรมชาติมันก็พัก แต่คนโง่นี้ แม้ธรรมชาติจะพักยก มันก็ไม่ทำ เพราะยามา มันจะลากไปเรื่อย ต้องสุขสวรรค์ไม่สิ้นสุด เหมือนกับที่ธัมมชโย เอามาพูดบอกว่า สวรรค์ไม่มีขาดตอน แต่ทุกอย่าง มันต้องมีพักมีหยุด เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แต่เขาไม่ยอมดับ กูจะเอานรกนี่ ตลอดนิรันดร กลับกันเลยนะ คือคุณหลงสวรรค์บ้าบอ มันเป็นเท็จ ลึกเข้าไปใหญ่ งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่นี่ไม่ยอมเลิกรา ไม่มีเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่ยอมพักยก เพราะฉะนั้น ยามาของคนนี้ยาวตลอด ไม่มีดุสิต อุตสาหะเต็มที่ ยิ่งเป็นนรกลึกโง่ลึก ขั้นต่อมา ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะและพราหมณ์เหล่านี้ หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ ผู้หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อนคือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษีวาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี บูชามหายัญ ฉะนั้น เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย แห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ พ่อครูว่า… นิมานรดี คือตนเองสร้างปั้น ด้วยจิตโง่งมงาย หลงยินดี ยิ่งหลงยินดีในนิมิตนี้ สวรรค์วิมานนี้ คือภพชาติของเขา แทนที่จะพักยกบ้างไม่มี ลุยเดือดลุยถั่วเลย เอายิ่งขึ้น สร้างยิ่งขึ้นทำยิ่งขึ้น เหมือนธัมมชโย คือยิ่งหนักลึก ไม่รู้จักภพชาติ ปลุกเร้าให้คนงมงาย อวิชชาหนักหน้า ตกนรกลึกขึ้น โดยเข้าใจว่า สวรรค์คือภพที่สูงขึ้น แต่ที่จริง ยิ่งสูงยิ่งต่ำ นึกว่าเป็นชั้นดีนะ เมื่อหมดกรรมหมดฤทธิ์ ก็อาคามี คือกลับสู่ภพชาติโง่เง่า สั่งสมความโง่เง่า หนักขึ้นอีก
ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี ฯลฯและภคุฤาษี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ พ่อครูว่า เมื่อหมดยศ หมดกรรมหมดฤทธิ์ ก็เวียนกลับเหมือนเดิม
ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า...อันนี้ไม่ได้คิดว่าให้ทาน เพื่อจะได้ภพชาติสวรรค์วิมาน เพราะคือนรกทั้งนั้น คนมันไม่มีใครสร้างภพนรกหรอก มันสร้างภพสวรรค์ทั้งนั้น และสวรรค์ก็มีอยู่แค่ 6 ชั้นนี่แหละ ซึ่งเป็นความโง่ คนโง่ก็สร้างภพสวรรค์ ก็คือได้ภพนรก ให้แก่ตัวเอง ซับซ้อนลึกเข้าไปใหญ่ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ใครทำทาน เพื่อสร้างภพชาติได้สวรรค์ คือผิดหมด ภพชาติ 6 ชั้นนี้ พระพุทธเจ้าบอกว่า จริงๆแล้วไม่ใช่ ไม่ได้ทำทานเพื่อจะได้ภพชาติ แต่ทำทานเพื่อปรับปรุงจิต ทำจิตตนให้เจริญ แล้วเขาก็ทำทาน ไม่ใช่ไปตั้งจิตได้ภพชาติ ทำให้เจริญคือล้างกิเลส มาเรียนรู้ อย่าสร้างภพชาติใส่จิต ไม่ต้องอยากได้อะไรกลับมา เป็นการจัดการจิตตน
พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้ว จักได้เสวยผลทานนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษีวามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษีและภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น และไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใส จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร นี้แลเหตุปัจจัย เป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้น ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้น ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ จบสูตรที่ 9 พ่อครูว่า...ผู้ใดทำทาน โดยไม่หวังอะไรตอบแทนเลย ให้ทานเพื่อล้างภพชาติ ผู้นี้ คือทำทานแบบมีผลมาก มีอานิงส์มาก คนทั่วไปจะบอกว่า นรกกับสวรรค์ ไม่ใช่อันเดียวกัน แต่พวกคุณไม่ได้สับสนเลย ว่านรกสวรรค์คืออันเดียวกัน ยิ่งหลงสวรรค์ ยิ่งอวิชชาหนักเข้าไปใหญ่ เหมือนธัมมชโย เขาเป็นตัวอย่างที่โง่เง่า ไม่รู้จัก ภพชาติ ปฏิจจสมุปบาท มี อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ เขามีแต่ภพชาติ จึงเต็มไปด้วย ชรา มรณะ โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ เขาหลอกตัวเอง อยู่ตลอดเวลา จะไม่มีใครหานรกเขาเจอ เป็นนรกที่ลึกมาก ก็ต้องเห็นใจ DSI ที่งมไปหาในนรกอย่างไรก็ไม่เจอ
600321_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ทานสูตรโดยบริบูรณ์