390410 กรรมฐานของอาริยชน ตอนที่ 10 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ศาลีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
390410 กรรมฐานของอาริยชน ตอนที่ 10 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ศาลีอโศก
เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 20 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2539 ณ พุทธสถานศาลีอโศก อ.ไพศาลี นครสวรรค์ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์
พุทธาภิเษกฯปลุกเสกฯที่จัดลงล็อกแล้วอย่างนี้มีรายการประจำกัน ปีนี้ เราบรรยายเรื่องความเป็นอยู่ กิน อยู่ หลับ นอน อยู่นี่ก็คือความเป็นอยู่ being ความเป็นอยู่ being ความมีชีวิตอยู่ ความมีพฤตินัยของชีวิตอยู่ กิน อยู่ หลับ นอน เราบรรยายเรื่องนี้ อาตมาก็จจะเน้นให้เข้าเนื้อเรื่องพวกนี้ให้ มากๆ เพราะฉะนั้นไอ้ที่พูดๆไปคือบัญญัติทางภาษา พูดไปแล้วเราก็ต้องเอาไป กระทำ จะซาบซึ้งประทับใจอะไรอย่างไรๆ ต้องพยายามไปดำเนินเป็นอยู่ พัฒนาชีวิตของเราให้มันเข้าไป ให้มันเข้าไปตามที่เราได้เข้าใจ ตามที่เรา ซาบซึ้งเหล่านั้นให้มันเป็นลำดับๆ เราอยู่ตรงไหน จะพัฒนาต่อตรงไหน เราต้อง รู้ตัวเราให้ชัดเจนแล้วก็พากเพียร อุตสาหะ ไม่มีอะไรที่จะไปได้ดีเท่าความ พากเพียร ความพากเพียรเท่านั้นจะทำให้เราไปได้ดี เพราะฉะนั้นเรารู้มาแล้ว แล้วเราก็ทิ้ง แล้วก็ไปอยู่อย่างเคย เหมือนเดิม อย่างเก่าๆที่ชินๆ อย่างที่ได้มา ดีๆใหม่ๆไม่เอามาสำทับพากเพียร อุตสาหะวิริยะประพฤติปฏิบัติ มันก็ไม่คืบหน้า ไม่เจริญพัฒนาต่อไปนะ เพราะฉะนั้นในรายการต่างๆก็ดีของพวกเรานี่ อาตมาเห็นว่าไม่มีที่ ไหนเขาจะทำได้อย่างเราหรอก แม้แต่รายการภาคเย็น หลายๆคนก็ดู ดูเผิน ดู เห็นว่าเป็นรายการที่ไม่สำคัญ อาตมาเห็นว่าเป็นของสำคัญมาก เพราะว่ารายการ ภาคเย็นนี่เรามีเป้าอยู่ว่า เราจะเอาพวกเรานี่แหละมาเป็นตัวแสดงหรือมาเป็นตัว เสนอ และก็เป็นตัวแสดงเสนอที่ได้มีประสบการณ์มาแล้ว ใหม่บ้างเก่าบ้างเอามา เปิดเผยเอามายืนยัน เป็นต
อ่านต่อ
ัวจริงที่พิสูจน์ ไม่ใช่เรื่องของผู้รู้เป็นวิทยากรแต่เป็น ปฏิบัติกร เราถึงได้เรียกชื่อว่าปฏิบัติกร เป็นผู้ได้มีประสบการณ์นั้นมาได้ทำนั้นมา บางทีก็บางคนมาใหม่ๆก็ได้ทำมาใหม่ๆ บางคนก็เก่าๆกลางๆ บางคนเก่าเก่าเอี่ยม เลยนะ คือแม้เก่าก็ยังเอี่ยม แม้เก่าก็ยังดียังเจริญไปได้ แต่เก่านานแล้วแหละ แต่ก็ยัง แหม!เก่ายังพริ้งอยู่เลยนะ คือแก่ยังสวย เก่าแต่ก็ยังพริ้งยังดีเนื้อดีอะไร ดีอย่างนี้เป็นต้น เก่านานแล้วเอามายืนยัน ยืนยันว่าเป็นอย่างไรมันเจริญยิ่งขึ้นๆ ไหม ก็ยyงยิ่งเจริญยิ่งขึ้น ดีของเก่าอย่างไร ก็ยิ่งมีตัวพัฒนาต่ออกมาอะไร เอา มาพูดเอามายืนยันเอามาย้ำยืนยัน อีกกี่ปีก็ยิ่งจะมีอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เรา 20 ปี เราก็เอาคน แหม!ปฏิบัติมาตั้ง 20 ปีบางคน บางคนเพิ่งมาใหม่เลยนะ มาเพิ่ง ไม่กี่เดือนก็ได้มีตัวอย่าง ประสบการณ์ใหม่ เราอย่านึกว่าคนมาใหม่บางคนนี่เขาไม่มีอะไรดี ไม่ได้ คนมาใหม่บาง คนมีบารมี มาใหม่มาถึงก็ โอ้โฮ!พัวะพะๆเลย ดีไม่ดีบรรลุก่อนพวกเราที่เก่าๆ แก่ๆอยู่มาตั้งนาน ยังไม่ค่อยได้อะไร มันมีอย่างนั้นจริง จะเห็นได้อย่างใน พระไตรปิฎก อย่างในหลักฐานมีเยอะไป แต่เอาละอย่างสมัยพระพุทธเจ้าคนมี บารมีเยอะ เพราะฉะนั้นมีมาใหม่ ปุ๊บ ปั๊บ ประเดี๋ยวไปแล้วล้ำหน้าบรรลุอรหันต์ แล้ว องค์เก่าๆอย่างพระอานนท์ล่อไปเสียจนอายุ 80 ค่อยบรรลุ องค์อื่นๆเขา บรรลุไปไหนๆ อยู่ใกล้พระพุทธเจ้าด้วยนะพระอานนท์นะ กว่าจะบรรลุอรหันต์จน พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ส่วนองค์อื่นๆมาปุ๊บเดียวๆ บรรลุอรหันต์ไปก่อน ไปไหนๆไปตั้งเท่าไร ไม่รู้ตั้งเท่าไร เพราะฉะนั้นเราอย่าไปดูถูกคนเก่าคนใหม่ อะไร อย่าไปดูถูกคนใหม่ด้วย ไม่ได้ เราไปดูถูกกันไม่ได้ คนเราบารมีไม่เท่ากัน มาใหม่ก็อาจจะมามีบารมีมากกว่าเราก็ได้ มันไปมองเผินๆตื้นๆไม่ได้นะ บางคน อาจจะดู โอ้โฮ!รุนแรงร้ายเลว บางทีดูเหมือนจะ อื้อฮือ!ในชีวิตชาตินี้ของเขา นี่แหละดูหยำฉ่ามาเลยนะบางที แต่ว่าเขามีบารมี เหมือนองคุลีมาลอะไรอย่างนี้ โอ้โฮ!ดูไม่น่า...องคุลีมาลไม่ไหว ต้องเอาหินเอาอะไรปาเลยนะ โอ!รังเกียจน่ารังเกียจไม่ไหวร้ายแรงเหลือเกิน แต่บารมีท่านสูงนะ ไม่ช้าไม่นานท่านก็เป็นพระอรหันต์ อย่างองคุลีมาลอย่างนี้ เป็นต้น หรือถ้าอ่านในหนังสือเราคิดอะไรนี่ อาตมาบรรยายถึงเรื่องเกี่ยวกับ ความหมายอันนี้อยู่ คือพาดพิงพูดถึงพระเจ้าอโศกมาหราชซึ่งมีบารมีมีอะไรนี่ คือ ในคอลัมน์ฝรั่งทำวิทยานิพนธ์นี่ ฝรั่งทำวิทยานิพนธ์ปฐมอโศก คำถามของเขากล่าว ถึงพาดพิงไปถึงทางการเมืองทางเรื่องของคน เขาถามไปถึงทักษิณว่า เอ้! คน รวยจะมาเหมือนคุณจำลองได้หรือ จะทำอย่างนี้จะเข้ากันหรือ อาตมาก็อธิบายให้ เขาฟังถึงเรื่องเกี่ยวกับทางเนื้อหาทางศาสนา ก็ยกตัวอย่างพระเจ้าอโศกมหา ราช มาประกอบให้เขาฟัง อย่าทำเป็นมองหมิ่นอะไรไม่ได้นะ คนที่ไปคว้ากำไร จากโลกมามากๆแล้วจะมานั่งขาดทุนไหวหรือ อะไรอย่างนี้ หรือจจะมาทำตน อย่างนั้นได้หรือ อาตมาก็อธิบาย ยกตัวอย่างพระเจ้าอโศกมหาราชมาประกอบให้ เขาฟัง แล้วก็เล่าให้เห็นถึงเรื่องกรรมเรื่องวิบาก เรื่องสิ่งที่ได้สั่งสมเป็นกรรม เป็นวิบากเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นบารมีเป็นอะไรต่างๆได้บ้างนะอย่างนี้เป็นต้นนะ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปดูถูกคนใหม่ เราจะมีตัวอย่างอย่างนี้มีภาคเช้าก็มีเนื้อหาระดับหนึ่ง เช้าอาตมาไปภาคก่อนฉัน ภาคบ่ายก็มีอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา มีเนื้อหาพอเพียง มีการแสดงออกมีอะไรต่างๆนานา มีวิทยากรมีปฏิบัติกร มีอะไรครบครัน การสัมมนาของเรานี่อาตมาว่าพุทธาภิเษกฯปลุกเสกฯนี่ เป็น การสัมมนาที่ครบวงจรแล้วก็ครบเนื้อหา แล้วพาพวกราปฏิบัติด้วยจริงๆ ไม่ใช่ไป สัมมนาแล้วก็ไปเที่ยวได้ดูแต่หนังดูแต่ละคร เอะอะมะเทิ่งกันงานสัมมนา ใครเคย ไปสัมมนามีงานสัมมนาอย่างที่กล่าวถึงนี้บ้าง ไปสัมมนาส่วนคุณที่อยู่ในอาชีพอยู่ใน การงานอยู่ในอะไร ใครเคยไปสัมมนาอย่างนั้นลองยกมือสิ มากมายเคย ไปสัมมนาอย่างนั้นมา ก็ทำกันไปก๊องๆแก๊งๆหลายวันๆ บางทีก็หลายวันเหมือนกัน นะ บางทีไปสัมมนากัน 7 วันเหมือนอย่างเรานี่ เสร็จแล้วกลับมาก็คือไม่ได้บันทึก อะไรไม่ได้รายงานอะไรหรอก พอถึงบ้านก็ทิ้งหมดเลยก็ไม่ได้อะไรนักหนา ถ้าจะ มาใช้ในอนาคตก็บอก โอ้!ฉันผ่านการพัฒนามา จำได้มีเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอถึง เวลาระลึกได้ก็เอามาใช้บ้าง แต่เอามาใช้กับชีวิตไหม น้อย อันนี้อาตมาว่าเราฝึกกินนี่ แม้แต่ในนี้เราก็ฝึกกันไปตลอด 7 วัน ปฏิบัติ ไปด้วยจริงๆฝึกเพียรกันไปจริงๆ และถ้าผู้ฉลาดก็เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน นั่นแหละ ก็มักน้อยสันโดดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ได้ฝึกไปงานพุทธาภิเษกฯ ปลุกเสกฯแล้ว มานี่ก็กิน ข้าวมื้อเดียว กินแล้วเสร็จไม่กินเล่นกินหัว ดีไม่ดีปีนี้ล่อเข้าแมคโครไบโอติก โน่นแน่ะ แมคโครไบโอติกไปถึงบ้านก็จะแมคโครฯบ้างล่ะ ระวังอย่าไปแมคโครม แล้วกัน ไปแล้วก็ไปอาละวาดเป็นแมคโครม ระวังแมโครไบโอติก ก็ว่าไปเลย จะแมคโครก็ต้องจริงๆ ที่เขาแนะนำเป็นเบื้องต้นเท่านั้น มันจะต้องมี ต่อไปใน อนาคตมันจะต้องมีการ apply มีการประยุกต์อะไรต่ออะไรขึ้น ไปให้เหมาะสม สัดส่วนนั้นๆนี้ๆขึ้นไปอีก แต่ตอนนี้ก็ต้องให้อย่างนี้แหละ ให้น้อยก่อนให้จืดๆอะไรต่อ อะไรไว้ให้มันเป็นอย่างนี้เสียก่อน นี่คือหลักแรก เหมือนกับเคร่งๆในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็จะรู้สกอะไรต่ออะไรเป็นเบื้องต้นค่อยๆศึกษาไป เรื่องของการกิน เราก็เพิ่มขึ้นมาอย่างนี้เป็นต้นก็ให้ฝึก ทีนี้ถ้าผู้ใดเห็นประทับใจอะไรก็เอาไปต่อสิที่บ้าน ไปแมคโครที่บ้านก็ได้ อาหารการกินการเป็นการอยู่การหลับการนอน การใช้น้ำใช้อะไรก็โดนว่า โดนน้ำ โดนนั่นโดนนี่รักษา แม้แต่ให้ล้างจานล้างชามให้เช็ดให้อะไรคุณก็เอาไปทำสิ ที่ จริงมันมีอย่างอื่นอีก ถ้าจะพากันทำถ้าใครขวนขวาย แต่ที่ติงกันเมื่อวานนี้เอาขึ้น มาอ่าน แต่ก่อนนี้พวกเราช่วยกันขวนขวายนะ ต้องช่วยกันเข็นน้ำมาใส่ พวกเรา เองที่มาอบรม มาพุทธาภิเษกฯนี่แหละ เดี๋ยวนี้ แหม!กลายเป็นเจ้านายเลยนี่ จ่ายค่าสัมมนากันคนละกี่บาทนี่ ทำเป็นเจ้านาย เดี๋ยวนี้คล้ายๆกับเราจ่ายไปแล้วค่าสัมมนา คนละเท่านั้นจ่ายไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องำทอะไรหรอกเขา บริการเอง ซึ่งมันไม่ถูก เราก็ควรจะรู้ว่าเรามางานนี้ก็ช่วยกัน ถือเสียว่ามาฝึก ฝนอะไรแล้วเราก็มาช่วยกันทำงาน มาช่วยกันได้สิ่งที่ควรได้เป็นปริยัติเป็นปฏิบัติ แล้วก็เป็นผลปฏิเวธอะไรของเรา เราก็ทำ เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่าให้คนที่ รับผิดชอบไป ทางด้าน...แน่นอนเจ้าของสถานที่หรือเจ้าของจัดงาน ก็จะต้อง พยายามหาคนมาช่วย มาทำให้มันสมบูรณ์ มาทำให้มันไม่ให้ขาด ไม่ให้เหลือ ไม่ให้ตกหล่น เพราะฉะนั้นจะบริการโน่นๆนี่ๆ ก็เลยทำได้ดีขึ้นนะ ทำอะไรต่อ อะไรบริการได้ดีขึ้น พวกเราดีขึ้นก็เลยมักง่ายขึ้น ยถาสุขขัง ปล่อยตนตาม สบายมากขึ้น เพราะฉะนั้นอกุศลก็เลยเจริญยิ่ง ถูกตามพระพุทธเจ้าท่านว่าจริงๆ ยถาสุขขังปล่อยตนตามสบาย ไม่ขวนขวายไม่มีกะจิตกะใจ ไม่รู้จักช่วยนั่นช่วยนี่อะ ไรต่ออะไรต่างๆนานา คนเราถ้าเผื่อว่ามันมีนิสัยหรือมันมีอะไรต่ออะไรที่ดี เรา จะรู้ว่าเราอยู่เราทำโน่นทำนี่ เห็นคนนั้นทำโน่นทำนี่อะไร เราก็ช่วยคนละไม้คน ละมือไอ้โน่นไอ้นี่ ทุกอย่างมันจะเป็นเอกภาพ มันจะเป็นพลังรวมมันจะเป็นภราดร ภาพ มันจะเป็นความประสานสัมพันธ์อันแน่นสนิทอบอุ่น มันนเป็นคุณลักษณะที่ดีทั้งนั้น เลยแล้วจะเกิด อันนี้เราต้องการเหลือเกินในสังคมมนุษยชาติ อาตมาว่าอโศกเราสร้างได้ขึ้นมาถึงแม้มันจะยังไม่ดียิ่งดีเยี่ยม แต่มันก็ ได้ดีขึ้นมาเรื่อยๆ คนข้างนอกเขากลัวอโศกเขาไม่กลัวอะไรหรอก เขากลัวไอ้ พวกนี้มันอึดแล้วมันก็เป็นหนึ่ง มันทนได้อย่างไรอึดนี่นะ เขาก็รู้นะว่าเรามาทำ อย่างนี้นี่เขารู้สึกว่ามันเคร่ง มันมาอดมาลดมาทนมันทนได้อย่างไรหว่าอย่างนี้ กิน ก็น้อยใช้ก็น้อย ไอ้บันเทิงเริงรมย์อย่างนี้เขาเป็ฯกันสดๆสวยๆงามๆ ไอ้ที่เขา แสวงหาเขาระริกระรี้กันนะ เราก็ไม่ไปมีนะเราก็น้อยคือมันขัดแย้งกันมัน contrast กันน่ะ มันเปรียบเทียบมันทวนกระแสกัน มันตรงกันข้ามกันมันขัดกัน อย่างชัดๆ เขาก็เห็นอยู่ว่า เอ้!เป็นไปได้อย่างไร แล้วเราก็เป็นอย่างนี้ ทีนี้ นานปีเข้านานปีเข้านี่ ยิ่งทำให้หัวใจของเขานี่... แต่ก่อนก็หมิ่นหยามพวกเรา เออ!เอ็งแกล้งเคร่งเอ็งแกล้งอึดเอาเถอะเอ็งจะอึดไปถึงไหน สักวันหนึ่เอ็งก็ล้ม ละลายเองก็ไปไม่รอดหรอก อะไรอย่างนี้คล้ายๆอย่างนี้ เสร็จแล้วนานวันนานปี เข้ามันก็ยังอึดอยู่ นี่แหละเวลามันจะพิสูจน์ เขาก็ต้องค่อยๆลดลงไป 3 ปีมันอยู่ ได้ 5 ปีมันอยู่ได้ 10 ปีมันยังอยู่ได้แฮะ 20 ปี เขาจะยอมลงไปเรื่อยๆ เขาจะ ยอมลงไปเรื่อยๆ เขาจะยอมลงไปเรื่อยๆ การทนอย่างนี้นะแล้วก็การที่เป็นได้ จริงไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากไม่เปลี่ยนแปลงแล้วยังเป็นถึงเนื้อแท้ที่... ยิงมีมากขึ้นมีมวล มากขึ้น มีเนื้อแท้อย่างนี้แหละ ที่อาตมาจับเอาวรรณะ 9 มาเป็นเครื่องวัด มาให้พวกเราเปรียบเทียบ มาให้เรายืนยันเป็นอุดมการ อุดมการวรรณะ 9 หลาย คนก็ท่องได้อีกหลายคนหลายปีแล้วก็ยังท่องไม่ได้ อาตมาว่าหลายคนด้วยนะที่ว่านี่ หลายคน เอาวรรณะ 9 นี่หลายปีแล้วก็ยังท่องไม่ได้ก็ยังจำไม่ได้ สุภระ สุโปสะ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ไม่มีปวิเวกะหรอก แหม!คุณนี่ไปเรื่อยเลยกลอนพาไปเรื่อยเลย วรรณะ 9 ไม่มีปวิเวกะหรอก แหม!ไอ้นั่นมันคถาวัตถุ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ สัลเลขะ ธูตะ ปาสาทิกะ อปจยะ วิริยรัมภะ เปรียญ 9 ก็เปรียญ 9 เถอะเราไม่กลัว เราเป็นคนเลี้ยงง่าย เลี้ยง ง่ายก็อย่างนี้ เหมือนใส่รางนะทุกวันนี้ เลื่อนมานี่เหมือนหมู ใส่รางอาหารใส่ รางเลื่อน เสร็จแล้วก็นั่งกินกันไป ไม่เหมือนหมูตรงที่เรียกว่ากินดังจั๊บๆๆเท่านั้น เอง หมูกิน โอโฮ!ดังจั๊บๆๆเลยนะแต่พวกเราไม่กินดังจั๊บๆ ยังมีเสขิยวัตรกันพอ ใช้ได้ แล้วก็ไม่คุยกันเอะอะมะเทิ่ง นี่เราเป็นมนุษย์...ดี นี่อาตมาเปรียบเทียบ ให้ฟัง บางทีดูเหมือนเปรียบเทียบให้ดูในสิ่งที่ ไม่น่าดู แต่ที่จริงก็น่าดู กินเราก็ฝึกปรือการกิน กินก็อย่างนี้ดี แต่ก่อนนี้ โอ โฮ!ต้องมีคนมาคอยเอากะละมังมาตั้งให้ เอาถ้วยมาวางวางจองไว้ที่ เอ้า!มานั่ง ตามนี้มานั่งตามนี้ ใหม่ๆก่อนนั้นกว่าจะลงตัวลงล็อคลงช่องขนาดนี้ ถ้าใครจำได้แต่ ก่อนนี้น่ะ ต้อง เอ้า! นั่งตามจานตามถ้วยที่ตั้งไว้ให้นั่นนะ ตามจอกที่ตั้งไว้ให้มา นั่งตรงนั้นๆๆ เสร็จแล้วก็มาไม่กี่คนหรอก โน่น!ไปนั่งไปยืนตักเองอะไรต่ออะไร มาก เดี๋ยวนี้ตักเองไม่มี ใครไม่ได้กินก็ไม่ได้กินนะ ต้องมานั่งในนี้เข้าแถว แล้วก็ รู้นี่ก็ไม่เห็นมันลำบากอะไร แต่ก่อนนี้มันลำบากตรงใจ มันไม่อยากจะมายอม ไม่อยากจะยอมมานั่ง แต่เดี๋ยวนี้ยอมไม่ยอมคุณก็ต้องมา มันไปแล้วระบบมันเป็นแล้ว ก็นั่งกินกัน กินกันเสร็จแล้วก็เรียบร้อย คนใหม่มาก็ย่อหย่อนกันไปหรือคนเก่าจะย่อ หย่อนก็แล้วแต่ หอบไปติดมือไปทำเป็นกระมิดกระเมี้ยน ไปนั่งกินตาม อะไร...ก็โดนว่ากัน ไปผิดกฎที่นั่นที่นี่ก็โดนว่า คนไหนไม่ไหว คนไหน ไหว แต่ส่วนใหญ่ได้มีส่วนย่อยที่ยังเป็นอยู่บ้าง คนเก่าที่อินทรีย์พละย่อหย่อน หรือคนใหม่ มาทนไม่ได้ก็มีบ้าง แต่คนหลักๆก็ยังมีอยู่ ทำได้ พอมาที่นี่รวมกันแล้วได้ดีนะ กิน ครั้งเดียวไม่ต้องกินเล่นกินหัว ไม่ต้องกินนอกมื้อเลย โอโฮ! เสร็จจากที่นั่งแห่ง เดียวแล้วน้ำเท่านั้นที่จะดื่ม ดื่มน้ำเปล่า นอกนั้นไม่ต้องเลย โอโฮ! 7 วันเพียว กลับไปบ้านขอแถมน้ำส้มหน่อยขอแถมโอเลี้ยงนิดหนึ่ง หรือขอแถมนี่นิดหน่อยก็เป็น บ้าง แต่อยู่ในหมู่นี่แข็งแรงดี พลังของมิตรดีสหายดีรวมกัน แต่ก็ฝึกไปเถอะฝึก ไปแล้ว แล้วก็อ่านจิต ที่เราอธิบายให้ฟัง อาตมาอธิบายปรมัตถ์ต่างๆต้องศึกษาต้องฝึกฝนให้มี สติปัฏฐาน ให้มีโพชฌงค์ ปฏิบัติไปตามมรรคองค์ 8 นั่นแหละ ทำไปเถอะฝึกไปแต่ละวันๆๆไป อย่าให้บกพร่อง เราจะต้องศึกษาตลอดตาย คุณยังไม่เป็นอรหันต์ เมื่อใด อินทรียสังวร โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ กิน อยู่ หลับ นอน นี่ เป็นการปฏิบัติไม่ผิดตลอดตาย นี่อาตมาว่าจจะขมวดไว้ตรงนี้ประเด็นนี้ ปมนี้ เหมือนกัน ปมที่ว่าสุดท้ายจริงๆแล้วมันอยู่กับอะไร จริงๆแล้วอยู่กับทุกข์ พระอรหันต์เจ้าสุดท้ายอยู่กับทุกข์ พระอรหันต์...ไปถามท่านสิในคาถาธรรมบท พระอรหันต์ท่านก็ ทุกข์เท่านั้นแหละเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นแหละตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้น แหละดับไป ชีวิตยังไม่ตายมันก็คือแท่งทุกข์ที่มันเกิดอยู่ เพราะฉะนั้นก็อยู่กับทุกข์ แต่ทุกข์ที่เรารู้แล้ว เราทนได้โดยไม่ยากทนได้โดยไม่ลำบาก มีฌานมีวิมุติในตัว ซ้อนอยู่แล้วอยู่ได้ แต่ถ้าเผื่อว่าตราบใดยังไม่ปรินิพพาน หมดเรื่องทุกข์อย่างเลย รูปนาม ขันธ์ 5 ไม่เหลือจจจากเป็นปรินิพพานจริง มันไม่มีพ้นทุกข์หรอก ที่ พ้นทุกข์ก็เป็นพ้นทุกขอริยสัจ พ้นทุกข์อย่างผู้ฉลาด อาริยะ ผู้เป็นอาริยะในระดับ สูงสุดที่เรารู้เท่าทันทุกข์ รู้เท่าทันสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันเป็นสังขาร มันเป็นอะไรก็แล้ว แต่ พระอรหันต์เจ้าท่านก็รู้ว่าทุกข์ อยู่กับทุกข์โดยที่เรียกว่าใครจะว่าโน่นว่านี่ไม่มี ปัญหาอะไร เข้าใจชัดแล้วก็อยู่ได้อย่างวาง เดี๋ยวค่อยๆสรุปเนื้อหาตรงปม ประเด็นสุดท้าย มันเป็นปฏินิสสัคคะ ผู้มีความสงบแล้วจบ พระอรหันต์ เอ้า!จบ ผู้มีความสงบแล้วมีชีวิต อยู่กับความไม่สงบ พระอรหันต์เจ้าจะมีปฏินิสสัคคะอยู่ อย่างนั้น เรียกว่า วิภวตัณหา จบ ไม่อยู่ตามตัณหา ไม่อยู่ตามตัณหาคือถ้าเผื่อว่าตัณหามันอยากสงบ เราต้องวิภวตัณหาต้องไม่สงบต้องไม่เอา น่าได้ น่ามี น่าเป็น ต้องไม่น่าได้ไม่น่า มีไม่น่าเป็น ต้องอยู่อย่างอุดมการต้องอยู่อย่างที่ มันสงบ พระอรหันต์ไม่อยู่อย่าง สงบหรอก แต่ใจท่านจะต้องพิสูจน์ตลอดเวลาว่า ท่านสงบได้ เพราะฉะนั้นท่านจะอยู่เป็นสภาพเหมือนกับมันไม่ลงตัว เหมือนกับมัน ย้อนแย้งอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงไม่ตกภพ จึงไม่ติดภพ จึงไม่มีภพ คุณมี ความสงบยินดีในความสงบคุณก็อยู่กับความสงบ คุณก็เสพอยู่กับความสงบคุณก็จมอยู่ กับความสงบ คุณก็ถูกฝังอยู่ตรงนั้น ภพก็เกิด เกิดจริงๆ เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ ประมาท ไม่ประมาทก็คือเมื่อเรายินดีในความสงบเราต้องไม่อยู่ในความสงบ เราก็จะไม่ถูกภพมันดึงไว้ ฟังไหวไหม เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับคนเสแสร้ง ไม่ใช่เสแสร้งหรอก เป็นคนที่ ไม่ถูกไอ้สิ่งนั้นมันดึงไว้ ไม่ใช่เสแสร้งเป็นคนที่ไม่ถูกสิ่งนั้นดึงไว้ ถ้าสิ่งนั้นดึงไว้ จมภพ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันไม่ถึง ตายกันหมดเลยตาย เป็นเบือหมดเลย เรายินดีในความสงบไหม สุดท้ายยินดีในความสงบ แต่เราไม่ ติดในความสงบ จะต้องไม่อยู่ที่จุด สงบที่มันสงบตื้นๆ แต่เราก็มีความสงบ ที่เราเข้าใจว่าเราสงบอะไร กิเลสของเรามันไม่ได้ดื้อดึง กิเลสของเรามันไม่ได้ มากวนมาเกินอะไรเรา ไม่ได้มีอัตตาไม่ได้มีอัตนียา มันไม่ได้ติดตรงนี้อย่างนี้เป็น ต้น เพราะฉะนั้นเราจะรู้ว่าชีวิตของคนเราดำเนินไป ดำเนินไปอย่างมีคุณค่ามี ประโยชน์และเราก็ไม่เสพไม่ติด อะไร สุดท้ายไม่เสพไม่ติดอะไร นี่สุดยอดเป็น อย่างนั้นนะ อาตมาอธิบายธรรมะมาให้พวกเราฟังนี่ ย้ำเนื้อหาความหมายของ นิพพาน ความหมายของวิมุติ ความหมายของสุดยอดของมนุษยชาติที่ควรจะเป็นก็ เน้นมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเรามาอยู่ได้ประพฤติปฏิบัติกัน ได้อบรมได้ฟังได้นั่นได้นี่ แม้แต่สมณะเราก็เดี๋ยวนี้ได้แสดงธรรม แสดงโน่นนี่ส่วนนั้นส่วนนี้ออกมาก็ดี แม้แต่ ฆราวาสก็ช่วยบรรยายมีแนวกว้างแนวลึก คนนั้นมาช่วยบรรยายเรื่องนี้ คนนี้มา ช่วยบรรยายเรื่องนั้น มาช่วยบรรยายเรื่องอาชีพบ้าง มาช่วยบรรยายเรื่องสิ่ง เกี่ยวข้องกับชีวิตเราบ้าง การกินการอยู่การออกกำลังกาย การทำโน่นทำนี่รู้สึก ว่ามันเป็นไปตามธรรม ดีขึ้นเห็นไหม มันมีอะไรองค์ประกอบของชีวิตที่สมบูรณ์ขึ้น เรื่อยๆ เราก็ได้นั่งรับประโยชน์เรื่อยๆ แล้วเราก็จะประกอบอะไรต่อ ประกอบ การงานประกอบกิจการ ประกอบเรื่องนั่นเรื่องนี่ต่ออะไรต่ออะไรเราก็มีไป ชีวิต จะมีโน้นมีนี่ มีสัมมาอาชีพมี สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะอะไร เราก็มีไปในชีวิตทั้งหมด ก็อยู่ในองค์หลักธรรมพวกนี้ทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรประหลาด แม้ว่ามันจะกว้างมันจะเกี่ยวพันกับการดำเนินชีวิต พวกเรามาเป็น อย่างนี้นี่พวกนำสมัยเขาทั้งนั้นนะ เขาจะตามเราไม่ทันง่ายๆหรอก กว่า เขาจจะมาถอดเกือกเก่งอย่างเรา ปัดโธ่!เราหนังเท้าหนาไปนานแล้ว อ้าว! จริงหรือว่าไม่จริง กว่าเขาจะตามเราทัน โฮ!ไม่ทันง่ายๆหรอก กว่าเขาจะมา เริ่มต้นฝึกถอดรองเท้า กว่าจะรู้สึกว่าผู้มีเกียรติ คือ ผู้ไม่มีเกือก โอย!อีกนาน อ้าว!จริงนะ แต่ก่อนนี้ไม่มีเกือก เขาไม่ให้เข้าในสถานที่หล่ายแห่งนะ เพราะ เขาถือว่าเป็นคนไม่มีเกียรติ เดี๋ยวนี้เขา...ไม่มีเกือกขึ้นไปเลยคนไม่มีเกือกนี่ให้ เข้าไปแล้ว หลายแห่งไม่ให้เข้าแต่เดี๋ยวนี้ยอมให้เข้าแล้วคนไม่มีเกือก อ๋อ!พวกนี้ มาจรากสันติมาจากอโศก เชิญๆ เกรงใจด้วยนะ เดี๋ยวนี้ชักเข้าใจแล้ว พวกไม่ มีเกือกนี่ คือพวกมีเกียรติ ที่จริงแล้ว คือพวกมีเกียรติยิ่งกว่าพวกมีเกือก เอ้า! จริงมันชักเริ่มขึ้นแล้ว ชักเริ่มขึ้นแล้วนะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการยังชีวิตในการ ยังสังคม พวกเรานี่นำหน้าเขาหลายขุม สังคมเรานี่มีอะไรนำหน้าสังคมข้างนอก เขา สังคมข้างนอกเขาไม่อบอุ่นอย่างเรา พวกเราอาตมาได้อีกอันหนึ่งจะบอกให้ฟัง ได้ภาษามันมาอธิบายความ จริง ภาษาที่ว่านี่เป็นคำพังเพย อาตมามาเห็นว่า เออ!พวกเรานี่เป็นพวกที่ ข้างนอกขรุขระข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง ส่วนข้างนอกสังคมข้างนอกเขานี่เป็นพวก ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง อ้า!อาตมามาเห็นความจริงอันนี้ขึ้นมา โอ!อันนี้ เราต้องค่อยๆอธิบายกันแล้วจะเข้าใจ คนข้างนอกเขานี่ โอโฮ! สวยพริ้ง แหม!ข้างนอกสุกใสมารยาทงาม เจอหน้ากันนะก็สวัสดีสบายดีบ๊อ เป็นอย่างไร งานการโน่นนี่ โอย!พูดนิ่ม มีอะไรจะให้ช่วยไหม โน่นนี่อย่างโน้นอย่างนี้ หวานจ๋อยเย็นเจี๊ยบเลยนะ แต่ข้างในเจ้าประคุณเอ๋ย เอ็งมันมีอะไรข้าจะ ซัดเอ็งได้ข้าจะเอาเอ็งได้ ข้าจะได้เปรียบเอ็งอยู่ตลอดในใจใช่ไหม คนข้าง นอกน่ะ ข้างนอกเขาน่ะ ข้างนอกเขาจะเป็นอย่างนี้หวาน แล้วดูมารยาทงามมี อะไรต่ออะไรดี แต่ข้างในลึกๆแล้วอะไรนะ น้ำใจเชือดคอน่ะ ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ ข้างนอกเป็นอย่างนั้นนะ ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ใส่ความ เขามากไปไหม (ผู้ฟัง:ไม่มาก) สังคมข้างนอกอย่างนั้นจริงๆ โอ!เขาดูดีนะ สังคมเขามีมารยาท เพราะฉะนั้นดู...อาตมาว่า เออ!จริงๆนะชาวอโศกถูกว่าอัน นี้ พวกนี้ โอโฮ!ดูสิคนเข้ามาที่นี่ใหม่ๆ มาเจอเข้า โอโฮ!เจอข้างนอกขรุขระ บางคนโดนหมัดเดียว มาปุ๊บโดนหมัดเลย ปึ๊ง!กระเด็นไปลิบเลยไม่เข้ามาอีกเลย พวกเรากระด้างดูหยาบดูแข็ง ดูไม่นิ่มนวลดูไม่สุภาพดูไม่มีน้ำใจ จริงๆดูเหมือนไม่ มีน้ำใจ ดูเหมือนหยาบดูเหมือนกับอะไรก็ไม่รู้ เหมือนคนป่าคนเถื่อนขรุขระ แต่ ลึกๆพวกเราพึ่งเกิดพึ่งแก่พึ่งเจ็บพึ่งตาย ที่เราปลูกฝังถึงแม้จะยังไม่บริบูรณ์ มันได้ ไหม ได้กว่าคนข้างนอกเขาไหม ได้กว่าสังคมข้างนอกเขาไหม อาตมาว่าได้นะ ได้กว่า พึ่งเกิดพึ่งแก่พึ่งเจ็บพึ่งตายได้กว่าสังคมกลุ่มข้างนอก แต่ข้างนอก ของพวกเรา เปลือกผิวดูจริงๆข้างนอกขรุขระ แต่ข้างในต๊ะติงโหน่ง แต่ ข้างนอกเขานี่ โอโฮ!ดูหวานจ๋อยเย็นเจี๊ยบเลย ข้างนอกสุกใสแต่ข้างในเป็นโพรง ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ เขาอยู่กันอย่างนั้นใช่ไหม สังคมข้างนอกน่ะ พวกเราก็อยู่กับสังคมข้างนอกกับเขาด้วย ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เห็นแล้ว เออ!อาตมาเห็นแล้วสบายใจภูมิใจในผลสำเร็จอันนี้ ถือว่าเป็นผลสำเร็จ นะ แต่ดีกว่านี้ยังมีอีกไหม อย่าไปขรุขระมากนัก พวกเรา โอโฮ!ใครเขาเข้า มาก็ให้มี มารยาทบ้าง ให้รู้สึกถ้อยทีถ้อยปราศรัยบ้าง ไม่อย่างนั้นมาถึงก็เสียบ มาถึงก็ทิ่ม มาถึงก็ทุ่มมาถึงก็หมัดอัด มาถึงก็เอาเลย คือเราจะต้องรู้ว่าในสังคมนี้เราก็ต้องรู้จักจังหวะจะโคน ค่อยๆให้เขา รู้ เออ!อย่างนี้เป็นอย่างนี้ ต้อนรับขับสู้กันอย่างนั้นก็พอเป็นพอไป เพราะทุกวันนี้ ไม่ใช่อะไร... ทุกวันนี้เราพอรับแขกได้ ต้อนรับแขกพอได้ มีแขกมีอะไรมา อาศัยมาอยู่ มาพึ่งพาหรือว่ามาศึกษามาร่วมอะไร พอเราได้เรามีกำลังเราก็ ไม่จนไม่ยากเกินการ พอเลี้ยงพอดูพอรับให้แขกมาพึ่งพาได้บ้างอยู่แล้ว แต่ก่อนโน้นเราจนมาก กำลังวังชาเราก็ไม่ดี ทุนรอนเราก็ไม่ดี โอกาสเวลาเราก็ไม่ ค่อยให้ เพราะฉะนั้นเราก็เข้มงวดกวดขัน คนเข้ามาไม่ติด ที่มาถึงก็ โอ้โฮ!ไม่ อยู่หรอก ก็ดีก็ถูกจังหวะแต่ก่อนนี้ เพราะเราเองยังด้อยยังจนยังไม่เก่งยังไม่ แข็งแรง ยังเอื้อเอื้อมอะไรไม่ได้เท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้เราพอได้พอสมควร ก็อย่า ไปเอานิสัยเก่าๆตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้วมาใช้เลยนะ พฤติกรรมเก่าๆเมื่อ 20 ปีที่ แล้วเปลี่ยนแปลงได้แล้วคลี่คลายได้แล้ว มันต่างกันแล้วโอกาสมันต่างกันสภาพมัน ต่างกัน นี่อาตมาทบทวนด้วย แล้วก็พูดให้พวกเราได้ซับซาบตรวจสอบความ เป็นจริง เราศึกษาฝึกฝนปริยัติของพระพุทธเจ้ามา แล้วก็เอามาปฏิบัติเอามา ประพฤติขัดเกลาเปลี่ยนแปลงชีวิต นี่เราเปลี่ยนแปลงไปได้หลาย เพราะฉะนั้น อโศกทุกวันนี้นี่ คนที่เขา wait and see เขาคอยดูเราอยู่นะ เขาก็เห็นขึ้น มานะเข้าใจจขึ้นมา เออ! เพราะฉะนั้นจจะเห็นได้แม้แต่องค์กรทางการ องค์กรทางรัฐองค์กรของข้างนอก เขาก็มีการสัมพันธ์กับเรามากขึ้น แต่ก่อนนี้ไม่ เลยนะอโศกนี่ไม่... ถ้าบอกอโศกแล้วเขี่ยออกก่อนเลย แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าจะมี มีหนังสือหนังหามาติดต่อมาเชื้อเชิญ มาสัมพันธ์ให้ไปร่วมอะไรต่ออะไรพอสมควรนะ ก็พิจารณาเอาอันไหนที่เขาเชิญมา ก็ไม่ใช่ว่าจะรีบกระโดดใส่หมดเลย ไม่เอา เอาพอสมควร ตรวจสอบดูพอเป็นพอไป เราก็ร่วมกับเขาไปเรื่อยๆเท่าที่เรา พอสัมพันธ์พอจะเกี่ยจะข้องกับเขาได้ ซึ่งก็ดูดีขึ้น แล้วก็มีอะไรใหม่ๆอะไรเกิดนั่น เกิดนี่ขึ้นมา ค่อยๆเป็นค่อยๆไปนะ แล้วเราก็จะตายด้วยกันนี่แหละ อยู่ด้วยกันไป อยู่อย่างอบอุ่นนะ แล้วก็ต้องปฏิบัติด้วยนะแม้แก่ก็ต้องปฏิบัติแล้ว ปฏิบัติก่อนตายใคร วางใจได้ดีเข้าคนนั้นคนนี้ได้ เป็นคนแก่ที่น่ารักคนนั้นก็ชนะ เป็นผู้ที่พิชิตกิเลสอัตตา มานะ คนแก่ที่ไม่มีอัตตามานะนั้นหาได้ยาก นี่ไม่ใช่อาตมาพูดนะ คำตรัสของ พระพุทธเจ้านะ ไม่ใช่อาตมาพูดนะ ใครอ่านพระไตรปิฎกก็จะเจอ คนแก่ที่ไม่ มีอัตตรมานะนั้นหาได้ยาก นี่มันเรื่องจริง แก่แล้วก็ถือดีถือตัวว่าแก่ สำนวนไม่ ต้องเอาอะไรมาก ข้าอาบน้ำร้อนมาก่อนเอ็ง นั่นอัตตามานะไม่ต้องไปอะไรมาก ข้าอาบน้ำร้อนมาก่อนเอ็ง ก็ใช่ แล้วถูกน้ำร้อนลวกมาแล้วใช่ไหม แล้วก็ใช้อีก ก็เพราะถูกน้ำร้อนลวกมาก่อนถึง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive