สัญญาวิปลาส กับวิปลาส 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัญญาวิปลาส กับวิปลาส 4 เรื่องวิปลาส มันสำคัญมากเลยคนทั้งหลายในโลกมันวิปลาสทั้งนั้น แต่เขาไม่รู้ว่าเขาวิปลาส วิปลาส เอ้า ถามก่อน ทิฏฐิวิปลาส สัญญาวิปลาส กับจิตวิปลาส สัญญากำหนดรู้ต้องรู้หน้าที่ของจิตที่แจกออกเป็นเจตสิกต่างๆ หน้าที่ของสัญญาของสังขารของเจตนา หน้าที่ของทิฎฐิ หน้าที่ของมนสิการ เป็นต้น ก็รู้หน้าที่ของอาการจิตว่าทำงานตามหน้าที่อย่างนั้นอย่างนี้ ถ้ายังกำหนดหน้าที่ไม่ได้ เวทนาคืออย่างไรมันก็มีอาการรู้สึก สัญญาทำหน้าที่อย่างไรก็คือทำหน้าที่กำหนดรู้หรือจดจำ หน้าที่ของสังขารก็คือการปรุงแต่งเป็นปัจจุบันขณะนั้น หน้าที่ของเจตนาต้องมีจิตที่มุ่งหมาย มันมี 3 เจตนา เจตนาเป็นกรรมเจตนาเป็นภวตัณหา เจตนาเป็นวิภวตัณหา วิภวตัณหาเป็นเจตนาที่ไม่มีภพแล้วไม่มีกามไม่มีภวภพแล้ว แต่เขาอธิบายโดยพยัญชนะ บอกว่าวิภวตัณหาแปลว่า ไม่อยากได้ไม่อยากมีไม่อยากเป็น เอาพยัญชนะมากลับกันเฉยๆไม่มีสภาวะเขาก็เลยไปอย่างนั้น เขาก็เลยไม่ไปไหนวนเวียนอยู่กับพยัญชนะ จริงๆแล้ววิภวตัญหาแปลว่าตัณหาที่ไม่มีตัณหาแล้ว ตัณหาไม่มีตัณหาที่มีกิเลสแล้วไม่มีภพชาติแล้ว ขอยืมคำว่าตัณหาคือความปรารถนาความต้องการที่ไม่มีภพชาติไม่มีกิเลสนำมาใช้ ส่แดนธรรม…ถ้าจะพูดว่าอยากได้ความไม่มีได้ไหมครับ พ่อครูว่า…อยากได้ความไม่มีมันก็เป็นมรรค ถ้าสำเร็จแล้วมันก็ไม่มีแล้ว แต่อาตมาก็เคยบอก พระพุทธเจ้าทำงานด้วยวิภวตัณหาพระอรหันต์ทุกองค์ทำงานด้วยวิภวตัณหา แต่เขาก็ฟังไม่ออกเพราะว่าไม่เข้าใจสภาวะติดกันแค่พยัญชนะเท่านั้น
พระพุทธเจ้าท่านให้สัญญาจิตและก็ทิฏฐิ สัญญาเป็นตัวทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ หากไม่รู้จักสัญญาจับอาการหน้าที่ของสัญญาไม่ได้แล้วใช้สัญญาไม่เป็นก็เลิกเลย ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ต้องใช้สัญญาเป็น จนสุดท้ายเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาเ
อ่านต่อ
วทยิตังนิโรธังโหติ สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้อย่างสำคัญเลยในวิญญาณฐิติ 7 ในสัตตาวาส 9 เป็นต้น ต้องใช้สัญญาทำงานแล้วกำหนดรู้ กาย ในวิญญาณฐิติ 7 ก็มีกายกับสัญญา กำหนดใช้งานแล้ว 4 ขั้นจนถึงขั้น อรูปฌาน วิญญาณฐิติต้องขณะมีวิญญาณคือต้องลืมตาสัมผัส การหลับตาไม่มีวิญญาณไม่ถือเป็นวิญญาณ ภิกษุสาติ เข้าใจว่าวิญญาณเป็นแบบสัมภเวสีซึ่งเป็นมิจฉาทิฐิ วิญญาณจะต้องมีที่ตั้งมีทวารทั้ง 6 เป็นตัวตั้ง ทั้งปสาทรูป เกิดวิสยรูป เป็นอาการรูป (พ่อครู มีอาการแปล๊บที่เท้าซ้าย) เพราะฉะนั้นการกำหนดรู้หน้าที่หรือการทำงานของเจตสิกที่เรียกว่าสัญญาเจตสิก สำคัญมาก หากผู้ใดสัญญาวิปลาสได้ กลัดกระดุมเม็ดแรกผิดแล้วกระดุมเม็ดอื่นก็ผิดหมด ทั้งนั้นเลย ขอผลัดคำว่า จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาสไปก่อน มาอธิบายวิปลาส 4 เพราะสัญญาวิปลาส อีก 4 จึงไปกันใหญ่ เขาก็ไปเรียนรู้กำหนดผิดหมด 1. ความไม่เที่ยงก็เห็นว่าเที่ยง 2. คำว่าทุกข์ ก็เข้าใจวิปลาสว่าเป็นสุข 3. คำว่าไม่มีตัวตนก็ไปเข้าใจว่ามีตัวตน 4. สิ่งที่ไม่น่าจะไปนิยมชมชื่นก็ไปยึดถือเป็นสิ่งที่นิยมชมชื่นเป็นของควรมีควรได้ควรเป็น อสุภะก็เข้าใจว่าสุภะ นี่คือวิปลาส 4 ผู้ที่มีวิปลาส 4 บริบูรณ์ แล้วเขาก็สัญญากันผิดแล้ว พวกเขาไม่บรรลุวิปลาส 4 เขาไปกำหนดความไม่เที่ยงว่าเที่ยง เช่น ต้องการสิ่งเป็นสุขให้อยู่นานๆ ที่จริงแล้วไม่ได้มีนานอะไรหรอกสุขมันก็เป็นการสัมผัส ที่จริงแล้วมันไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มันก็รู้สิ่งนั้นเกิดสิ่งนั้นมีธาตุรู้รู้ความจริงตามความเป็นจริงก็จบ แต่พ่อคุณไปเข้าใจว่ามันไม่มีสุขไม่มีทุกข์ทั้งๆที่มันเป็นทุกข์อยู่ในซ้ำไป ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปแต่คุณไปวิปลาสว่าเป็นสุข มันก็เจ๊งต่อไป วิปลาสไม่เที่ยง วิปลาสความไม่มีตัวตนว่าเป็นตัวตน ที่จริงแล้วไม่มีอะไรจะยึดถือเอาไว้ได้ ก็ลงท้าย อสุภะก็นึกว่าเป็นสิ่งสุภะ ที่จริงแล้วเป็นสิ่งไม่น่าจะปฏิพัทธ์มันเลยคุณก็ไปทำการปฏิพัทธ์ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นคนในโลกนี้หลงใหลในลาภยศสรรเสริญโลกีย์สุข โดยเฉพาะคำว่าสุข ลาภยศสรรเสริญเข้าใจได้ง่าย อยากได้ลาภยศสรรเสริญก็ต้องทุกข์แน่นอน อยากได้สุขนั่นแหละคือความทุกข์ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาเดียวที่ทำลายความสุขความทุกข์ทิ้ง เพราะความสุขความทุกข์มันแยกกันไม่ออก มันเป็นมายา มันเป็นเทวะ พระพุทธเจ้าทิ้งความสุขความทุกข์ไป เทวะ แปลว่า 2 พระพุทธเจ้าสามารถฆ่าเทวะได้หมดตั้งแต่น้อยจนถึงใหญ่โต ศาสนาพุทธไม่มีเทว ไม่มีพระเจ้าเรียกว่าอเทวะ Adheism ฟังแล้วเหมือนกับหยิ่งผยองลบหลู่อย่างนั้นแหละ เพราะตลอดทั้งโลกเขาเป็นเทวะ แล้วศาสนาที่เป็นการนับถือพระเจ้านั้นมีเยอะกว่ามาก คนจะเข้าใจ กรรม ไม่ต้องหลงเทวะ กรรมเป็นตัวดำเนินไปทั้งนั้น กรรมคือตัวเอง กรรมเป็นของตนเอง ปฏิบัติกรรมเป็นของตนเอง ตนเองรับมรดกกรรมของตัวเอง ก็พาเป็นพาไปกัมมโยนิ แล้วก็มีกัมมพันธุ ผู้ที่บรรลุแล้วก็อาศัยปัญญาอรหันต์สมบูรณ์เป็นปัญญาบรรลุอรหันต์ ผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์อย่างอาตมาก็จะเข้าใจว่าการอาศัยจิตที่บริสุทธิ์แล้ว รู้สุขรู้ทุกข์ รู้ว่าเขาติดยึดอะไร เราไม่ติดในสุขไม่ทุกข์แล้วเราเข้าใจสภาวะที่จิตมันไปเอียงข้างความสุขความทุกข์ มันมีสภาวะ 2 ทั้งสิ้นเลย ทั้งนั้นเลยแล้วก็อยู่เหนือความรู้ อยู่เหนือสิ่งที่เป็น แล้วเราก็อนุโลมปฏิโลมกับคนที่เขายึดถืออย่างนั้นอย่างนี้กับเขาไปก็ปฏิบัติไปกับเขาเท่านั้นเอง ให้พอเป็นพอไป ประนีประนอมกันเข้าไป เรียกว่า Compromise ที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 บอกว่า Thailand is the Land of compromise. ให้ประนีประนอมกันอาศัยกันและกัน มันมีความลึกซึ้ง ดีเยี่ยมยอดมาก (จาก...631102_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 15)