สื่อธรรมะพ่อครู(ทักขิเนยบุคคล) ตอน เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อุภโตภาควิมุติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.75 KB
วันที่แก้ไข1 มิถุนายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ทักขิเนยบุคคล) ตอน เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อุภโตภาควิมุติ _อ.1ว่า...ผู้มีปัญญาวิมุติจะสั่งสมเจโตวิมุติไป ผู้มี.. พ่อครูว่า...เจโตวิมุติคือจิต ชั้นกายสักขี ถือว่าปัญญาวิมุติสูงกว่ากายสักขี กายสักขีคือรู้จักรูปนาม ปฏิบัติได้รู้จักนาม รูป คนนี้หลุดพ้นโลกีย์ อนาคามีขึ้นไปในระดับกายสักขี พอเข้าใจตัวเอง มีปัญญามีวิมุติของตัวเอง คนนี้ก็ถือว่าเป็น อรหัตตผล กายสักขีนี้ อาสวะบางอย่างดับได้ ถึงปัญญาวิมุตินี้ดับอาสวะหมดสิ้น ถือว่าเป็นพระอรหันต์ เป็นปัญญาวิมุติ ส่วนอุภโตภาควิมุติ เป็นเจโตส่วนเหลือ หมดอนุสัย แต่ปัญญาวิมุติ ดับอาสวะสิ้นแต่เหลืออนุสัย ต้องดับอนุสัย จึงเป็นอุภโตภาควิมุติ

_อ.1ว่า..ผู้มีเจโตวิมุติไม่ว่าจะระดับไหน กับผู้มีปัญญาวิมุติ อันไหนจะเสื่อมได้มากกว่ากัน พ่อครูว่า...ก็ต้องเจโตเสื่อมได้มากกว่า แต่ปัญญาหากไม่สัมมาทิฏฐิก็จะเละกว่า จะสัมมาทิฏฐิก็ต้องอยู่ในขั้น ธัมมานุสารี ท่านถึงถือว่าในอาริยบุคคล 7 สัทธานุสารี กับธัมมานุสารี ถือว่าธัมมานุสารี เป็นสายปัญญาแต่ไม่เรียกปัญญานุสารี เพราะว่าธาตุรู้ไม่ถึงปัญญา ปัญญาต้องตัดกิเลสได้ พอเป็นทิฏฐิปัตตะ มีสัมมาทิฏฐิและบรรลุไปตามลำดับ เริ่มต้นอธิบายอย่างตื้นที่สุดคือผู้แสวงหา คือสายเจโตและสายปัญญา สัทธานุสารีเป็นสายศรัทธา จะไม่ค่อยรู้เรื่องว่าเราได้ แต่สายธัมมานุสารีจะรู้ว่าเราได้แล้ว แล้วเป็นทิฏฐิปัตตะ ต่อไป จนเป็น ปัญญาวิมุติเป็นอรหันต์ แต่ถ้าสายสัทธานุสารี มาเป็น สัทธาวิมุติ ก็ไม่ค่อยรู้ว่าได้แล้ว แล้วมาเป็นกายสักขี ก็กับอาสวะบางอย่าง แต่ไม่หมด ก็ไม่นับอรหันต์

พ่อครูว่า...เราเข้าใจสภาวะแล้วบัญญัติจะเหลื่อมไปบ้างก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ายึดแค่บัญญัติจะไม่ยอมให้เหลื่อมกันเลย ก็แล้วแต่ ธรรมะพระพุทธเจ้าเอาที่

อ่านต่อ

สังโยชน์ 3 เป็นตัวหลัก สักกายะทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส โสดาบันก็รู้สักกายะของตน สกิทาคามีก็รู้สักกายะของตน อนาคามีก็รู้สักกายะของตน แล้วจัดการให้หมดไป เป็นตามสังโยชน์ที่เหลือต่อไป

อ.1ว่า...ต่อให้เหลืออาสวะอนุสัย พอเป็นกายสักขีก็เป็นอนาคามี เป็นอรหัตตมรรค พ่อครูว่า...พวกเราเรียนกันอย่างมีสภาวะ รู้จักบัญญัติด้วย ไม่เหมือนพวกที่เรียนแต่บัญญัติเอาไว้สอบเท่านั้น ส่วนพวกที่เรียนแต่สภาวะก็เรียนแต่นั่งหลับตาเอาแต่อรหันต์เลย เขาไม่รู้จักว่าโสดาบันคืออย่างไร หลับตานี่ไม่มีวันรู้เรื่อง ไม่รู้สัมผัสเกี่ยวข้องว่าอบายมุขคืออะไร กามคืออะไร เขาไม่รู้เรื่อง ศาสนาถึงได้ผิดเพี้ยนไปเพราะมันเสื่อมจากคนอธิบายผิดเพี้ยน พวกนั่งหลับตานอกรีตไป ฝ่ายลืมตาก็เอาแต่ท่องตำราให้ได้ยศชั้นเป็นเจ้าคุณเป็นสมเด็จ สูงสุดได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชเลย ดีว่าในเมืองไทยมีสังฆราชองค์เดียว เมืองลาวเขามีสังฆราช 2 องค์

_เกร็ดดิน พ่อท่านเคยสอนไว้ สามสังโยชน์ต้องใช้ประจำ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ของโสดาบันคือ ศีล 5 ของสกิทาคามีคือศีล 8 อนาคามีคือศีล 10 อย่างนี้จะไม่สับสน พ่อครูว่า...พวกเราฟังธรรมะเข้าใจบัญญัติแล้วมีสภาวะ ไม่เหมือนคนที่เรียนแต่บัญญัติ แต่ไม่รู้ปฏิบัติอย่างไร ไม่ synchronize กันเลยระหว่างบัญญัติกับสภาวะ มันก็เลยน่าสงสาร อาตมาพาทำได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว ตกนรกหมกไหม้มาก็เยอะ เก็บขึ้นมาได้ขนาดนี้ พวกเราก็สืบสานกันไป รักษาธรรมะของพระพุทธเจ้าไว้ให้เป็นแก่นแกนเนื้อแท้ ปฏิบัติกันให้เป็นอรหันต์จะได้รักษาไว้ อย่างน้อยก็เป็นพระอนาคามี อย่างพวกเราหลายคน ไม่ต้องติดในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่ละคนมาทำอาชีพ อยู่ในชุมชนจะทำกสิกรรม ทำการค้าขายทำการพาณิชย์ พวกนี้เป็นอนาคามีขึ้นไปทั้งนั้น ไม่ได้วุ่นวายในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข กามแบบโลก ถ้าไม่เช่นนั้นก็เละเลย ผู้หญิงผู้ชายอยู่รวมกันมันเป็นสหศึกษานะ ไม่ได้แบ่งขีดคั่นเลย แต่ว่าพวกเรานี้ คนมาอยู่ที่นี่วางรากฐานและเป็นวัฒนธรรมเป็นจารีตประเพณีที่มันมีจริง เพราะฉะนั้นคนเข้ามาที่นี่ เขาอ่อนกว่านี้ก็ไม่กล้าเข้า ถึงแม้ว่าจะมีครอบครัว เป็นคู่ผัวตัวเมียก็อยู่กันอย่างไม่จี๋จ๋า ไม่เหมือนข้างนอก เป็นรูปแบบวัฒนธรรมที่เป็นไปได้

610530_เทศน์กัณฑ์พิเศษ ภูฟ้าผาธรรม จ.เชียงใหม่ พ่อครูสอนฝึกเจโตสมถะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน