สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อรหัตผลในชาวอโศก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.30 KB
วันที่แก้ไข1 มิถุนายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน อรหัตผลในชาวอโศก สู่แดนธรรมว่า...ผมเองก็ไม่รู้สึกจะถามอะไรนะครับ ผมก็ไม่มีปัญหาอยากถาม มีแต่ว่า ตั้งรับคอยตอบเขา บางทีผมก็กำลัง ความทุกข์ที่เกิดกับเรา ผมเองก็เอาไปสังวร เมื่อก่อนหาคนฟัง แต่ตอนนี้เกรงใจเขา พ่อครูว่า...ดี ไม่ยึดตัวยึดตนว่าฉันรู้กว่านะ

สู่แดนธรรมว่า...ผมเองกำลังประมวลธรรมะ คาดว่าแค่ละคนคงไม่เคยได้ยิน ในเรื่องของสังโยชน์ ทำให้ผมได้เกิดการวินิจฉัยว่า หากเป็นอนาคามีในโสดาบัน หากพ้นจากอนาคามีในโสดาบัน เป็นอรหันต์ในโสดาบัน ตัดกันตรงไหน ผมเห็นว่าสูงสุดคืนสู่สามัญของโสดาบันนั้น อยู่ที่ทิฏฐิ เพราะถ้าหากทิฏฐิ เป็นสังโยชน์ข้อแรก พัฒนามาพ้นสงสัย ทำศีลได้ผล แล้วผมถือว่า ทุกคนที่มีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ อโศกที่ไม่สมานกันเพราะว่าไม่กลับมาชำระทิฐิในสักกายะทิฏฐินั้น เพราะมันเป็นฐานของสกิทาฯอนาคาฯ ต้องชำระทิฏฐินั้นจนถึงระดับอาสวะอนุสัย หากไม่มีพื้นฐานตรงนี้ไปแล้วพวกเราจะเอาอะไรไปเป็นเครื่องทำให้ทิฏฐิของตัวเอง เป็นที่เบาบางลง หากเราไม่ฝึกตั้งแต่โสดาบัน พ่อครูสอน ทิฏฐิที่ว่า รูปไม่ใช่เรา เราไม่ใช่รูป พ่อครูว่า..คำว่ารูปไม่ใช่เรา เราไม่ใช่รูป คือผู้ที่สามารถเข้าใจธรรมะ 2 เข้าใจทำธรรมะ 2 แล้วทำให้ธรรมะหรือ 1 ได้ เมื่อเหลือ 1 ได้ก็ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา รูปไม่ใช่เรา เราไม่ใช่รูป เป็นขั้นปลายขั้นจบ ขั้นที่ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติธรรมถึงขั้นไม่มีตัวไม่มีตน โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา บทสุดท้าย อรูปอัตตา หากเป็นอนาคามีระดับสูง เพราะฉะนั้น เมื่อเราสอนอย่างนี้แล้ว เราสอนขั้นโสดาบัน ขั้นสกิทาคามีในโสดาบัน อนาคามีในโสดาบัน อรหันต์ในโสดาบัน ถ้าเข้าใจอันนี้แล้วคุณสอนรูปไม่ใช่เรา รูปมันคืออัตตา รูปข้างนอกคือกาม ตากร

อ่านต่อ

ะทบรูปภายนอก แล้วเราก็ปฏิบัติธรรมชั้นรู้กิเลสที่มันเป็นกิเลสกาม ล้างกิเลสกามได้ จนกระทั่งกระทบแล้วตาหูจมูกลิ้นกายของเราในทวาร 5 กระทบแล้วไม่มีกิเลสภายนอก อยากได้ เช่น อยากได้ทรัพย์สินเงินทองข้าวของ ก็เฉยเฉยแล้ว ไม่อยากได้มาเป็นเราเป็นของเรา รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็เรียนรู้ ข้างนอก รูปนี้เราต้องได้อย่างนี้ เสียงต้องได้อย่างนี้ กลิ่นต้องได้อย่างนี้ ไม่แล้ว กระทบภายนอก แสดงออกไม่เอา เรารู้สึกอายว่าเราไปติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แต่ยังมีภายใน รูปราคะ อรูปราคะ เป็นอนาคามี เหลือเราก็รู้ ในขณะที่เราอยู่ในโลก มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสมีข้าวของ ก็ไม่ต้องการเป็นเราเป็นของเรา จนกระทั่งเป็นรูปที่คุณสัมผัสแล้วลดได้ ก็ยังอยู่สัมผัสเกี่ยวข้องกับวัตถุสมบัติ ข้าวของอันน่าได้น่ามีน่าเป็น ลาภยศสรรเสริญทุกอย่างในโลก เราก็อยู่สัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับมันเป็นธรรมดา แต่เราเองไม่ได้อยากได้อยากมีอยากเป็น รู้ว่าได้อาศัยแต่พอสมควรก็พอแล้ว ชีวิตนี้ไม่ต้องการไปแย่ง ลาภ แย่งยศ สรรเสริญใคร แต่มันจะต้องได้เป็นบารมี ไม่อยากได้แต่มันก็จะได้ตามบารมี ยศก็ตาม ไม่อยากได้ยศ เขาก็จะตั้งยศให้แม้ไม่อยากได้หรอก ไม่อยากได้ลาภยศสรรเสริญ มันก็ได้ไปตามธรรมแต่จิตมันอยู่เหนือ มันจะได้มาตามธรรม เข้าไปถึงอนาคามี ไม่มีแสดงออกเลยภายนอก น่าอายแต่ภายในเหลือ เป็นรูปราคะ อรูปราคะ จนอนาคามีลด รูปราคะ อรูปราคะ เหลือมานะ ลดอีกจนกระทั่งเหลือเศษเป็นอุทธัจจะรู้เข้าใจหมดทุกอย่างทบทวน หมดอวิชชาก็หมดสิ้นสังโยชน์ หากเข้าใจสภาวะแล้วปฏิบัติจริง เป็นผู้ใกล้นิพพานแน่นอน ฟังดีๆ เข้าใจดีๆ แล้วตั้งใจดีๆกับปฏิบัติแล้วเป็นอรหันต์กันทุกคน จริงๆแล้วชาวอโศกเป็นอรหันต์ แต่มันไม่รู้บัญญัติไม่รู้สูตรอะไรของเรามันมีอรหันต์ แต่มันก็ไม่ชัดเจนมันไม่มีพยัญชนะ ไม่มีญาณทัศนะรู้ว่าเราหลุดพ้นแล้ว ไม่รู้ว่าหมดก็กลับไปมีใหม่ มันไม่เข้าใจไม่ชัดเจน ไม่รู้มโนปวิจาร 18 มันไม่เข้าใจชัดว่ามันมีฐานอุเบกขามันกลางรู้จุดสิ้นสุด รู้จักฐานอุเบกขาไม่ต้องผลักต้องดูด อะไรก็แล้วแต่ที่เราสัมผัสเกี่ยวข้อง ตั้งแต่วัตถุ ลาภ จนกระทั่งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แล้วรู้อัตตาของเรา ก็เป็นของเรามีของเราหรือไม่ ตอนนี้แหละมันก็จบ เรียนรู้แล้วเราก็อยู่กับมันโดยที่มันก็มีเป็นธรรมดา ลาภยศสรรเสริญ ดีไม่ดีมันก็มีมากมายมา เราก็ไม่ได้ติดยึดเป็นเราเป็นของเรา เราก็เอามาใช้อาศัย ยิ่งจะต้องมารับผิดชอบแบกหามอะไร เขาบอกว่ามีทองเท่าหนวดกุ้งนอนสะดุ้งจนเรือนไหว ถ้ามีทองท่วมหัวจะไปนอนอย่างไร สะดุ้งกระโดด กลัวคนจะมาแย่งชิงที่ปล้น ต้องสะสมไว้ทำไม แบ่งใครไปรักษาดูแลไว้ยิ่งดี มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆในจิต เราอยู่กับสาธารณโภคี เราก็สร้างสรรไปให้กองกลาง ส่วนกลางก็ไม่ได้กักตุนให้มีมากมาย เราก็สะพัดออกไปให้แก่ภายนอกให้เกิดประโยชน์ ดีไม่ดีก็ทำตลาดอาริยะซื้อของมาขาย ผลิตของออกมาได้ก็เอามาขายให้ถูก เอามาแจกให้ได้ยิ่งดี เป็นคนที่สมบูรณ์สูงสุดในเศรษฐกิจ พวกชาวอโศกทุกวันนี้อาตมาพาทำ พวกเราเป็นนักเศรษฐกิจที่สบาย ไม่ได้มาถ่วงเศรษฐกิจ มีแต่ช่วยเศรษฐกิจประเทศ แด่ท่านสมคิดไม่รู้จักว่าพวกนี้เป็นสังคมหมู่กลุ่มที่ปฏิบัติเศรษฐศาสตร์ได้สมบูรณ์แบบแล้ว ตามในหลวงตรัสไว้ มาเป็นคนในฐานคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา จบ finish 610530_เทศน์กัณฑ์พิเศษ ภูฟ้าผาธรรม จ.เชียงใหม่ พ่อครูสอนฝึกเจโตสมถะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน