06__บทที่ 2_ผ่องไพรธรรม กล้าจน.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.04 MB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความเข้มแข็งในการมองโลก ความเครียดและการเผชิญความเครียดของครอบครัวที่ให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้ทฤษฎีความเครียดและการเผชิญความเครียดของลาซารัสและโฟล์คแมน (Lazarus and Folkman) ต่อมาในปี ค.ศ. 1988 จาโลวิค ได้น าแนวคิดทฤษฎีความเครียดและการเผชิญความเครียดของลาซารัส (Lazarus and Folkman. 1984) มาปรับปรุงและเสนอแนวคิดของการเผชิญความเครียดมี 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการมุ่งแก้ปัญหา ด้านการจัดการกับอารมณ์ และด้านการบรรเทาความเครียด ในการศึกษาวิจัยนี้ ผู้วิจัยจึงใช้แบบทดสอบวิธีการเผชิญความเครียดที่แปลมาจากแนวคิดการเผชิญความเครียดของจาโลวิค (Jalowiec. 1988 อ้างถึงในรุ่งนภา เตชะกิจโกศล. 2552 : 21-22) แปลโดย ปราณี มิ่งขวัญ (2542) หมายถึงวิธีการที่บุคคลคิดหรือกระท าเพื่อลดหรือขจัดความเครียดที่เกิดขึ้น 3 ด้าน คือด้านการมุ่งแก้ปัญหา ด้านการจัดการกับอารมณ์ ด้านการบรรเทาความเครียดได้มีการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ครอบครัว ผู้ดูแล ความเข้มแข็งในการมองโลก มโนทัศน์ความเครียด มโนทัศน์การเผชิญความเครียด งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังนี้ 1. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม 1.1 ความหมายและสาเหตุของมะเร็ง 1.2 ลักษณะของมะเร็ง 1.3 กลไกการเกิดมะเร็ง (Cancer Genesis) และการแพร่กระจายของมะเร็ง 1.4 การแบ่งระยะของมะเร็งและวิธีการรักษา 1.5 การบรรเทาความปวดในผู้ป่วยมะเร็ง 1.6 มะเร็งที่พบบ่อยในประเทศไทย 2. ครอบครัว 2.1 ความส าคัญและความหมายของครอบครัว 2.2 แนวคิดระบบครอบครัว 2.3 ความสัมพันธ์ระหว่าง สุขภาพ/การเจ็บป่วย และครอบครัว 2.4 ระยะที่ต่อเนื่องของการปฏิสัมพ

อ่านต่อ

ันธ์ ระหว่างภาวะสุขภาพ/การเจ็บป่วย 2.5 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของครอบครัว 2.6 ลักษณะครอบครัว 13 ลักษณะที่มีปัญหา 3. ผู้ดูแล 3.1 ความหมาย 3.2 ประเภทของผู้ดูแล 3.3 องค์ประกอบของการดูแล 3.4 การปรับตัวของผู้ดูแล 3.5 ปัญหา/อุปสรรคในการดูแล 3.6 ผลกระทบของผู้ดูแล 6 3.7 วิธีการปรับตัวและเผชิญปัญหาของผู้ดูแล 4. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ 4.1 ความเข้มแข็งในการมองโลก 4.2 ความเครียด 4.3 การเผชิญความเครียด 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ 6. กรอบแนวคิดในการวิจัย ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ความหมายและสาเหตุของมะเร็ง มะเร็ง (Cancer) หมายถึงก้อนเนื้อชนิดร้ายแรง (Malignant Tumor) ที่สามารถแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียงและสามารถแพร่กระจายไปได้ทั่วทั้งร่างกาย เกิดการท าลายเนื้อเยื่อต่าง ๆ จนผู้ป่วยเสียชีวิตได้ มะเร็งเกิดจากความผิดปกติของกลุ่มยีนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ ท าให้เซลล์แบ่งตัวเพิ่มจ านวนขึ้นอย่างผิดปกติและไม่สามารถควบคุมได้ สาเหตุที่มีผลให้กลุ่มยีนเกิด ความผิดปกติหรือที่เรียกว่ากลายพันธุ์ (Mutation) นั้นได้แก่ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม รังสี สารเคมี เชื้อไวรัส (วิชากร พนมเสริฐ และ วาสนา แก้วหล้า. 2556 : 105-106) มะเร็งเต้านม (Breast Cancer) เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ที่อยู่ภายในท่อน้ านมหรือต่อมน้ านม เซลล์เหล่านี้มีการแบ่งตัวผิดปกติ ไม่สามารถควบคุมได้ มักแพร่กระจายไปตาม ทางเดินน้ าเหลืองไปสู่อวัยวะที่ใกล้เคียง เช่น ต่อมน้ าเหลืองที่รักแร้ หรือแพร่กระจายไปสู่อวัยวะที่อยู่ห่างไกล เช่น กระดูก ปอด ตับ และสมอง เช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ เมื่อเซลล์มะเร็งมีจ านวนมากขึ้นก็จะแย่งสารอาหารและปล่อยสารบางอย่างที่เป็นอันตรายและท าลายอวัยวะต่าง ๆ จนท าให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด มะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็น 4 ระยะคือ ระยะที่หนึ่ง ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กกว่า 2 ซม. และยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ าเหลืองที่รักแร้ ระยะที่สอง ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 ซม. และ/หรือมีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปยังต่อมน้ าเหลืองที่รักแร้ข้างเดียวกัน ระยะที่สาม ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. แพร่กระจายไปยังต่อมน้ าเหลืองที่รักแร้ข้างเดียวกันอย่างมาก จนท าให้ต่อมน้ าเหลืองเหล่านั้นมารวมติดกันเป็นก้อนใหญ่หรือติดแน่นกับอวัยวะข้างเคียง ระยะที่สี่ ก้อนมะเร็งมีขนาดโตเท่าไหร่ก็ได้ แต่พบว่ามีการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายที่อยู่ไกลออกไป เช่น กระดูก ปอด ตับ หรือสมอง เป็นต้น มะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก คือ ระยะที่ 1 และ 2 หรือในระยะที่สาม บางรายมีพยากรณ์โรคที่ดี คือมีอัตราอยู่รอดเกินห้าปีหลังจากการวินิจฉัยประมาณ 80.00-90.00 % (เรื่องที่น่ารู้และ ข้อควรปฏิบัติส าหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม. 2555 : ออนไลน์) 7 โอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม ผู้หญิงที่มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่ ผู้หญิงที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่า ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมหรือมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นญาติใกล้ชิด เช่น แม่ พี่สาวหรือน้องสาว ผู้หญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ผู้หญิงที่รอบเดือนมาเร็วและหมดช้า หรือใช้ฮอร์โมนทดแทนเป็นเวลานานกว่า 10 ปี และผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป ถ้าพบก้อนที่เต้านมในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 30 ปี จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเพียง 1.40 % แต่ถ้าพบก้อนในผู้หญิงที่มีอายุมากว่า 50 ปี จะมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงถึง 58.00% ให้สังเกตจากการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังบริเวณหน้าอก เช่น มีรอยบุ๋ม ย่น หดตัว หนาผิดปกติคล้ายเปลือกส้ม หรือบางส่วนเกิดเป็นสะเก็ด ความเปลี่ยนแปลงของหัวนม เช่น มีการหดตัว หัวนมบอด คันหรือแดงผิดปกติ เลือดออกทางหัวนม อาการเจ็บเต้านม หรือ มีก้อนที่รักแร้ การคล าก้อนที่เต้านมจึงเป็น สิ่งส าคัญที่ไม่ควรละเลย หากพบอาการ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย (เรื่องที่น่ารู้และข้อควรปฏิบัติส าหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม. 2555 : ออนไลน์) ผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไปทุกคนซึ่งมีจ านวน 19 ล้านคน มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เต้านม และโรคนี้ถือเป็นภัยเงียบใกล้ตัวเนื่องจากในระยะแรก มะเร็งเต้านมจะไม่แสดงอาการ ไม่เจ็บไม่ปวด จะปรากฏอาการผิดปกติให้เห็นเมื่ออยู่ในระยะที่ก้อนมะเร็งมีการอักเสบและลุกลามไปทั่วแล้วการรักษามักไม่ได้ผล ส่วนใหญ่จะเสียชีวิต การป้องกันที่ดีที่สุดคือการค้นหาก้อนมะเร็งให้เร็วที่สุด หากพบเร็วจะมีโอกาสรักษาหายและรอดสูง มะเร็งเต้านมร้อยละ 80.00 ตรวจพบได้ด้วยตนเอง ได้มีการรณรงค์ให้ผู้หญิงที่อายุ 20 ปีขึ้นไปตรวจเต้านมค้นหาโรคมะเร็งโดยตรวจหลังประจ าเดือนหมดแล้ว 37 วัน ตรวจทุกเดือนซึ่งเป็นวิธีประหยัดเป็นที่ยอมรับในระดับโลกว่าได้ผลดีที่สุดใช้เพียง 3 นิ้วสัมผัสที่นิ้วชี้นิ้วกลางและนิ้วนางค าเต้านม 2 ข้างตามเข็มนาฬิกา หากพบมีการผิดปกติให้ไป พบแพทย์ อาการผิดปกติที่สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งเต้านมควรไปพบแพทย์มีดังนี้ พบก้อนที่เต้านม ผิวหนังเต้านมเป็นรอยบุ๋ม ย่นหดตัว หนาผิดปกติ มีสะเก็ดหัวนมหดตัว คัน แดงผิดปกติ มีเลือดหรือน้ าไหลออกจากหัวนมโดยเฉพาะสีคล้ายเลือด ต้องรีบพบแพทย์ (มะเร็งเต้านม คร่าชีวิตหญิงไทยอันดับ 1 สธ เผยปีละเกือบ 3 พันคน. 2556 : ออนไลน์) วิธีการรักษามะเร็งเต้านม การรักษามะเร็งเต้านมมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับระยะการด าเนินของโรคและสภาวะของผู้ป่วย ได้แก่ การผ่าตัด การฉายรังสี การใช้ยาเคมีบ าบัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทางใน การรักษา ซึ่งอาจใช้ร่วมกันเพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นและช่วยยึดอายุของผู้ป่วยให้ยาวขึ้น 1. การผ่าตัด (Surgery) เป็นวิธีหลักในการรักษาโรคมะเร็งเต้านม และถ้าเป็นมะเร็งในระยะต้น ๆ การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งและบริเวณข้างเคียงออกก็จะสามารถรักษาโรคมะเร็งให้หาย ขาดได้ การพิจารณาว่าจะผ่าตัดด้วยวิธีใดขึ้นอยู่กับระยะของโรคมะเร็ง ขนาดของก้อนมะเร็ง สภาพร่างกายของผู้ป่วย ความช านาญของศัลยแพทย์ การผ่าตัดบริเวณเต้านม แบ่งได้ 2 วิธี 1. การตัดเต้านมออก 1.1 การตัดเต้านมออกทั้งเต้า (Total or Simple Mastectomy) คือ การผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งหมด (รวมผิวหนังส่วนที่อยู่เหนือก้อนมะเร็งและหัวนมด้วย) เดิมการผ่าตัดวิธีนี้เป็นวิธี 8 มาตรฐานที่ใช้กับผู้ป่วยทุกราย แต่ปัจจุบันแพทย์เลือกใช้กับผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่มีก้อนมะเร็งหลายก้อน เต้านมขนาดเล็ก หรือผู้ป่วยที่ไม่สะดวกหรือมีข้อห้ามในการฉายรังสีที่เต้านมหลังผ่าตัด 1.2 การตัดเต้านมออกเพียงบางส่วน (Partial Mastectomy or Breast-Conserving Surgery) คือ การตัดก้อนมะเร็งและเนื้อของเต้านมปรกติที่อยู่รอบ โดยตัดห่างจากขอบของอนมะเร็งประมาณ 1-2 ซม. โดยมากจะยังคงเหลือหัวนม ฐานหัวนมและส่วนใหญ่ของเนื้อเต้านม 2. การผ่าตัดต่อมน้ าเหลืองที่รักแร้ 2.1 การผ่าตัดต่อมน้ าเหลืองที่รักแร้ออกทั้งหมด (Axillary Dissection) เป็นมาตรฐานของการผ่าตัดมะเร็งเต้านมเพื่อก าจัดต่อมน้ าเหลืองบริเวณรักแร้ที่อาจมีการแพร่กระจายของมะเร็ง ท าให้ได้ประโยชน์ทั้งในการควบคุมโรค ทราบระยะที่แท้จริงของโรค และน ามาใช้ในการวางแผนการรักษา แต่หลังผ่าตัดอาจมีอาการเจ็บบริเวณแผล หลายรายจึงไม่พยายามยกแขน และบางรายอาจเกิดแผลเป็นดึงรั้งที่รักแร้ ซึ่งจะท าให้เกิดข้อไหล่ติด ท้ายที่สุดผู้ป่วยจะยกแขนขึ้นได้ไม่เต็มที่หรือบางรายอาจยกแขนไม่ได้เลย การป้องกันการเกิดข้อไหล่ติดที่ดีที่สุด คือ ให้ผู้ป่วยออกกายบริหารแขนและหัวไหล่เสียตั้งแต่ในระยะแรก ๆ หลังผ่าตัดเพื่อป้องกันข้อไหล่ติดและแขนบวม 2.2 การผ่าตัดต่อมน้ าเหลืองเซนติเนล (Sentinel Lymph Node Biopsy) เป็นวิธีการผ่าตัดต่อมน้ าเหลืองรักแร้ที่ได้รับการยอมรับมากในปัจจุบัน เหมาะส าหรับผู้ป่วยที่มีโอกาสน้อยที่มะเร็งจะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ าเหลืองที่รักแร้ 3. การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม (Breast Reconstruction) คือการผ่าตัดเพื่อน าเนื้อเยื่อที่บริเวณอื่นของร่างกายหรือใช้วัสดุที่ท าเลียนแบบเต้านม มาเพื่อเสริมหรือสร้างเต้านมใหม่ ช่วยให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกมั่นใจมากขึ้น ลดความสูญเสีย ช่วยให้มั่นใจในการกลับไปท างานและใช้ชีวิตตามปกติ (เรื่องที่น่ารู้และข้อควรปฏิบัติส าหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม. 2555 : ออนไลน์) 4. รังสีรักษา (Radiation Therapy) เป็นการฉายรังสีที่มีพลังงานสูงเข้าไปท าลายเซลล์มะเร็งโดยมีหลักการว่ารังสีจะฆ่าเซลล์ที่เติบโตเร็วได้มาก ดังนั้นเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวเร็วจึงถูกท าลายได้ง่าย แต่เซลล์ในร่างกายบางชนิด เช่นเซลล์ผิวหนังและเซลล์เยื่อบุล าไส้ซึ่งแบ่งตัวเร็วก็จะถูกท าลายไปด้วย อย่างไรก็ตามจากความก้าวหน้าทางด้านรังสีรักษา การฉายรังสีสามารถก าหนดรังสีให้ฉายไปยังเฉพาะบริเวณมะเร็ง จึงไม่ค่อยเกิดผลข้างเคียงต่ออวัยวะอื่น ๆ ส าหรับการรับการรักษาด้วยการฉายรังสีนั้น แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที โดยฉายติดต่อกันสัปดาห์ละ 5 วัน และพัก 2 วัน เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกท าลายไป ระยะเวลาในการให้รังสีรักษาประมาณ 4-6 สัปดาห์ ขึ้นกับชนิดของโรคมะเร็ง ต าแหน่งที่เป็นโรค อายุ ภาวะสุขภาพของผู้ป่วย (ชลิยา วามะลุน และคนอื่น ๆ. 2559 : 15) 3. การรักษาด้วยยา 3.1 ยาเคมีบ าบัด (Chemotherapy) เป็นยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์ต่อเซลล์ที่ก าลัง มีการแบ่งตัวแล้วส่งผลให้เซลล์นั้นตาย เซลล์มะเร็งที่มีการแบ่งตัวมากจึงถูกท าลาย แต่เซลล์ปกติที่ก าลังมีการแบ่งตัวก็จะถูกท าลายไปด้วย โดยเฉพาะเซลล์รากผมและเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร เนื่องจากยาเคมีบ าบัดออกฤทธิ์ทั่วทั้งร่างกาย ผลข้างเคียงจึงพบมาก ได้แก่ ผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือท้องผูก เป็นต้น 9 3.2 การรักษาด้วยฮอร์โมน (Hormonal Therapy) เป็นฮอร์โมนเพศ หรือยาที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน ซึ่งจะรบกวนการออกฤทธิ์และการสร้างฮอร์โมนเพศของผู้ป่วย จึงมีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมน มักใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งมดลูก 3.3 การให้ยาเจาะจงเซลล์มะเร็ง (Targeted Cancer Therapy) เป็นการให้ยาหรือสารบางชนิดที่ยังยั้งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง โดยไปรบกวนการท างานของโมเลกุลที่มีความจ าเพาะต่อมะเร็ง เช่น เซลล์มะเร็งเต้านมบางชนิดจะมีตัวรับเอสโตรเจน (Estrogen Receptor) ซึ่งเมื่อมีฮอร์โมนเอสโตรเจนเข้ามาจับก็จะกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งนั้น ยาเจาะจงเซลล์มะเร็งจะไปแย่งจับกับ Estrogen Receptor เซลล์มะเร็งจึงไม่ถูกกระตุ้นให้แบ่งตัว ยาดังกล่าวคือ Selective Estrogen Receptor Nodulators (SERMs) เช่น Tamoxifen, Toremifene เป็นต้น 3.4 การรักษาทางชีวภาพ 3.4.1 Immunothrapy เป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันมีบทบาทในการก าจัดเซลล์มะเร็ง การรักษาโดยวิธีนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและต้องการข้อมูลอีกมากเพื่อยืนยันว่าได้ผลในการรักษามะเร็ง 3.4.2 Gene Therapy เป็นการรักษาที่ใช้กลไกระดับยีนในการก าจัดเซลล์มะเร็ง เป็นแนวคิดที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเช่นเดียวกัน (วิชากร พนมเสริฐ และวาสนา แก้วหล้า. 2556 : 113, 115-116) สาเหตุของความปวดในผู้ป่วยมะเร็ง 1. จากมะเร็งโดยตรง มีการแพร่กระจาย (Metastases) 2. จากการรักษามะเร็ง เช่น การผ่าตัดเต้านม Mastectomy ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม Thoracotomy (พัสมณฑ์ คุ้มทวีพร. 2553 : 38) ท าให้ผู้ป่วยหลังผ่ามะเร็งเต้านมเกิดอาการปวดแบบรัดแน่น ปวดแสบปวดร้อนบริเวณด้านหลังรักแร้และอก ซึ่งจะเพิ่มมากขึ้นขณะเคลื่อนไหว 3. ความปวดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น อาจเกิดมีแผลกดทับ มีความวิตกกังวล ปวดศีรษะ จากเครียด (Tension Headache) ซึมเศร้า ภาวะท้องผูก ปวดกล้ามเนื้อ (Myofascial Pain) ความปวดในผู้ป่วยมะเร็ง แยกออกตามลักษณะการเกิดเป็น 1. ความปวดจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ (Nociceptive Pain) 2. ความปวดจากพยาธิสภาพในระบบประสาท (Neuropathic Pain) อาการเจ็บปวดในโรคมะเร็งแบ่งออกได้ ดังนี้ 1. Somatic Pain ความปวดที่เกิดเฉพาะเป็นบริเวณ ซึ่งอาจเกิดเป็นพัก ๆ ปวดแบบตุ๊บ ๆ ปวดบีบ ๆ เจ็บปวด ได้แก่ ปวดจากเนื้อมะเร็งลุกลามโดยตรงมาที่กระดูก เนื้อเยื่อข้างเคียงถูกกดเบียด 2. Visceral Pain ปวดเสียด ปวดบิด ๆ เป็นพัก ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการอุดกั้นของอวัยวะภายใน (Bowel Obstruction) ปวดร้าวไปผิวหนัง (Refer Pain) 3. Neuropathic Pain ผู้ป่วยจะมีความปวดแบบปวดแสบร้อน ปวดเหมือนเข็มทิ่มต า การสัมผัสก่อให้เกิดความปวด (Allodynia) การรับรู้ความรู้สึกเจ็บเล็กน้อยเป็นเจ็บปวดมากขึ้น (Hyperalgesia) เมื่อมีการกระตุ้นซ้ า ๆ ท าให้ปวดมากขึ้น (Hyperpathia) โดยอาจปวดตลอดเวลา (Continuous) หรือปวดเป็นพัก ๆ ขึ้นมาเอง (Paroxysmal, Spontaneous) เกิดเมื่อระบบประสาท 10 มีพยาธิสภาพหรือท าหน้าที่ผิดปกติ และ/หรือ ระบบประสาทส่วนกลาง เกิดมี Activity ผิดปกติ ขึ้นเอง (Spontaneous) หรือไขสันหลังบริเวณ Dorsal Horn เกิด Hyperexcitability ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งอย่างรุนแรงมักจะมีอาการปวดมากกว่า 1 ชนิด และต้องการการรักษาที่ซับซ้อน องค์การอนามัยโลกได้ให้ค าแนะน าการรักษาอาการปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็งไว้โดยแบ่งการให้ยาเป็น 3 ขั้น ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 มีอาการปวดเพียงเล็กน้อย ให้การรักษาด้วย NSAIDS เช่น Acetaminophen และdiclofenac และอาจให้ยาชนิดอื่นประกอบด้วย เช่น Antidepressants ขั้นที่ 2 มีอาการปวดปานกลางให้ยา NSAIDS ร่วมกับยาเข้าฝิ่นชนิดอ่อน และให้ยาชนิดอื่นประกอบด้วย เช่น Antidepressants และ Anticonvulsants ขั้นที่ 3 มีอาการปวดรุนแรง ให้ยาเข้าฝิ่นชนิดแรง คือยามอร์ฟีน ซึ่งมีทั้งรูปแบบยาฉีด ยาเม็ด ยาน้ าและแผ่นแปะผิวหนัง และอาจให้ยาชนิดอื่นประกอบด้วย ดังเช่นขั้นที่ 2 (สมภพ เรืองตระกูล. 2547 : 163) ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่าในปี 2557 มะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของคนไทย 10 อันดับแรก (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. 2559 : 2-3) มีรายละเอียด ดังนี้ ตารางที่ 1 มะเร็งที่พบบ่อย 10 อันดับแรกในประเทศไทย พ.ศ. 2557 อันดับ ชนิดของมะเร็ง % 1 มะเร็งเต้านม (Breast Cancer) 23.35 2 มะเร็งล าไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colon and Rectum Cancer ) 12.17 3 มะเร็งปอดท่อลมและหลอดลม (Lung, Trachea and Bronchus Cancer ) 10.71 4 มะเร็งตับและท่อน้ าดี (Liver & Intrahepatic Bile Duct Cancer) 8.77 5 มะเร็งปากมดลูก (Cervix Uteri Cancer ) 7.26 6 มะเร็งริมฝีปากและช่องปาก (Lip & Oral Cavity Cancer) 3.13 7 มะเร็งมดลูก (Corpus Uteri) 2.75 8 มะเร็งต่อมน้ าเหลืองชนิด (Non-Hodgkin’s Lymphoma) 2.52 9 มะเร็งกระเพาะอาหาร (Stomach Cancer) 2.47 10 มะเร็งหลอดอาหาร (Esophagus Cancer) 2.37 ที่มา : (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. 2559 : 2) 11 ตารางที่ 2 มะเร็งที่พบบ่อย 10 อันดับแรกของเพศชายในประเทศไทย พ.ศ. 2557 อันดับ ชนิดของมะเร็ง (%) 1 มะเร็งล าไส้ใหญ่และไส้ตรง (Colon and Rectum) 17.21 2 มะเร็งปอดท่อลมและหลอดลม (Lung, Trachea and Bronchus) 16.96 3 มะเร็งตับและทางเดินน้ าดี (Liver and Intrahepatic Bile Duct) 16.15 4 มะเร็งหลอดอาหาร (Esophagus) 5.07 5 มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Gland) 4.38 6 มะเร็งฝีปากและช่องปาก (Lip & Oral Cavity ) 4.26 7 มะเร็งโพรงหลังจมูก (Nasopharynx) 4.07 8 มะเร็งคอหอย (Oropharynx) 3.50 9 มะเร็งกระเพาะอาหาร (Stomach) 3.38 10 มะเร็งต่อมน้ าเหลืองชนิด (Non-Hodgkin’s Lymphoma) 3.32 ที่มา : (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. 2559 : 3) ตารางที่ 3 มะเร็งที่พบบ่อย 10 อันดับแรกของเพศหญิงในประเทศไทย พ.ศ. 2557 อันดับ ชนิดของมะเร็ง (%) 1 มะเร็งเต้านม (Breast) 42.41 2 มะเร็งปากมดลูก (Cervix Uteri) 12.15 3 มะเร็งล าไส้ใหญ่และไส้ตรง (Colon and Rectum) 8.78 4 มะเร็งปอดท่อลมและหลอดลม (Lung, Trachea and Bronchus) 6.50 5 มะเร็งมดลูก (Corpus Uteri) 4.60 6 มะเร็งตับและทางเดินน้ าดี (Liver and Bile Duct) 3.80 7 มะเร็งรังไข่ (Ovary) 3.46 8 มะเร็งฝีปากและช่องปาก (Lip & Oral cavity ) 2.36 9 มะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid) 2.24 10 มะเร็งต่อมน้ าเหลืองชนิด (Non-Hodgkin’s lymphoma) 1.98 ที่มา : (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. 2559 : 3) ครอบครัว ครอบครัว คือกลุ่มของบุคคลที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน มีความใกล้ชิดกัน และอาศัยในที่เดียวกัน ความหมายของครอบครัวในทางพันธุศาสตร์จะพิจารณาถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือดเป็นหลัก แต่ในสังคมคนทั่วไปมักจะเข้าใจความหมายของครอบครัวในทางภาพลักษณ์มากกว่า ทางพันธุศาสตร์ ครอบครัวเป็นหน่วยและสถาบันที่เล็กที่สุดแต่มีความส าคัญที่สุดเป็นระบบที่มี การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามระบบสังคม เศรษฐกิจ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ครอบครัว 12 ประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป มีความผูกพันกันทางอารมณ์ มีการแบ่งปันซึ่งกันและกัน มีค ามั่นสัญญาร่วมกัน ก าหนดสมาชิกครอบครัวด้วยตนเอง และท าหน้าที่เป็นสมาชิกใน ครอบครัว โดยไม่จ าเป็นต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด การแต่งงาน หรืออยู่บ้านเดียวกัน (พฤกษชาติ ทบแป. บรรยาย : 2557) ความหมายของครอบครัวในทางสังคมศาสตร์ ยึดภาพลักษณ์มากกว่าทางพันธุศาสตร์ เน้นการมีปฏิสัมพันธ์กัน เน้นการร่วมกันทางกิจกรรม ทางความคิด ที่เรียกว่า “มีสายใยรักแห่งครอบครัว”ดังนั้น บุตรบุญธรรม ร่วมสาบาน จึงจัดเข้าอยู่ในระบบครอบครัวในทางสังคมศาสตร์ด้วยในทางสังคมศาสตร์นั้น ลักษณะของครอบครัวอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามการใช้ชีวิตประจ าวันและสภาพของสังคมซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบท ครอบครัวที่ดี สมาชิกในครอบครัวต้องมีชีวิตที่มีความสุข มีสุขภาพดีทั้งทางกายและทางจิตใจ โดยมีสิ่งที่จ าเป็นเบื้องต้นดังต่อไปนี้ (1) มีความรักและความห่วงใยซึ่งกันและกัน (2) มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน สามารถพูดคุยกันได้อย่างเปิดเผย ไม่ปิดบัง และรับฟังแลกเปลี่ยนกัน (3) เห็นแก่ประโยชน์ครอบครัวมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ต้องรู้จักเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว (4) มีความซื่อสัตย์และไว้วางใจกัน จะต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และ(5) ท ากิจกรรมร่วมกันอยู่เสมอ (วิโรจน์ ไววานิชกิจ. 2557 : 6-8) ครอบครัวเป็นสถาบันทางสังคมที่สมาชิกมีความผูกพันใกล้ชิดยาวนาน โดยเฉพาะใน ยามที่มีบุคคลในครอบครัวเกิดการเจ็บป่วย สมาชิกในครอบครัวก็จะมีหน้าที่ดูแลรักษา และฟื้นฟูสุขภาพของบุคคลในครอบครัว และความเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัวก็มีผลต่อสมาชิกและครอบครัวโดยรวม (ศิริวรรณ วรรณศิริ. 2548 : 17) ในระบบครอบครัว เมื่อมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเจ็บป่วย จะมีสมาชิกในครอบครัว ท าหน้าที่เป็นผู้ดูแลไปโดยปริยาย ในรูปแบบของการดูแลอย่างไม่เป็นทางการ (Informal caregiver) โดยต้องอาศัยความรัก ความผูกพัน และความรู้สึกรีบผิดชอบต่อหน้าที่ ซึ่งจะช่วยเสริมให้ผู้ดูแลรู้สึกเต็มใจและให้การดูแลผู้ป่วยโดยไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ (วงจันทร์ เพชรพิเชษฐเชียร. 2554 : 258) ครอบครัวถือเป็นสถาบันพื้นฐานของสังคมที่มีความส าคัญที่สุด เมื่อใดที่ครอบครัวประสบปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อสมาชิกทุก ๆ คนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสมาชิกคนใดคนหนึ่ง มีภาวะของการเจ็บป่วยเกิดขึ้น ย่อมส่งผลให้สมาชิกที่เจ็บป่วยนั้นขาดหรือบกพร่องในหน้าที่ของตน ไม่สามารถดูแลตนเองได้ สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวจึงต้องท าหน้าที่ทดแทนและให้การดูแลสมาชิกที่เจ็บป่วยนั้นเพื่อคงไว้ซึ่งการมีสุขภาพที่ดีของสมาชิกในครอบครัว ครอบครัวมีหน้าที่ต่อไปนี้ 1. ให้การดูแลสุขภาพและความเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัว สามารถสังเกตภาวะแทรกซ้อนหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ 2. ครอบครัวต้องให้การส่งเสริมสุขภาพกับสมาชิกในครอบครัวทุกคนและช่วยแบ่งเบาภาระของสมาชิกที่เจ็บป่วยนั้น 3. ครอบครัวสามารถใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ง่าย ๆ ในการดูแลรักษาเบื้องต้น 4. ครอบครัวต้องให้ความรู้และมีทักษะในการดูแลสุขภาพอนามัยต่าง ๆ เช่น สถานบริการใกล้บ้าน การอ่านหนังสือ วิทยุและโทรทัศน์ เป็นต้น 13 5. ครอบครัวสามารถที่จะเลือกและตัดสินใจว่าควรจะให้การดูแลในรูปแบบใดที่ไม่เป็นอันตรายแก่สมาชิกในครอบครัว ตลอดจนเป็นผู้ก าหนดวิธีปฏิบัติการดูแลที่เหมาะสมถูกต้องแก่สมาชิกที่เจ็บป่วยนั้น (อ าไพวัลย์ นาครินทร์. 2553 : 29-30) ความสัมพันธ์ ระหว่างสุขภาพ การเจ็บป่วย และครอบครัว ครอบครัวเป็นแหล่งประโยชน์หลักของพฤติกรรมสุขภาพทุกมิติ ทุกบทบาท เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นกับภาวะสุขภาพ ลักษณะความรุนแรงของความเจ็บป่วย ความร่วมมือเอาใจใส่ของครอบครัว ปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัว มีผลต่อภาวะสุขภาพและการเจ็บป่วย ครอบครัวเป็นแหล่งประโยชน์หลัก ภาวะสุขภาพและความเจ็บป่วยกระทบต่อครอบครัวทั้งระบบ แผนภาพที่ 1 ความสัมพันธ์ ระหว่างสุขภาพ การเจ็บป่วย และครอบครัว ที่มา : (พฤกษชาติ ทบแป. บรรยาย : 2557) ระยะที่ต่อเนื่องของการปฏิสัมพันธ์ ระหว่างภาวะสุขภาพ/การเจ็บป่วยของครอบครัว 1. ระยะการส่งเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยง และการป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วย 2. ระยะประเมินอาการของการเจ็บป่วย ประเมินได้เร็ว ดูแลรักษาทัน 3. ระยะแสวงหาวิธีการดูแลรักษา แสวงหาข้อมูล ต่อรอง ตกลงกัน ภายในครอบครัว 4. ระยะส่งสมาชิกในครอบครัวเข้ารับการรักษา เมื่อครอบครัวไม่สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยที่บ้านได้ 5. ระยะตอบสนองการเจ็บป่วยเฉียบพลันโดยผู้ป่วยและครอบครัว ครอบครัวยอมรับความเชี่ยวชาญและความสามารถของบุคลากรทางสุขภาพ ร่วมมือ ปฏิบัติตามค าแนะน า 6. ระยะปรับตัวต่อการเจ็บป่วยและพักฟื้น เมื่อครอบครัวพยายามเผชิญปัญหา จัดการดูแล และปรับตัวเพื่อคงไว้ซึ่งความสมดุลของบทบาทหน้าที่ และศักดิ์ศรีของครอบครัว แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของครอบครัว 1. การลดขนาดครอบครัว ปัจจุบันในประเทศไทยพบว่า ครอบครัวส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยวตามอิทธิพลของสภาพทางเศรษฐกิจเพราะข้อจ ากัดของที่ดินและการต้องออกไปท างานไกลบ้าน ส่งผลให้ต้องมี การแยกครอบครัวออกไปอยู่ต่างหาก สามารถแบ่งลักษณะของครอบครัวได้ 2 แบบหลัก ๆ คือ 1.1 ครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) หมายถึงครอบครัวที่มีสมาชิกครอบครัวประกอบไปด้วย พ่อ แม่ และ ลูก ซึ่งครอบครัวลักษณะนี้มักจะพบในสังคมเมืองในปัจจุบัน เป็นปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัวมีผลต่อภาวะสุขภาพและการเจ็บป่วย ครอบครัว เป็นแหล่ง ประโยชน์ หลัก ภาวะสุขภาพและความเจ็บป่วยกระทบต่อครอบครัวทั้งระบบ 14 ครอบครัวขนาดเล็ก มีข้อดี คือ จ านวนคนน้อยท าให้อยู่อย่างมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันแต่ก็มีข้อเสียคือ คนน้อยและเกิดความเหินห่างกันได้ง่าย 1.2 ครอบครัวขยาย (Extened Family) หมายถึงครอบครัวที่สมาชิกครอบครัวมีมา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน