ตอบปัญหาผ่าวิญญาณฐีติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตอบปัญหาผ่าวิญญาณฐีติ _สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูค่ะ ในวิญญาณฐิติ 7 พ่อครูบอกว่าเป็นการปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ ใน ข้อ 1. กายต่างกัน สัญญาต่างกัน ลูกเห็นด้วยเพราะกายต่างกันสัญญาย่อมต่างกัน ข้อ 2. กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกันข้อนี้ลูกไม่เข้าใจว่า เมื่อกายต่างกันแล้วคือ กายหนึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิอีกกายก็ต้องเป็นมิจฉาทิฏฐิ แบบนี้ใช่ไหมคะ และข้อนี้สัญญาเป็นอย่างเดียวกันนั้นเป็นอย่างไร ข้อ 3. กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน ลูกว่าเมื่อกายทั้งสองเป็นสัมมาทิฏฐิ ลูกไม่เข้าใจว่า สัญญาจะต่างกันอย่างไร ลูกขอพ่อครูเมตตาช่วยอธิบายลูกด้วยเจ้าค่ะ น้อมกราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า…คำว่าวิญญาณฐีติ อาตมาบอกว่าเป็นการปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ เพราะว่าในขณะปฏิบัติต้องมีวิญญาณตั้งในขณะนั้นเลย วิญญาณจะมีฐีติ(ที่ตั้งอยู่) ต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กายเป็นที่ตั้ง แล้วคุณก็จะต้องมีการกระทบสัมผัสกับสิ่งภายนอก แล้วเกิดวิญญาณ ต้องปฏิบัติอย่างนั้นจึงจะสัมมาทิฏฐิ ไปนั่งหลับตาปิดทวารทั้ง 5 มันไม่ใช่วิญญาณฐีติ มันมีแต่วิญญาณสัมภเวสี ซึ่งก็อธิบายแล้วว่า สัมภเวสีคือวิญญาณไม่มีที่เกิดไม่มีที่ตั้ง เป็นการแสวงหาที่เกิดแสวงหาที่ตั้ง เป็นวิญญาณล่องลอย พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่างนั้นท่านไม่เอามาสอน อย่างที่ท่านว่าภิกษุสาติ ...ภิกษุสาติมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิด
อ่านต่อ
ขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี. (มหาตัณหาสังขยสูตร พตปฎ. เล่ม 12 ข้อ 440)
ยิ่งไปเข้าใจ โอปปาติกะ เข้าใจผิดไปใหญ่อย่างอาจารย์พร รัตนสุวรรณ เสียไปแล้ว เขาชอบใจ คำว่าโอปปาติกะมาก บอกว่าวิญญาณทั้งหลายล่องลอยไปแล้วเก่งด้วยนะ ไปสัมผัสบอกว่ารู้ว่าวิญญาณนี้หาที่เกิดไม่ได้ล่องลอยก็จะไปสร้างเจดีย์ให้อยู่ในป่าตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งน่าสงสารเลอะเทอะไปใหญ่ ยิ่งกว่าภิกษุ สาติ อีก เพราะว่าเห็นวิญญาณล่องลอยสงสารไปหมดเป็นตัวเป็นตน วิญญาณคนที่ตายแล้ววิญญาณจะไปตกนรกไปสวรรค์อะไรก็แล้วแต่ คนตายไปแล้วนั้น วิญญาณก็ไปตามภพภูมิของเขา วิญญาณที่จะศึกษาได้ต้องมีการกระทบสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภายนอกภายใน เรียกว่าวิญญาณฐีติ ถ้าไม่มีกาย ไม่มีภายนอกกับภายในมันจะไม่ครบปฏิบัติไม่สมบูรณ์ อาตมายืนยันว่าปฏิบัติวิญญาณฐีติ 7 นั้นถูกต้อง จะมีทั้งภายนอก ทั้งภายใน คำว่า กายต่างกันสัญญาต่างกัน ที่คุณว่า เพราะกายต่างกันสัญญาก็ย่อมต่างกัน อันนี้อาตมาว่า คุณไปเข้าใจว่า กายกับสัญญามันเป็นอันเดียวกันแล้วนะ ความหมายของคุณที่พูดอย่างนี้มา ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดแน่นอน(สู่แดนธรรมว่า...เพราะว่าในพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกันก็มี) นี่คือธรรมะที่ลึกซึ้งของพระพุทธเจ้า คำว่ากายคำหนึ่ง คำว่าสัญญาคำหนึ่ง แค่เนี้ยสำคัญนะ สัตตาวาส 9 ก็ดี วิญญาณฐิติ 7 ก็ดีพูดถึงเรื่องกายกับสัญญา โดยเฉพาะสัตตาวาส 9 ความเป็นสัตว์มีอยู่ 9 เท่านี้แหละ ถ้าคุณเข้าใจความเป็นสัตว์ใน 9 นี้ไม่ได้ แล้วคุณก็ปฏิบัติให้พ้นความเป็นสัตว์ทั้ง 9 นี้ไม่ได้ คุณก็ไม่เป็นอรหันต์ เพราะฉะนั้นจะให้พ้นสัตตาวาส 9 ให้ได้ คุณต้องเข้าใจกายกับสัญญาอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ถ้าคุณไม่เข้าใจคุณทำไม่ได้ เช่นคนไปนั่งหลับตาจะไปนั่งดับ อสัญญีสัตว์ แล้วอสัญญีสัตว์คือการไม่กำหนดรู้อะไรเลย คือการดับสัญญา ทำให้สัญญาดับ เป็นตัวที่ 5 ของ สัตตาวาส 9 ถ้าคุณทำอย่างนี้ ก็สุญโญเลย ถ้ายังพอเข้าใจว่า กายต่างกันสัญญาต่างกัน กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน ก็ยังมีการกำหนดหมายถูกได้นะ จะกำหนดอย่างไรก็ต้องเรียนรู้สัญญา แล้วกำหนดให้รู้กาย คำว่า กาย คำนี้ เมื่อมาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอน แม้แต่อุปัชฌาย์บวชพระ ต้องแยกกายแยกจิตให้ถูก ถ้าเข้าใจกาย จิตไม่ถูก สภาวะเมื่อไหร่เป็นกาย เมื่อไหร่เป็นจิต เมื่อไหร่จิตไม่เป็นกาย ถ้าแยกไม่ออกก็ไม่รู้จัก อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ผู้นี้ปฏิบัติธรรมอย่างไรก็ไม่ได้นิพพาน เมื่อบวชใหม่อุปัชฌาย์จะต้องให้กรรมฐานตัวนี้ คือแยกกายแยกจิตให้ได้ ผู้ใดที่บวชมาแล้วเข้าใจ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ไม่ได้ก็ไม่ต้องให้บวชหรอกเพราะไม่มีทางไปนิพพานได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้สอนกันอย่างถูกต้อง ไปสอนเป็นไตรลักษณ์ไปสอนเป็นปฏิกูลอะไรไปหมด ซึ่งมันเสื่อมไม่เข้าท่าแล้ว ถ้าคุณไม่เข้าใจกายไม่เข้าใจจิต เข้าใจ กายแล้ว ต้องมาปฏิบัติ จับสักกายทิฏฐิ จับกายที่ตัวเราให้ได้ มีรูปมีนามมีนอกมีในคุณปฏิบัติธรรมจะต้องมีนอกมีในเสมอ เราจะต้องกำหนดตัวเรากับอันอื่นที่มันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ต้องแยกรูปแยกนาม ปฏิบัติรูป 28 นาม 5 เสมอ โดยเฉพาะ นามตัว เจตนา ถ้าคุณไม่รู้จัก เจตนา แยกเจตนาไม่ออกคุณไม่รู้จักตัณหา ต้องล้างกามตัณหาก่อนแล้วก็ล้างรูป อรูปต่อ คุณก็หมด เหลือภพชาติสุดท้ายเป็นวิภวภพแล้วมีชีวิตอยู่ได้วิภวตัณหา นี่อธิบายอย่างโลกุตระ แต่เขาอธิบายวิภวตัณหาว่าไม่อยากมีภพ แต่มันแค่กลับกันไปมากับกามภพ ภวภพ อีกอันหนึ่งอยากมี อีกอันหนึ่งไม่อยากมีเท่านั้นแหละ แล้วไม่อยากมีคุณต้องเรียนรู้สิ่งที่มีให้หมด วิ แปลว่า ไม่ หรือ วิเศษ เมื่อไม่มีภพแล้ว ที่มีก็เป็นภพวิเศษ เป็นวิภวภพ วิภวตัณหา ซึ่งเขาเข้าใจไม่ได้เพราะอันนี้เป็นโลกุตรธรรม อาตมาก็ไม่เห็นตำราไหนเขาอธิบายอย่างนี้นะเรื่องวิภวภพ แต่ทีนี้มันก็ยังเป็นภพอยู่ แต่เขาไม่รู้จักภว แล้วก็มีแต่ตัณหาในกาม กับภวภพ เพราะว่าเขาล้างไม่เป็น ถ้าหากล้าง กามกับภพเป็นจึงรู้จักวิภวภพ อาตมาก็มาพูดว่าพระพุทธเจ้าสอนธรรมะด้วยวิภวตัณหา เขาก็บอกว่าไปหาว่าพระพุทธเจ้ามีตัณหาได้อย่างไร เขาก็ติดที่พยัญชนะคำว่าตัณหา ตัณหานั้นเป็นคำที่แปลว่าความประสงค์ปรารถนา อาตมาปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้ามีวิภวภพ จึงเข้าใจ ภพอันนี้ อาตมาไม่มีกามภพ ภวภพแล้ว อาตมาไม่มี อาตมาเป็นโพธิสัตว์อาตมามีวิภวภพ ซึ่งเขาเข้าใจไม่ได้หรอก อาตมาก็บอกว่าพระพุทธเจ้าทำงานด้วยวิภวตัณหา แต่พระพุทธเจ้าไม่มี ภวตัณหาแล้ว ตัณหาคือความต้องการปรารถนา ท่านก็ต้องการสร้างศาสนา ตอนแรกท่านจะไม่มี วิภวตัณหาเลย พออุบัติขึ้นมาตรวจโลก พบว่าคนมันมีกิเลสมาก ก็จะไม่สอนคนก็จะปรินิพพานเลย พระสหัมบดีพรหมก็มาอาราธนาบอกว่าโลกจะฉิบหายแล้วหรอถ้าท่านไม่สอน ถ้าคนฟังด้วยอคติก็จะต่อต้าน ถ้าคนฟังด้วยดีก็จะเกิดปัญญา อาตมาเล่าเรื่องตามพระไตรปิฎกที่ท่านมี ต่อมาก็มีมารมาอาราธนาให้ตาย บอกว่าเมื่อรู้ตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ตายสิ ซึ่ง พุทธเจ้าบอกว่า...หากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกและสาวิกาของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้รับคำแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ยังปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรมที่เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอกแสดงบัญญัติแต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ และข่มขี่ปรัปปวาทะที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ฯลฯ . (มหาปรินิพพานสูตร พตปฎ.เล่ม 10 ข้อ 102) พระอรหันต์หมดกิเลสแล้ว ตั้งปณิธานต่อเป็นโพธิสัตว์ อาตมาเป็นโพธิสัตว์มาบำเพ็ญต่อ ซึ่งในศาสนาเถรวาทบอกว่าเป็นพระอรหันต์แล้วก็ต้องตายเลยไม่สามารถกลับมาเกิดได้อีก เป็นความเข้าใจผิด ในพวกเถรวาทบอกว่าให้เป็นพระอรหันต์เป็นพระอรหันต์แล้วก็ไม่เกิดอีก ศาสนาก็เลยหมดไปอย่างรวดเร็ว เป็นพวกอุจเฉททิฏฐิ ที่ซับซ้อนน่าสงสารด้วย เป็นความเข้าใจปริวัตรต่างๆไม่ได้ มันก็เลยสั้นยาก แต่อาตมาเข้าใจทั้งที่ท่านเข้าใจไม่ได้ เข้าใจทั้งอรหันต์และโพธิสัตว์ เข้าใจทั้งมหายานและเถรวาท อาตมารู้ทั้ง 2 อย่าง แต่นี่เขาเข้าใจผิดไปเลยเป็นพระอรหันต์แล้ว ปรินิพพานในชาตินั้นแล้วจะต้องสูญไม่มีต่อ เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่รู้เรื่องโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ของเขาก็คือผู้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นปุถุชนเป็นพระอริยะไม่ได้ หนักไปเลยอย่างนั้น พระโพธิสัตว์เป็นอริยบุคคลไม่ได้ ปฏิบัติไปเรื่อยๆถึงวันดีวันคืนก็กลายเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้ผ่านการเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้าเลย เหมือนกับพระมหาบัวเป๊ะเลย ปึ๋งเป็นพระอรหันต์เลย ไม่มีลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ตามพระพุทธเจ้าสอน นี่น่าสงสารจริงๆ นัยซับซ้อนพวกนี้ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ที่บอกว่าสัญญาเป็นอย่างเดียวกันเป็นอย่างไร กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน ก็หมายความว่า กายในรูปกาย คนหนึ่งปฏิบัติอย่างหนึ่งอีกคนหนึ่งปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง กายต่างกันของคน คืออีกคนหนึ่งลืมตาปฏิบัติ อีกคนหนึ่งหลับตาปฏิบัติก็อยู่ในสภาพที่กายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน สัญญากำหนดหมายว่า ปฏิบัติลืมตาก็ไม่ต้องการให้มีนิวรณ์ 5 ปฏิบัติหลับตาก็ไม่ต้องการให้มีนิวรณ์ 5 เป็นอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นสัญญาจึงอย่างเดียวกัน เช่น ปฐมฌาน ฌาน 1 ไม่มีกิเลส ไม่มีนิวรณ์ เป็นต้น อันอื่นก็ขยายไป อันที่สาม กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน … สัมมาทิฏฐิแล้วก็รู้ว่าสัญญามันต่างกันได้ คือ ไปกำหนดหมายที่คนละสัญญา กำหนดหมายต่างกัน ในอันที่ 3 นี้เช่น ท่านยกตัวอย่าง จิตเป็นอาภัสรา อย่างเช่นธรรมกาย ลืมตาก็สว่าง หลับตาก็สว่าง ใสๆๆหมดเลย นี่พวกสายธรรมกายนี่ กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน สภาพของอาภัสราพรหม สภาพของความใส คือรูปนาม ถ้ากำหนดรูปใส นามก็ใส แต่ใสไม่เท่ากัน เพราะกายใสนี่ในรายละเอียด คุณเห็นใสก็จริง แต่ถ้าตาของคุณรับแสงกระทบดีๆในประสาทตาอวัยวะของคุณรับรู้มันไม่เท่ากัน ตาบางคนมีต้อ บางคนสั้น ยาวต่างกันก็เห็นใสไม่เท่ากันนี่คือกายต่างกัน แต่เขาสัญญาว่าใส แต่ใส มันต่างกัน คุณใช้ภาษาว่าใสอันเดียวกัน อันที่ 3 กายอย่างเดียวกันคือใส แต่สัญญาที่กำหนดรู้ นามของคุณ ใสต่างกัน สัญญามันใสข้างนอกกายอย่างเดียวกัน แต่ตัวจิตที่รับรู้มันต่างกันแต่ต่างคนต่างบอกว่าอาภัสราคือใส แต่สัญญาจริงคุณคนละอย่าง อันที่ 4 สุภกิณหา กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน สุภ คือน่าได้ น่ามี น่าเป็น ก็คือ น่าได้ดำมืด กิณหา คนที่สัมมาทิฏฐิก็อยากได้ คนที่มีจิตใจที่ดีก็อยากได้ สุภะ น่าได้น่ามีด้วยกันทั้งคู่ แต่ส่วนสัมมาทิฏฐินั้น รู้ว่า คุณหลับตาก็มืด ไม่ต้องการเห็นอะไร แต่ถ้าลืมตามันก็เห็น แต่พวกมิจฉาทิฏฐินั้นไม่ตรง ทั้งๆที่มันมืดก็เห็นสว่าง ทั้งๆที่เห็นสว่างแต่เขาก็ดำมืด เป็นพวกวิปลาส เพราะว่าเขามิจฉาทิฏฐิ ต่างกันที่เขามิจฉาทิฏฐิเขาก็ไม่ได้สิ่งที่จริง แต่ผู้ที่สัมมาทิฎฐิ สุภะก็เห็นความจริงตามความเป็นจริง มืดก็รู้ว่ามืด ดำก็รู้ว่าดำ สิ่งที่ไม่มืดไม่ดำ ยกตัวอย่างเช่น คุณหลับตาลงมีแต่มืดกับดำ แต่ถ้าคนที่ยังมีอุปาทาน หลับตาลงก็จะไม่ดำสนิท ดีไม่ดี เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยังไม่เข้าใจไปสร้างแสงสี เมื่อหลับตาลง ก็เห็นแสง สีม่วง สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน แสงใส วิปลาส ไป พวกที่สัมมาทิฏฐิแล้วหลับตาลงก็มีแต่มืด เพราะฉะนั้นคนที่ยังมีวูบวาบเห็นแสง ก็ยังเป็นอุปาทานทั้งนั้น นี่ลองปิดไฟ ปิดหน้าต่างปิดแสงไม่ให้เข้าเลยสิ ปิดให้มืดจริง แม้ไม่หลับตามันก็ยังมืด ยิ่งหลับตาก็ยิ่งมืด เพราะฉะนั้นคนที่ อุปาทาน ไปเห็นแสงสีในการหลับตา เป็นพวกที่ยังไม่หมดอุปาทาน คนที่หมดอุปาทานแล้วหลับตาในที่มืดก็มืด นอกจากแสงสะท้อนเข้ามานิดๆหน่อยๆ แต่ถ้าไม่มีแสงอะไรมันก็ต้องมืด ไม่มีวูบวาบ วูบวาบคืออุปาทานทั้งนั้น
631206_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าวิญญาณฐีติ 7