เป็นพระอรหันต์แต่บอกกันไม่ได้ คือความล้มเหลวของศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.60 KB
วันที่แก้ไข8 ธันวาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

เป็นพระอรหันต์แต่บอกกันไม่ได้ คือความล้มเหลวของศาสนาพุทธ _นิยม เขียวอ่อน : ในพระพุทธกาลมีพระท่านปฎิบัติจนบรรลุพระอรหันต์ ได้บอกให้พระองค์อื่นให้ท่านทราบ จนพระท่านไปสอบถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสว่าท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วแต่พระองค์ท่านตรัสไม่สรรเสริญคนพระอรหันต์ที่สำเสร็จแล้วแล้วบอกให้คนอื่นทราบ อาจเป็นพระคนไม่เข้าใจว่าพระอรหันต์ท่านเป็นอย่างไร หรือเหตุผลในที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ซึ่งในพุทธกาลสำเสร็จแล้วพูดว่าสำเสร็จแล้วแต่มีน้อยมาก ต่อพระพุทธเจ้าท่านทรงห้ามไว้ พระอรหันต์สามารถตรวจสองได้ทางธรรม โดยตรวจสอบธรรมนิพพานจากพระอรหันต์ด้วยกันจะบอกได้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์หรือยั พ่อครูว่า…ผู้ที่มีคติความเชื่อที่ว่าเป็นอรหันต์แล้วบอกใครไม่ได้คนนี้มีคติที่ไปไม่เป็นเดรัจฉานก็สัตว์นรก โลหิจจสูตร (ผู้บรรลุธรรมแล้วควรบอกผู้อื่นหรือไม่) โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ ๒ คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358) การบอกผู้อื่นอีกว่า ผู้บอกผู้อื่นว่าบรรลุผู้นั้นไม่ใช่ผู้บรรลุ อันนี้เป็นความคิดและคำพูดที่ค้านแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเข้าใจอย่างนั้น อรหันต์ก็จะเป็นอรหันต์ เดาเอาหมด เพราะว่าเป็นอรหันต์และบอกคนอื่นไม่ได้คนอื่นจะรู้ได้อย่างไร เขาก็เดาไปทั้งนั้น นี่คือคำพูดที่ไม่คมไม่ชัด ทำให้ผิดเพี้ยนไป ถ้าคนอยากบอกผู้อื่นพระพุทธเจ้าก็ไม่สรรเสริญน่ะสิ แต่ถ้าไม่ได้อยาก แต่ควรบอกก็ต้องบอก ให้ร

อ่านต่อ

ู้กันเพื่อเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เป็นการอวดอ้าง ไม่มีอคติไม่มีสาเฐยจิต แต่ควรบอกเพื่อให้รู้ความจริง อย่างอาตมาบอกนี้ อาตมาไม่ได้บอกเล่นๆง่ายๆ อาตมาบอกมาว่าตัวเองเป็นอรหันต์เมื่อ พ.ศ. 2548 คิดดูสิ อาตมาทำงานตั้งแต่ พ.ศ. 2513 อาตมาบอกว่าแสดงเป็นโพธิสัตว์ก่อน แต่อาตมามาบอกว่าตนเองเป็นอรหันต์เมื่อ พ.ศ. 2558 ไม่ใช่ว่าอยากบอกเล่นๆง่ายๆ แต่อาตมาก็มีหลักฐาน อาตมาบอกว่าตนเองเป็นอรหันต์ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2520 เคยบอกไป 2 คนคืออาจารย์ดร.ขวัญดีกับอาจารย์แสง จันทร์งาม อ.แสง จันทร์งาม เคยมีคนไปถามว่าจำได้หรือไม่ท่านก็บอกว่าจำไม่ได้ ตอนนั้นอาจารย์แสงก็อายุ 90 กว่าแล้วก็บอกว่าจำไม่ได้ ถ้าเผื่อว่า อ.แสง จำไม่ได้ ที่ไม่เคยบอก มันน่าจะจำได้มากกว่า เคยบอกแล้วจำไม่ได้ก็เอาล่ะ แต่ถ้าไม่เคยบอกนี่ น่าจะจำได้มากกว่า ซึ่งอ.แสง เคยมาเซ้าซี้ถามว่า อาตมาเป็นอรหันต์หรือไม่อาตมาก็เคยตอบว่าเป็นจริง แล้ว อ.ขวัญดีก็เคยถามมา อาตมาก็เคยบอกว่าใช่ มีที่ไหนที่พระพุทธเจ้าห้ามพูดว่าเป็นอรหันต์ ซึ่งคนที่ไม่มีจริงในตนนั้นพระพุทธเจ้าท่านห้ามบอก แน่นอน ถึงเป็นปาราชิกเลย ถ้าไปอวดตัวว่าเป็นอรหันต์โดยที่ตัวเองไม่มีจริงเป็นพระปาราชิกได้นะตามพระวินัย นี่ยิ่งใหญ่เลย อันนี้ห้ามแน่นอน หรือมีอีกนัยยะหนึ่ง อย่าไปบอกคุณธรรมที่คนรู้ไม่ได้ คือบอกความรู้ ที่เกินจากภูมิของผู้ที่ฟังที่ควรรู้เรียกว่า อนุปสัมบัน คือผู้มีฐานที่ยังไม่ถึงที่จะฟังได้ เราก็ไม่ควรบอก อย่างนี้มันมีรายละเอียด อย่าเพิ่งไปบอก ถ้าบอกผิดฐาน พระพุทธเจ้าท่านปรับอาบัติปาจิตตีย์ ไม่ใช่เป็นปาราชิก เพราะว่ามีคุณธรรมนั้นในตน แต่บอกผิดฐานะ กาละอันควร โดยเฉพาะบุคคลที่เป็น อนุปสัมบัน คำว่าอนุปสัมบันก็แปลต่างกัน ทางโน้นแปลว่า เป็นภิกษุสงฆ์ผู้คนห่มจีวร ก็ให้บอกได้ แต่ที่จริง ไม่มีภูมิพอจะรู้ได้พูดบอกไปก็เละเทะ แม้จะบวชได้รูปร่างนุ่งห่มจีวรก็ตาม ซึ่งมันต้องเอาตามฐานะแท้ของฐานของจิตวิญญาณ เป็นอุปสัมบัน มีภูมิถึงขีดที่ควรจะรู้ แต่ถ้าไม่มีภูมิจะรู้ได้ก็เละเทะ แถมได้พยัญชนะภาษาไปต่อเติมอีกเละเทะเสียผล ตีกลับ ผู้เป็นพระอรหันต์ก็ตรวจสอบได้ของกันและกันก็จริง พระอรหันต์ด้วยกันก็จะรู้จักอริยสัจ 4 และรู้จักจิตเจตสิก โดยเฉพาะรู้จักจิตที่เป็นกิเลสอาสวะ อาสวะขั้นไหน ขั้นที่ยังมีอุทธัจจกุกกุจจะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ก็ต้องดูอาการของสิ่งเหล่านี้ มันมีอาการที่มีดีกรีต่างกัน แล้วจิตใจของเราหมดแล้ว สัมผัสเกี่ยวข้องกับสัตว์เราก็ไม่มีจิตอาสวะพวกนี้ สัมผัสกับข้าวของวัตถุกับพืชเป็นศีลข้อที่ 2 สัตว์อย่างหนึ่ง ของอย่างหนึ่ง ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวข้องกับของ อย่าทุจริตได้เรื่องเกี่ยวกับของ ศีลข้อที่ 1 อย่าไปทำร้ายกัน ศีลข้อที่ 2 นี้ ทำกับพืชกับของ มันไม่มีจิตวิญญาณไม่มีวิบากบาปบุญอะไรไม่มีเวทนาอะไร เพราะฉะนั้น พีชะ หรืออุตุ ก็คือศีลข้อที่ 2 เป็นแต่เพียงว่าอย่าไปทำกรรมที่ทุจริต ส่วนศีลข้อที่ 3 นั้นเป็น รสของกามคุณ 5 (ตาหูจมูกลิ้นกาย) ต้องเกี่ยวข้องกับศีลทั้ง 3 ข้อนี้ ถ้าทั้งหมดนี้ไม่มีกิเลสร่วมเลยคุณก็เป็นพระอรหันต์ในศีลทั้ง 3 ข้อนี้ เข้าใจให้ละเอียดเถอะ ส่วนข้อ 4 ทางวาจาข้อ 5 ทางจิตวิญญาณ ซึ่งไปติดเมามายใน สุราเมรยมัชชะ เขาแปลว่าสุราคือน้ำเมา เมรยะคือน้ำเบียร์ อะไรพวกนี้ มันจัดหรืออ่อนกว่ากันก็ได้ แต่มันยิ่งกว่านั้น ยิ่งมัชชะนี้เมาอย่างไรเมายาลมยาดม อะไรอย่างนี้

_สู่แดนธรรม…5 มีนาคม 2558 พ่อครูได้ประกาศอรหันต์ ที่พุทธสถานศาลีอโศก มีผู้ชม หนึ่งแสนสองหมื่นกว่าคน มีวิจารณ์ไปคนละทิศคนละทาง

631207_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 20

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน