สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ตอน 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข22 เมษายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ตอน 2 พ่อครูว่า...วันเสาร์ที่ 7 เมษายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 7 ค่ำ เดือน 5 ปีจอ เป็นวันที่ 3 ของงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ มองไปในศาลาดูเต็มใช้ได้ดี เห็นหน้าเห็นตากันในวันสำคัญ แม้ไม่วันสำคัญก็น่าจะมาให้เห็นกันอย่างอบอุ่นเช่นนี้ วันนี้อากาศเย็นรู้หรือเปล่าตอนนี้ฤดูอะไร ฤดูหนาวหรือฤดูฝน เมื่อคืนฝนก็ตก แต่ตกเป็นซู่ๆ ลมมา ฝนก็มากลางคืน ตกแล้ว เอาเถอะ ธรรมชาติจะวิกฤตก็วิกฤตไป แต่พวกเรานี้จะต้องไม่วิปริต จะต้องเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะปัญญา โดยเฉพาะ มีสติ แล้วต้องเป็นโพชฌงค์ โพชฌงค์ นี้คนไม่ค่อยพูดถึงแม้แต่การศึกษาทางธรรมก็ไม่ค่อยพูด แต่โพชฌงค์นี่เป็นตัวหลักเป็นตัวปฏิบัติ มรรคองค์ 8 กับโพชฌงค์นี้ รวมกันแล้วสุดยอดก็คือโพธิปักขิยธรรม 37 โดยที่โพชฌงค์เป็นตัวเดิน มรรคเป็นทาง มรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน หมายความว่าเราจะต้องเป็นคนที่เข้าใจในทิฏฐิ มีความรู้แล้วอย่างสัมมาทิฏฐิ 10 เข้าใจแล้วว่าเวลาจะทำทาน ทินนัง เราจะทำทาน เราจะทำอย่างไร เราจึงจะมีมรรคมีผล ทำทานที่ไม่มีมรรคผลคือทานกันไปเสร็จแล้วก็สาธุขอให้ได้รวยล้าน ให้ได้วิมาน ให้ได้เป็นเศรษฐี ได้แฟนสวยๆ สารพัดที่จะตั้งจิตไว้ผิด ให้ทานแต่ไม่มีผล เรียกว่านัตถิทินนัง การทานแล้วไม่มีผลเพราะว่าตั้งจิตไว้ผิด ทานคือให้ ทานไม่ใช่เอา แต่กลับ แค่ให้แค่นี้ แต่จะเอาค้ากำไรนับไม่ถ้วน จิตมันตั้งไว้ผิดก็เลยไม่มีผลอะไร เพราะฉะนั้น ประธานในมรรคทั้ง 8 ถ้าเราเองเรามีโพชฌงค์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อมว่าเราทำทานไหม ทานได้ มีสตางค์มีเงินเท่านี้ก็ทานมาซื้อหอมหัวใหญ่ มะม่วง ของน่าซื้อ แต่ไม่ค่อยมีคนมาซื้อ ซื้อมาแล้วก็ทำทานถวายพระ เสร็จแล้วก็ตั้งจิตผิด ไม่มีสติ สติมีแต่เป็นมิจฉาสติ รู้ว่าเรากำลังจะทำ

อ่านต่อ

ทานทำสิ่งที่ดีเป็นกุศล เป็นสิ่งที่ดีงาม ทำทานให้ ทำแล้วจิตกลับเป็นกิเลสเป็นอกุศลจิตได้กิเลส เติมขึ้นมาก็เลยไม่เข้าท่า เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรม สติมีแต่เป็นมิจฉาสติเพราะว่าตั้งไว้ผิด ตั้งใจตั้งสติไว้ผิด เสร็จแล้วธัมมวิจัยไม่มีเลย ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่ได้วิจัยเลยว่า กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม รู้ว่าเราเองเราทำทาน มีรูปธรรมทางนอก นี่ให้ แต่นามธรรมทางในนี้เอา มันก็เลย เอ็งจะให้หรือจะเอานะ เลยไม่รู้ว่าจะเอาอะไร ไม่มีธัมมวิจัยให้แก่ตัวเอง ตัดสินไม่ได้ ตัดสินเหมือนกันแต่มิจฉาทิฐิทำทานไม่มีผล เพราะไม่ได้วิจัยธรรม ไม่ได้วิจัยรูปนาม ไม่ได้วิจัยเวทนา วิจัยจิตก็แล้วใหญ่ คำว่าจิตมีตัวอกุศลจิตเป็นเหตุ ก็ไม่ได้วิจัยหาเหตุนี้เลย ไม่ได้วิจัยธรรมไม่รู้ว่านี้เป็นธรรมะอะไร โลกุตรธรรม โลกียธรรม เป็นกุศลหรืออกุศลไม่รู้เรื่อง มีวิริยะก็เป็นมิจฉาวิริยะ มีความเพียรตั้งอกตั้งใจทำทาน เพื่อที่จะปฏิบัติประพฤติแล้วหลงผิดอย่างแรง เป็นต้น นี่คือการไม่รู้ธรรมะ สัมโพชฌงค์ เป็นตัวที่จะปฏิบัติแท้ ไม่รู้เรื่องในการปฏิบัติใด ปฏิบัติไปก็ผิดๆ เพราะฉะนั้นจะมาปฏิบัติธรรมก็ไร้ผล ไร้อานิสงส์ เพราะว่า เราไม่เข้าใจ มิจฉาทิฏฐิ ประพฤติปฏิบัติอะไรก็ผิด แม้แต่จะปฏิบัติไปตามทางปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติเพื่อให้เกิดจิตเป็นจิตสะอาด ทำให้จิตสะอาดจากกิเลสแล้วก็จะได้ปฏิบัติไป ในขณะทำงานอาชีพ อาชีวะก็ปฏิบัติ จิตเราก็ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาธัมมวิจัย ถูกต้อง พากเพียรแล้วก็ถูกต้อง มันก็จะเกิดผล เป็นจิตที่ดี โดยเฉพาะจิตเป็นบุญ จิตที่ได้ชำระกิเลสด้วย จิตก็จะตกผลึก สจิตปรโยทปนัง ทำจิตให้ผ่องใสขึ้นเรื่อยๆก็จะได้ทำไปเรื่อยๆ อาชีวะกัมมันตะ วาจา สังกัปปะทำให้จิตสะอาด สจิตปรโยทปนัง ตกผลึกควบแน่นเป็นสมาธิ สมาธิก็จะเกิดอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเราปฏิบัติสมาธิของพุทธนั้น ปฏิบัติทั้งในขณะทำอาชีพ เป็นสัมมาอาชีวะ ทั้งในขณะทำทุกกรรมกิริยาการงานใดๆกัมมันตะ ทุกกัมมันตะ พูดก็ตาม วาจา คิดก็ตามสังกัปปะ เราก็มีสติ ธัมมวิจัย วิริยะ จัดการทำใจของเรามนสิการ การทำใจของเราก็เป็นการทำใจที่สะอาดบริสุทธิ์สั่งสมตกผลึก ก็เป็นสมาธิ สมาธิเกิดอย่างนี้ สมาธิไม่ได้เกิดจากการไปนั่งหลับตา ไอ้นั้นก็ใช่ แต่ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สมาธิของศาสนาพุทธ นั่งสะกดจิตหลับตา หลับตาไม่มีอาชีพไม่มีการงานไม่มีการพูดไม่มีการคิดอะไรเป็นสมาธิหลงทาง เป็นสมาธิผิด เป็นสมาธินอกรีตของศาสนาพุทธทั้งสิ้น ทุกวันนี้การปฏิบัติของศาสนาพุทธแทบจะเรียกว่าออกนอกรีตนอกทางไปหมดแล้วไม่เข้าใจอย่างถูกต้องเลย สมาธิที่ไม่ใช่พุทธ คือนั่งสะกดจิตหลับตาปิดทวาร ไม่มีอาชีวะไม่มีกัมมันตะ ไม่มีวาจา ไม่มีสังกัปปะ ไม่ตื่นรู้เป็นโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ แล้วจะเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เพราะปฏิบัติ มัคคังคะ ปฏิบัติตามสัมมาทิฏฐิเป็นองค์ 6 แห่งปัญญา มีทั้งการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสัมมาทิฏฐิแล้วก็ปฏิบัติในมรรคมีองค์ 8 มีศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญาก็จะเกิดตามลำดับอย่างนี้ โดยเฉพาะมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์และมีสัมมาทิฏฐิ ก็จะสั่งสมปฏิบัติไป ปัญญาหรือว่าความรู้ ธาตุรู้ที่เกิดก็เจริญขึ้นเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ เป็นปัญญาพละไปตามลำดับ ตามกระบวนการ 6 นี่คือสภาวะที่เกิดเป็นปัญญา ปัญญาที่เกิดนี้ไปตามลำดับของศีล สมาธิ แล้วก็ปัญญา ปัญญาที่เกิดนี้ก็เกิดไปตามลำดับของ ศีล เป็นตัวกำหนด สมาธิ ก็เกิดจากศีล เป็นตัวกำหนด นี่คือศาสนาพุทธ แต่ศาสนาที่ไม่ใช่พุทธ ไปนั่งหลับตาสมาธิไม่ได้อยู่ในกระบวนการเหล่านี้ เลยนอกรีตของศาสนาพุทธ จึงไม่ได้มีมรรคผลของศาสนาพุทธ เพราะมันผิดปฏิบัติผิด เข้าใจผิดแล้วก็ไปเชื่อผิดผิดออกนอกรีตนอกทางหมด ไม่เป็นโพชฌงค์ ไม่เป็นมรรค 8 ไม่มีองค์ธรรม 6 อย่างที่ว่านี้ เพราะไม่เป็นไปตามธรรมะพระพุทธเจ้าสอน อาทิ สีลํ ปติฎฺฐา จ กลฺยาณญฺจ มาตฺกํ ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย เป็นประมุขของธรรมทั่วไป เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์ การปฏิบัติที่ผิดถึงไม่ได้เกิดตามที่พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้เลย เช่น สมาทานศีล 5 ศีลข้อ 1 เป็นตัวกำหนดว่าเมื่อคุณเองคุณมีชีวิตอยู่ คุณจะทำงานอาชีพ ตื่นๆอยู่นี่แหละ มีสภาวะธรรมดาไม่ใช่นั่งหลับตาสะกดจิต ตื่นอยู่มีชีวิตสามัญทำงานอาชีพ สัมผัสกับสัตว์ เช่น สัมผัสกับนกกระจอก บินว่อนอยู่อย่างนี้ มันไม่เคารพยำเกรงอาตมาขณะทำการสอนเลย ดีไม่ดีมันบินผ่านหัว ดีไม่จิกหัว เราไม่ได้ไปรู้สึกรำคาญ ไปรู้สึกลงโทษอะไรต่ออะไรกับสัตว์ อื่นๆใดๆก็แล้วแต่ที่เราเกี่ยวข้องสัมผัสเราก็มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีความเอ็นดูปรารถนาดีมีความรัก หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ก็ควรจะช่วยกันไปอย่างไร ไม่ใช่มาปรารถนาร้ายต่อกัน ดีไม่ดี หาอาวุธมา ถ้าเจอก็ฆ่าเลย มันมากินข้าวเปลือกเราข้างหน้านี้ มาประดับฉาก นกกระจอกมันก็กิน นกธรรมดามันยังกินเลย นกกระจอกก็กินนกกระจาบก็กิน นกกระจอกนี่มันมีอาหารมากกว่านั้น มันมีกิเลส ไอ้นี่ไม่ค่อยอร่อยกินยาก อันอื่นกินดีกว่านี้ อยู่ในนี้เยอะแยะเลือกกินได้ ยิ่งกว่า เซเว่นอีเลฟเว่น มันเลือกได้เยอะแยะ นกกระจอกนี่มันเยี่ยม เราสัมผัสกับคนกับสัตว์ต่างๆ เราก็พิจารณา เราก็มีธัมมวิจัยสังวรในศีลข้อที่ 1 เราสังวรแล้วมีธัมมวิจัยแล้วปฏิบัติแล้วทำให้เกิด 1. จิตเกิดอย่างไร เวทนาเกิดอย่างไร มีอกุศลจิตเกิดไหม มีความรู้สึกแล้วเราก็เรียนรู้รู้ตามจิตเรา เมื่อกระทบสัมผัสปุ๊บ จิตมันเร็วเร็วยิ่งกว่าแสง ถ้าฝึกแล้วจิตมันเร็วแม้ธรรมดามันก็เร็วกว่าแสงอยู่แล้ว จิตของคนมันไม่ช้าหรอก มันทัน เพราะฉะนั้นเราฝึกแล้วก็จะทันด้วยการควบคุม ด้วยการฝึกแล้วเราก็จะมีสัญญา มีการกำหนดรู้ตามที่เราได้ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ไปเรื่อยๆ มันตักกะ มันเริ่มสัมผัส มันเริ่มเกิดแล้วเราก็อ่านให้ทัน แล้วมันมีกิเลสเข้าไปร่วมไหม กามไปร่วมหรือพยาบาท ไปร่วมกับจิตในสิ่งที่เราสัมผัส สัมผัสกับสัตว์ เสร็จแล้วจิตของเราดำริขึ้นมา ตักกะ เราก็วิจัย ธัมมวิจัย วิตก วิจัยวิจาร วิจัยจิตของเรา ถ้ามีกามผสมมาร่วมเรียกว่า สสังขาริกัง มีกาม เข้ามาร่วม สสังขาริกัง จับได้ แล้วก็รู้ว่าจิตเรามีกาม เราก็ทำการกำจัด ละจางคลายกาม มีพยาบาทร่วม เราก็ลดละจางคลายทำ นี่คือวิธีการที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงของจิตเรา ของเจตสิกเรา อยู่ในอารมณ์อยู่ในเวทนานั้น สัมผัสแล้วก็จะเกิดเวทนา เราก็วิจัยเวทนา เวทนาจึงเป็นกรรมฐานของการปฏิบัติธรรม เมื่อลืมตา ไม่ได้หลับตาเลย ของพุทธไม่ได้นั่งหลับตา นั่งหลับตานั้นออกนอกรีตเลย ไม่มีทางที่จะมีมรรคผลอะไรของศาสนาพุทธ ก็ไปมีมรรคผลของศาสนาเดียรถีย์ ไม่ใช่สมาธิอย่างพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสในมหาจัตตารีสกสูตร การเกิดของสัมมาสมาธิจะเกิดอย่างไร เกิดจากการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน สังกัปปะ วาจากัมมันตะ อาชีวะด้วยความพยายามด้วยสติ แล้วให้มีสติสัมโพชฌงค์ มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยะสัมโพชฌงค์ วิจัยสิ่งที่เกิด กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ก็จัดการทำให้มันหยั่งลงตั้งลงเป็นโลกุตระ ทำออก ทำกิเลสออก เนกขัมมะ เราจะรู้จัก มโนปวจิาร 18 เนกขัมมะ 18 เคหสิตะ 18 มันจะเกิดอารมณ์เวทนาในเวทนา รูปนามเมื่อกระทบสัมผัสกัน แล้วจะเกิดเป็นเวทนาในเวทนา กายนอกกายกายในกาย รู้หมดในการกระทบสัมผัส มีรูปมีนามมีนอกมีในมีกายนอกกายใน ตอนนี้เราครบกายนะ เพราะว่ามีทั้งดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป มีรูป 24 ปสาทรูป โคจรรูป เกิดภาวรูป 4 มีอิตถีภาวะ ทำให้เป็นปุริสภาวะในหทยรูป ทำอาหารรูป เกิด วิการรูป ทำกายวิญญัติ วจีวิญญัติ นอกแล้วทำให้เกิด ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา จบตรงที่ลักขณรูป 4 จิตรู้อุปัจจยะ คือการต่อ สันตติ เราควบคุมได้เลยจะให้เกิดต่อหรือไม่เกิดต่อในจิตเรา สันตติ จะเป็นตัวจะต่อหรือไม่ต่อ ถ้าไม่ต่อเราก็ไม่ต่อ ไม่ต่อก็ไม่มีชรตา ไม่มีอนิจจตา อะไรไม่ให้ต่อ จิตหรือเจตสิก เวทนา เวทนาเทียมกับเวทนาแท้ ก็เป็นส่วนของเจตสิก เราไม่ให้อกุศลเวทนามันเกิด ไม่ให้อุปัจจยะ ไม่ให้มันเกิดได้สำเร็จ แล้วก็ไม่ให้มันต่อ หรือมันจะต่ออยู่ อุปัจจยะ เมื่อมันต่อก็จะต้องมีชรตา อนิจจตา เมื่อเราควบคุมลักษณะ 4 นี้ได้ก็จบ รูป 28 เป็นโครงสร้างเป็นกระบวนการของการปฏิบัติธรรมที่จะรู้รูปเหล่านี้ด้วยนามด้วยธาตุสัญญากำหนดรู้และปฏิบัติได้ตามลำดับ ก็เกิดปัญญา ปฏิบัติได้มีมรรคผลเจริญถูกต้องไปตามลำดับ ก็เป็นปัญญา ตัวสัญญากำหนดตามรู้ ทุกๆพยัญชนะนี้ที่พูดนี้ยังน้อยไป ยังมีอีกเยอะ โดยเฉพาะในบาลี เปิดพจนานุกรมบาลีมีรายละเอียดมากมาย ความเป็นกายความเป็นนามความเป็นรูป ที่อธิบายไปนี้เป็นการอธิบายให้เห็นว่า ศีลเป็นเบื้องต้น พูดแค่ศีลข้อที่ 1 สัมผัสกับสัตว์ ศีลข้อที่ 2 สัมผัสกับของ ซึ่งท่านแยกไว้ 3 ข้อ รวมหมดแล้วในโลกนี้ก็มีสัตว์กับของ แม้แต่พืชพันธุ์ธัญญาหารก็อยู่ในสิ่งของ นอกนั้นเป็นของทั้งนั้น ดินน้ำไฟลมวัตถุเป็นมหาภูตรูป เสร็จแล้วก็มีความรู้ทางทวาร 6 ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ เกิดกามเรียกว่ากาม กามภพ เราก็รู้เท่าทันอาการ กาม กามภพ ตัวปฏิบัติแท้ก็มาลดอาการของกาม อาการของกามเป็นอย่างไร คู่ของมันก็คือ ลิงคะ มีราคะมูล โทสะมูล(ปฏิฆะ) ก็รู้ว่าอาการเหล่านี้มันเกิดก็กำจัด มีอุบายเครื่องออก มีวิธีกําจัดเนกขัมมะ ด้วยการใช้วิธีพิจารณาธัมมวิจัย พิจารณาให้เห็นอาการเหล่านี้ อาการพวกนี้ ถ้าเราจับอาการเหล่านั้นได้ อาการที่ก่อนมันจะมีตัวเหตุ ก่อนจะตามไปถึงตัวเอง มันก็มีอารมณ์มีเวทนาก่อน อารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์ อารมณ์ชอบอารมณ์ไม่ชอบ เหตุที่ไม่ชอบ เหตุที่ชอบก็คือกิเลสทั้งนั้น เมื่อมันอยากได้ก็ชอบ ไม่ชอบก็อยากทำลายออก การเอาออก ภาษาอันหนึ่งคือเนกขัมมะ เอาออกนี่แหละ ถึงละเอียดว่าเราไม่ใช่เอาจิตออก เราไม่ใช่ทำให้จิตมันดับไปทั้งจิต เรียกว่าให้สงบหรือระงับอย่างที่เขาเข้าใจตื้นๆในสมาธิหลับตา ไม่ใช่ ซื่อๆ ไปหาสภาพของความเป็นหนึ่งอย่างมิจฉาทิฏฐิ เอกัคคตา อย่างมิจฉาทิฏฐิ สะกดจิตเป็นก้อนแข็งนิ่ง ไม่ใช่ ของศาสนาพุทธนั้นทำจิตให้รู้รอบให้รู้ครบ ให้รู้หมด แล้วเอาสิ่งที่จะทำให้ออกจากจิต คือตัวราคะ โทสะ โมหะ หรืออาการราคะ โทสะ โมหะหรือในอารมณ์ที่มันมีความชอบความชังก็มาจากรากเหง้าในจิตที่มีราคะ โทสะ โมหะ จับอาการราคะ โทสะ โมหะในตัวจิตที่ประกอบเป็นเวทนา มันมีตัวนั้นผสมอยู่ ตัวราคะ โทสะ โมหะนั้นผสมอยู่ เอาตัวนี้แหละออก เอาออกได้มีอุบายเครื่องออก มีการพิจารณาให้เห็นถึงไตรลักษณ์ มันมีมาแว่บ ไม่ได้มีมาตลอด คุณเกิดราคะอยู่ตลอดหรือไม่ ก็ไม่ คุณเกิดโทสะอยู่ตลอดหรือไม่ ก็ไม่ ขณะนี้คุณมีราคะโทสะหรือโมหะ โมหะ หมายความว่ามันไม่รู้เรื่อง มุ่น ไม่รู้ว่ามีราคะโทสะหรือเปล่า อ่านจิตออกไหม อ่านออกว่าจิตของเราขณะนี้กำลังสนใจธรรมะฟังธรรมะ จิตของเรากำลังมีประโยชน์กำลังเรียนรู้ให้เกิดคุณธรรม เราไม่ได้มีส่วนของ หรือบางคนฟังธรรมะอาตมาไปก็เกิดโทสะซ้อน ด่าแรงว่าเรา พระรูปนี้นี่ พูดถูกกิเลสเรา บางคนก็บอกว่า ดีนะ พ่อเรานี้พูดถูกกิเลสเราได้ชัดเจนทำให้เรารู้เข้าใจ ก็แล้วแต่ใครจะคิดอย่างไร อาตมาชี้กิเลสถูก คุณฟังแล้วก็รู้กิเลส จริงขณะนี้เรามีหรือระลึก บุพเพนิวาสานุสติญาณ มันไวนะจิต พูดอย่างนี้ถูก เราเคยมี อาตมากำลังพูดอยู่นี้เราก็เคยผ่านมาอย่างนี้ได้ คุณก็ได้ประโยชน์ ก็จะเกิดจิตยินดีหรือไม่ยินดี ไม่ยินดี เพราะอาตมาพูดถูกกิเลสก็เลยโกรธอาตมา แต่คุณมานั่งตรงนี้ก็คงไม่หรอก นึกถึงพวกที่อยู่ข้างนอกบอกว่าพูดอะไรนะด่าเรานี่หว่า เขาก็พอรู้ได้ว่าอันนี้มันถูกกิเลสเขา อาตมาก็ตอกกิเลสว่ามันชั่วมันเลวอะไรสารพัด ตำหนิ นิคคัณหะ ตำหนิในสิ่งที่ควรตำหนิ เขายึดถือว่าด่าเขา อาตมาก็ไม่ได้เจาะจง คุณเป็นเองบ้าบอของคุณเอง แทนที่คุณจะได้ดีฟังเขาชี้กิเลสให้ คุณก็ดีใจอนุโมทนาสาธุ กลับเป็นไม่ชอบใจก็เรื่องของคุณ ในคราวนี้ที่เราตั้งหัวข้อว่าศีลเป็นตัวกำหนดสมาธินั้น เป็นความรู้ศาสนาพุทธที่สำคัญมาก ซึ่งศาสนาพุทธทุกวันนี้มันไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว อาตมาบอกว่าศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ศีลของเขาไม่เกี่ยวกับสมาธิเลย เขาไปนั่งหลับตาทำสมาธิ ในศีล 5 เขานั่งหลับตาไม่สัมผัสกับสัตว์ใดๆเลย ไม่เกี่ยวข้องกับข้าวของใดๆเลย เขาไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย เขาปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย หลับตาปี๋ คือ มันคนละเรื่องกันกับศาสนาพุทธเลย มันไม่มีศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 2 3 4 5 หรือจุลศีลทั้งหมด มัชฌิมศีลก็ตามหรือมหาศีล ไม่เลย ไม่มีศีล หั่นศีล สมาธิ ปัญญาออกจากกันหมดเลย ตัดหัวหางกลางปลาย ของศาสนาพุทธหมด ทุกวันนี้ อาตมาก็พยายามมาเก็บมา ต่อหัวหางกลางตัว ปู้ยี่ปู้ยำศาสนาพุทธ น่าสงสารพระพุทธเจ้าไม่รู้เขาจะบาปเท่าไหร่ เอาศีลเป็นตัวกำหนดสมาธินี้ฟังพอเข้าใจขึ้นไหม ถ้าไม่มีศีลเป็นตัวกำหนด ศีลข้อที่ 1 เป็นต้น คนทำได้แล้วจิตของคนจะเกิดการสะอาดปราศจากกิเลสตกผลึกเป็นสมาธิเป็นจิตแข็งแรงตั้งมั่น ศีลข้อ 1 2 3 เป็นต้น แล้วคุณก็ปฏิบัติตามนี้ เช่นศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับการรู้สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายใจ สัมผัสแล้วคุณก็ทำให้กิเลสลดได้ จิตของคุณก็สะอาดขึ้นสะอาดขึ้น เก่งขึ้นมากขึ้นตกผลึกลงเป็นสมาธิได้ ได้สมาธิ ก็เกิดจากศีล ศีลทำให้เกิดสมาธิ ศีลจะเป็นตัวกำหนดสมาธิ คุณทำศีลข้อที่ 1 ก็ได้สมาธิตามศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ คุณทำศีลข้อที่ 2 คุณก็ได้สมาธิเกี่ยวกับข้าวของต่างๆไม่ใช่สัตว์ รวมทั้งพืชก็ตาม เสร็จแล้วคุณก็ไม่เกิดกิเลสราคะ โทสะ โมหะ จิตของคุณทำก็ได้มากได้น้อยตกผลึกแล้วแต่จะเก่ง คนเก่งก็ทำได้มาก ก็สั่งสมสัมมาสมาธิของศาสนาพุทธ การได้สมาธิของศาสนาพุทธจึงได้โดยมีศีลกำหนดสมาธิอย่างนี้ เกิดปัญญาหรือเกิดสัมมาทิฏฐิเข้าใจขึ้นหรือยัง ถ้าหากสัมมาทิฏฐิคุณเข้าใจได้แล้วก็เอาไปปฏิบัติครบตามมรรคมีองค์ 8 ทำอาชีพ ทำกรรมการงานทุกอย่าง ทำการพูดการคิด คุณก็มีสัมมาวายามะ สัมมาสติตามสัมมาทิฏฐิที่คุณได้ ปฏิบัติตามมรรคทั้ง 7 องค์ก็จะสั่งสมสมาธิขึ้นตามศีล มาในงานนี้ศีล 8 ก็ปฏิบัติให้ได้ทั้งศีล 8 เลย เพราะฉะนั้นถ้าคุณรู้ว่าอันนี้ จิตได้เกิดต้นมาจากศีลข้อ 1 ได้มาจากศีลข้อที่ 2 3 4 5 6 7 8 สั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิ เห็นกระบวนการของสมาธิแบบพุทธกับกระบวนการสมาธิของฤาษีเดียรถีย์ว่ามันต่างกันไหม ใครเคยไปนั่งหลับตาสะกดจิตมาบ้างยกมือ กับการมาฟังอาตมาอธิบายสมาธิของศาสนาพุทธ มันคนละเรื่องกันไหม อันหนึ่งอยู่ที่เมืองนิวกินี่ อีกอันหนึ่งอยู่ประเทศไทย มันคนละเรื่องราว อันหนึ่งไปอยู่กับผีตองเหลือง อันหนึ่งอยู่กับคนในเมืองก็คนละทาง อย่างนั้นมันง่ายใครๆก็เข้าใจใครๆก็รู้ติดตามไม่ยาก แต่อย่างนี้ยากกว่า ของพระพุทธเจ้านี้ยากกว่า แต่ก็ต้องเรียนรู้ แล้วก็ต้องทำให้เป็นปกติ ทำให้เป็นสำคัญ ทำให้เป็นประจำทำอยู่กับชีวิต คุณก็เป็นคนมีธรรมะของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมะมีมรรคมีผล ก็เป็นอรหันต์ได้ อรหันต์ไม่ใช่คนประหลาดคนวิเศษ แต่เป็นคนเบิกบานร่าเริง เป็นคนไม่มีความหม่นหมองในจิต ไม่มีอาการ เกิดโลภ โกรธ ไม่มีโมหะ ชัดเจนในจิตตัวเอง ทุกเวลา สัมผัสอย่างนั้นอย่างนี้ ขนาดนั้นขนาดนี้ อย่างอาตมานี่ยกตัวอย่าง ไม่ได้อวดอุตตริมนุสสธรรมอะไร ทุกวันทุกเวลาอาตมาสบาย บางครั้งบางคราวสัมผัสสิ่งนั้นสิ่งนี้ควรจะมีก็ตำหนิ บางทีใช้วาจาสำเนียงแรงหน่อยก็ตำหนิ แต่ไม่ได้ตำหนิเหมือนชาวโลก ไม่ได้ตำหนิด้วยอารมณ์ ไม่ได้ตำหนิอย่างมีกิเลสผสมด้วย ก็เป็นสิ่งที่สังเกตได้ คบคุ้นแล้วก็จะรู้ได้ บางคนเข้าใจเผินตามตักกะ สังเกตเอาตามที่ตนเข้าใจ สังเกตว่าคนนี้จะอรหันต์หรือไม่อรหันต์ก็ดูจากกิริยา ถ้ายังมีการแรงตำหนิด่าว่าก็ไม่ใช่อรหันต์ อรหันต์ไม่ด่าว่าใคร อรหันต์ต้องยิ้ม ยิ้มมากก็ไม่ได้ เรียนมาละเอียดลออ ก็เลยเหมือนท่อนไม้ที่ขัดให้มันๆเงาๆใน Concept ของเขาอรหันต์เป็นอย่างนั้น กระดุกกระดิกอะไรไม่ได้ เกินเขตอะไรไม่ได้กำหนดความเป็นอรหันต์ของเขา ก็น่าสงสาร อย่างทุกวันนี้ อาตมาอธิบายธรรมะพูดธรรมะ นิคคัณหะคำตำหนิคำแรง ชมก็ไม่ค่อยชม ชมทีไรก็ชมชาวอโศกก็ปฏิบัติได้ เข้าตัวเองอีกมันก็ยิ่งน่าหมั่นไส้ เพราะฉะนั้นเอาตำหนิอย่างเดียวก็แล้วกัน ก็โดนคนที่ยังมีอยู่ แม้แต่พวกเราก็ถูกตำหนิในสิ่งละเอียดก็ยังมี คนที่ยังมีมากก็ถูกตำหนิมากเป็นธรรมดา การมาเรียนธรรมะจะตั้งชื่อหัวข้ออะไรก็แล้วแต่ ละเอียดลออขึ้นไป อย่างเราตั้งชื่อว่าศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ นี่ก็ตั้งชื่อไปอย่างนั้นแหละ เป็นเหตุให้ดูทำให้น่าสนใจให้น่าศึกษา เสร็จแล้วมันคือ อธิบายกระบวนการของธรรมะทั้งหมด รวมแล้วก็ไม่พ้นไปจาก ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไตรสิกขา ถ้าเข้าใจศีล สมาธิ ปัญญา และปฏิบัติให้ถูกกระบวนการของมัน มันก็เกิดวิชชาและวิมุตติ เข้าใจแล้วปฏิบัติตามมรรค 8 นี่แหละ พวกเราที่ได้ติดตามฟังธรรมะที่อาตมาอธิบายมา จะเข้าใจที่อาตมาพูดไปนี้บรรยายอย่างนี้ไปพยัญชนะนี้ภาษาศัพท์ธรรมะเยอะ คนข้างนอกมาฟังแล้ว ปวดหมอง ไม่รู้เรื่อง พูดภาษาคนก็ไม่ได้ ภาษาบาลีเป็นภาษาคนนะ แต่พวกเราได้ฟังตามมาก็พอเข้าใจ แม้จำไม่ได้ก็พูดขึ้นมาก็รู้ว่าหมายถึงอะไร พอฟังผ่านหูแล้วระลึกได้ คนก็บอกว่าสอนธรรมะแล้วพูดบาลีทำไม แต่พูดบาลีของอาตมาไม่ใช่พูดให้โก้ แต่ยิ่งเรียนรู้ธรรมะสูงมากขึ้น อาตมาไม่ได้อธิบายเป็นภาษาไทยทั้งหมดเลยเพราะว่าจะยาวความมาก ไม่ไหว จึงจำเป็นต้องใช้ศัพท์ภาษาบาลีศัพท์ของพระพุทธเจ้ามาใช้ มันก็สรุปรวมเข้าสั้นเข้า ได้เรื่องเยอะ ได้เนื้อเยอะขึ้น มันเป็นเหตุผลอย่างนั้นเป็นเหตุปัจจัยอย่างนั้น จึงจำเป็นต้องพูดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพวกเรายิ่งศึกษาอาตมาอธิบายธรรมะมาจนจะถึง 50 ปีแล้ว พวกเรานี้มาฟังธรรมะ ก็มีแต่หน้าของคนยังไม่ตาย คนหน้าเก่าซ้ำซากอยู่อย่างนี้ คนหน้าใหม่ไม่เคยมา เก่าๆ แก่ๆลงไปแล้ว แต่ก่อนมาตั้งแต่ 20 กว่าตอนนี้ 60 กว่า ก็อย่างนี้แหละอยู่ไป จนกว่าจะตามหลวงพ่อคูณไป ถ้ายังไม่ตามก็อยู่กันอย่างนี้แหละ มีอะไรดีด้วยกันก็นำเสนอกัน พากันทำ อาตมาภูมิใจนะ ที่เกิดมาในชาตินี้ไม่ได้เอาเวลาไปทิ้งขว้าง เวลาไปหลงเลอะเทอะ ไม่ใช้เวลาทุนรอนหาเงินหาลาภยศ ชาตินี้อาตมาเกิดมาไม่เคยมียศเลย ยศชั้นจัตวาก็ไม่มี ชั้นตรี โท เอก ก็ไม่มี ยศทางการศึกษาปริญญาตรีปริญญาจัตวาก็ไม่มี ยศก็ไม่มีชั้นก็ไม่มี ชาตินี้ปราศจากยศ ลาภ ลาภธัมมิกา แสวงหาลาภทำงานเพื่อแลกลาภโดยธรรม ก็ได้ลาภมาโดยธรรม ในชีวิตเป็นชีวิตครอบครัวอาตมาไม่ได้แต่งงาน ครอบครัวก็มีแต่น้องนุ่ง พ่อแม่ตายหมดทิ้งน้องให้เลี้ยง เป็นพี่คนโตก็เลี้ยงน้องไป ทำงานไป ก็เป็นสัมมา สัมมาอาชีพ ทำงานเข้ากับส่วนกลางของกองกลางของเรา เสร็จแล้วอาตมาปฏิบัติธรรม สุดท้ายก็เอากองกลางยกให้น้องแบ่งกันไป อาตมาก็หนีมาบวช ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ เขาก็อยู่กันไป ตามประสา ก็ดูดีทุกคนก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเสียตระกูลอะไรก็ดูดีทำดี ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปตามฐานะ ส่วนอาตมามาทำงานทางด้านนี้ไม่ได้เสียดายชีวิต แต่ภาคภูมิใจตัวเองตั้งแต่ระลึกรู้อายุ 36 มาจนถึงอายุ 84 ก็ดีใจว่าเราได้รู้ทันเร็ว อายุ 36 ก็ไม่ช้านัก แต่น่าจะเร็วกว่านี้หน่อย มาเอาชีวิตมาทางนี้คุ้มค่าคุ้มประโยชน์ให้คนได้รู้จักธรรมะ โดยเฉพาะโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า แม้จะมีจำนวนแค่นี้ในโลกที่มีประชากร 7 พันกว่าล้าน จำนวนคนที่มาฟังมาได้โลกุตรธรรมอยู่แค่นี้ ประมาณ 700 คนอยู่ในนี้ 700 คนกับ 7000 ล้านคนทั้งโลก ถ้าจะเป็นหัวเชื้อต้องแรงนะ เป็นยอดของวัคซีน มันก็เป็นภูมิคุ้มกันของพวกเรา ที่อาตมาบรรยายพวกเราก็ได้มา รู้จักธรรมะเป็นภูมิคุ้มกันว่าเรามีโลกุตรธรรม 1. เราได้ที่ตน โลกมันแรงมอมเมากันชักจูงปรุงแต่งกัน ยิ่งศาสนาอื่นเขาไม่ได้รู้เรื่องพวกนี้เลย เขาไม่ได้เข้าใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่มันจะเกิดปรุงแต่งกัน เป็นลาภ ยศ สรรเสริญ ซึ่งศาสนาพุทธก็สอนว่ามันเป็นภัยของชีวิต เราอย่าไปหลงใหลกับมันมาก ไปติดไปยึด เราเรียนรู้มีภูมิธรรมก็ลดละจริงๆ เราก็ปลอดภัย โดยเฉพาะมีปรมัตถ์ จิตวิญญาณของเราก็ไม่ได้ไปหลง นี่อย่างพวกเราอาตมาเห็นแล้วมีมรรคผล เรื่องหลงรูป แต่งเนื้อแต่งตัวตามโลกเขามีแฟชั่นตามโลกเขา แม้เขาจะเห่อการแต่งไทยตอนนี้กำลังดัง พวกคุณก็ไม่บ้าตามเท่าไหร่ ก็เราเป็นไทยอยู่แล้วไทยแท้ๆ ไทยอย่างไม่ประดิดประดอยไม่เสแสร้งดราม่า ก็ไทยแท้ไทยธรรมดา ไม่ใช่ไทยแอคอาร์ทไปตามกระแสสังคม แต่ดีเขามีตื่นความเป็นไทยขึ้นมาบ้าง อาตมาว่าสังคมก็ยังดีขึ้นนะ อันนี้แหละ อาตมาอยากจะลากจูงมาเป็นประโยชน์แก่พวกเรา กระแสสังคมรู้สึกถึงความเป็นไทยขึ้นมา มันมีค่าสูงมาก นายกตู่ฯ เอาคำว่าไทยนิยมมาพูด อาตมาก็ว่าอาตมาก็พูดนะ ไทยนิยม ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้จักความเป็นไทย ไทยนิยม thaism คือลัทธิไทย ประเพณีวัฒนธรรมไทยความเป็นไทย มีระบบระเบียบแบบแผนของไทย มีวัฒนธรรมของไทย ซึ่งวัฒนธรรมที่ว่านี้ อย่าว่าแต่หมายถึงรูปภายนอกเท่านั้น แต่หมายถึงว่าท่านทำถึงขั้นจิตวิญญาณ จิตวิญญาณของคนไทย ตอนนี้อาตมากำลังอธิบายธรรมะในระดับคำว่า ร่วมสมัยกับเขา คำว่า เศรษฐกิจ อาตมากำลังขยายความคำว่าเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของพุทธศาสนา เศรษฐกิจสูงสุดคือเศรษฐกิจสาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวาล มหาจักรวาล สังคมมีเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ มีเศรษฐกิจในระดับสาธารณโภคีสำเร็จเป็นสังคมไหน สังคมอโศก ไม่ได้เสแสร้งแต่ทำได้จริง คนที่เป็นสมาชิกที่อยู่ในชุมชนชาวอโศกนี้ อาตมาอธิบายต่อไปนี้ตรวจสอบจิตตัวเอง ชาวอโศกที่เป็นสมาชิกอยู่ในนี้ เราอยู่ในสังคมสาธารณโภคีนี้ อย่างสบาย สุขสำราญเบิกบานใจ มีกินมีอยู่ใช้สอย ไม่ต้องไปแสวงหาค้นคว้าแย่งชิงจากโลกเขามาอีก เราพอกินพอใช้ มีเศรษฐกิจพอเพียง เหลือเฟือ เพื่อที่จะเผื่อแผ่ แจกจ่ายเจือจานผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ชีวิตมันจึงสบาย สังคมอโศกเรามีความมักน้อย มีน้อยกินน้อยใช้น้อย ไม่ได้ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่ได้สุรุ่ยสุร่าย ไม่ได้ติดอะไรเหมือนทั้งโลกที่เขาดิ้นกัน ผู้ใดเป็นสมาชิกชาวอโศก แฟชั่นของโลกจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอะไรของเขาต่างๆนานา ยั่วยวนชี้ชวนให้ไปแย่งชิงกับเขา พวกเราไม่กระดี๊กระด๊าแล้ว ชาวอโศกที่เป็นสมาชิกอยู่ในชุมชนไหนก็ได้ ไม่ใช่เอาเฉพาะราชธานี คุณจะนั่งอยู่ในนี้ ที่มางานนี้ ใครรู้สึกว่าเราอยู่ในชุมชนนี้ ข้างนอกก็มีแฟชั่นกระดี๊กระด๊า พวกเราก็สงบไม่เคยคิดจะไปอะไรกับใคร รู้สึกว่ามันสบายสงบดี ใครรู้สึกอาการอย่างนี้อารมณ์อย่างนี้ ยกมือซิ … มีเยอะเลย มากกว่าครึ่ง นี่เราหลุดพ้น ความหลุดพ้นพิสูจน์ยืนยันได้ เราไม่ไปเดือดร้อนแย่งชิง ไม่ไปตกอยู่ในวงจรแฟชั่นเขา เราไม่ได้ไปอยากเรื่องอยากมีอยากได้อยากเป็นอยากมีอย่างที่เขาเป็นเขามี เราเข้าใจแล้ว เขาเป็นเขามีเขาก็เหนื่อยของเขา เราพอแล้วเรามีความพอจิตสันโดษ สันตุฏฐี มันสันโดษมันพอ สันโดษไม่ใช่โดด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน