สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ตอน 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ตอน 3 วันนี้วันอาทิตย์ที่ 8 แรม 8 ค่ำเดือน 5 วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2561 ที่บวร ราชธานีอโศก เรามาเข้าสู่บทเรียน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ทำไมพูดซ้ำพูดซาก เพราะว่ามันเป็นเรื่องจำเป็น เป็นเรื่องจริงเป็นเรื่องที่จะต้องพูดกันให้เข้าใจให้รู้เรื่องให้ชัดเจน เพราะว่ามันเพี้ยนไปไกล ที่อาตมาได้พยายามพูดแล้วพูดอีกว่า ทุกวันนี้แม้แต่คำว่าศีล ท่านทั้งหลายก็ไม่รู้จักกันแล้ว ศีลคืออะไร ไปเอาวินัย 227 มาถือว่าเป็นศีลนี้ ซึ่งมันมีนัยละเอียดที่ต้องรู้ วินัยก็เป็นข้อห้ามเหมือนกัน ศีลก็เป็นข้อห้าม จริงๆแล้วศีลไม่ใช่ข้อห้ามทีเดียว ศีลไม่ใช่อาณา ที่เป็นข้อบังคับ อาณาหรืออาชญา เป็นกฎหมายที่มีข้อห้ามในการลงโทษ วินัยมีโทษ ถ้าผิดจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ แต่ศีลหากผิดก็เป็นวิบากกรรมของตนเองไม่มีการลงโทษ ส่วนวินัยนั้นมีโทษ โทษตั้งแต่ ปาจิตตีย์ ต้องปลงอาบัติ ต้องรับผิดรับโทษมีทัณฑ์ ส่วนศีลไม่ได้มีทัณฑ์ ก็ต่างกัน โดยเฉพาะคำว่าศีลที่เป็นจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แม้แต่ที่สุด มหาศีล เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นศาสนา มหาศีลนี่ เป็นศีลที่ระบุว่าห้ามหมู่ใหญ่ ห้ามทั้งความเป็นศาสนาเลย ศาสนาพุทธต้องไม่ละเมิดไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือภิกษุ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมทุกคนที่เป็นชาวพุทธ ไม่มี เพราะว่า มหาศีลคือ เดรัจฉานวิชาทั้งหลาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากมากสำหรับคนทุกวันนี้ ซึ่งอาตมาพูดแล้วยกตัวอย่างแล้ว ฟังแล้วก็ไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่ จุดธูปจุดเทียน ผิดหมด บูชาด้วยไฟ ซึ่งมันเป็นอัคคียัญ จุดธูปเทียนบูชาไฟ ให้เป็นเครื่องเชื่อมต่อกับวิญญาณเป็นเทวนิยม หรือจุดไฟให้เป็นแสง เป็นเครื่องเชื่อมต่อ หรือรดน้ำมนต์ใช้น้ำเป็นสื่อ อัคคียัญใช้ไฟเป็นสื่อ สิญจนยัญใช้น้ำเป็นสื่อ รดน้ำม
อ่านต่อ
นต์กรวดน้ำ เป็นเรื่องของเทวนิยมของพวกเดียรถีย์ ของศาสนาพุทธไม่มี แต่เดี๋ยวนี้มีหมด จุดธูปจุดเทียนบูชา รำลึก สอนกัน มีจิตวิญญาณเป็นภพชาติ มีสวรรค์มีนรก ติดสวรรค์ อะไรต่างๆเป็นต้น เป็นรูปเป็นเรื่องเป็นอะไรไปหมด ก็เลย กลายเป็นเรื่องที่ไม่ลึกซึ้ง อาตมาก็มาสาธยาย มาบอกถึงความไม่ถูกต้องเรานี้ต่างๆนานาให้ชัดเจน เพราะว่า ของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะเดา ที่เรียกว่า อจินไตยเดาไม่ได้คาดคะเนไม่ใช่เรื่องที่พูดภาษา ดีไม่ดี พูดกันแล้วเป็นคนละด้านเลย ตรงกันข้ามกันเสียด้วยซ้ำ จึงยากมากเลย ที่อาตมาอธิบายมาหลายวันแล้วยกตัวอย่างไปถึง ศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งสัตว์ทั้งหลายแหล่ ถ้าเราเกี่ยวข้องก็มีความเป็นอยู่ จะต้องสัมผัสสัมพันธ์กันกับสัตว์ทั้งหลาย ก็ต้องอ่านจิตเรา เกี่ยวกับสัตว์นี้ มันมากมาย เกิดวิบากร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องของการสัมพันธ์แนวลึก สัมผัสทางจิตวิญญาณที่ข้ามชาติมามากมาย ถ้าเผื่อว่ามันเกี่ยวข้องกันอีก เจอกันอีกจะมีวิบากหรือกรรม ต้องมีกิริยาอะไรต่างๆนานา เชิงผลักเชิงดูด เชิงราคะโทสะโมหะ ภาษาสั้นๆ แต่มันละเอียดมีเรื่องราว บทบาทอะไรเยอะแยะไปหมด ถ้าไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้เข้าใจถึงสัจธรรม อย่างสายเทวนิยม ไม่ได้เรียนรู้รายละเอียดของวิบาก แม้แต่ความเป็นชาติ เขาก็เกิดชาติเดียว จบ เขาอธิบายชาติต่อไป เกิดจากกรรมวิบากเช่นนั้นเช่นนี้ เขาอธิบายไม่ได้ เพราะเหตุอะไรจึงเป็นผลอะไร กรรมที่ทำ พฤติกรรมอะไรเป็นอย่างไร มีแต่บอกว่าชั่วกับดี อย่างนี้ดีตามพระเจ้าระบุบัญญัติไว้ว่าอย่าทำ อันนี้ดีให้ทำ เสร็จแล้วก็ทำไม่ดี พระเจ้าก็เป็นผู้ที่จะบงการ ไม่ดีก็ต้องไปนรก ก็พอรู้บอกกัน ถ้าดีก็ไปสวรรค์หรืออยู่กับพระเจ้า ถ้าเผื่อว่าไม่ดีก็ไปนรก พระเจ้าจะเป็นผู้ตัดสิน ของพุทธนั้นกรรมตัดสินเองเลย ไม่ต้องพระเจ้าตัดสิน จนกระทั่งสุดท้ายตัวเองตัดสิน โดยไม่มีความลำเอียง ไม่มีอคติ ซื่อสัตย์สุจริตตรง พูดถึงความตรงและความเป็นกลาง ก็อยากสำทับ ทุกวันนี้คนก็ยังเข้าใจคำว่ากลางนี้มีอยู่ 2 ภาษา ความเป็นกลางกับทางสายกลาง ทางคือมรรค เป็นที่ๆที่เดิน เส้นทางไปสถานที่เป็นมรรค ส่วนเดินนั้นคือเราใครก็ตามที่จะเดิน ไม่ใช่ทาง ไปบอกว่าปฏิบัติทางสายกลาง อธิบายเหมือนพิณ 3 สายทางสายหย่อนกับสายตึงเราไม่เอาทั้งหย่อนทั้งตึงเกินไปทางสายกลาง ก็หมายถึงทางสายกลางปฏิบัติตรงทางมันก็ไม่ผิดก็ได้ความหมายนี้ แต่คำว่า ทาง กับคำว่า ความเป็นกลาง ความเป็นกลางนั้นมีความหมายอีกหลายนัย ความเป็นกลางคือ เราจะต้องมีจิต ความเป็นกลางหมายถึงจิต ไม่ใช่หมายถึงทางแล้ว ความเป็นกลางหมายถึงจิต จิตของเรามันไม่มีอาการ อาการของมันอยู่กลางๆ แต่มันก็รู้ทุกอย่าง ทางนี้ไปซ้ายทางนี้ไปขวา ทางนี้ไปสูงทางนี้ไปต่ำก็รู้หมด ไม่ใช่จิตไม่รู้อะไรมันแยกไม่ออกไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ รู้รอบ และความเป็นกลาง ของจิตที่เป็นกลางนี้รู้ดีรู้ชั่ว ต้องช่วยฝ่ายดีเข้าข้างฝ่ายดี ช่วยกันจัดการความชั่วให้หยุดให้เลิก ไม่ใช่ความเป็นกลางก็เฉยๆ เขาจะฆ่าแกงกันก็เฉยๆ ไม่เกี่ยวข้องกับเขา ไม่ไปช่วยฝ่ายใด ไม่ไปสงสัยฝ่ายใด ไม่ว่าฝ่ายใดไม่ไปกำราบฝ่ายใด กลางๆอย่างนั้นผิด ซึ่งอาตมาแบ่งความเป็นกลางไว้ 3 อย่างที่มิจฉาทิฏฐิ 1. คนไม่รู้ ไม่รู้เลยว่าอะไรดีอะไรชั่ว มันไม่มีปัญญาไม่มีความเฉลียวฉลาดที่จะรู้ ฝ่ายนี้ดี ฝ่ายนี้ชั่ว เขาก็ไม่รู้ ไม่รู้จริงๆก็เลยต้องอยู่เฉยๆกลางๆ ก็เลยช่วยใครไม่ได้ เข้าข้างใครก็ไม่ถูก เพราะไม่รู้ มันโง่ หรือมันไม่เดียงสา ไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง ไม่รู้โลก ไม่มีโลกวิทู ไม่เข้าใจว่าอะไรควรอะไรไม่ควร นั่นหนึ่ง 2. มิจฉาทิฏฐิ เข้าใจว่าความเป็นกลางนี้ ต้องไม่เข้าข้างใคร ไปรับคำสอนคำพูดมาว่า เป็นกลางไม่เข้าข้างคนดีคนชั่ว ให้มันตีกันตายต่อหน้าเลย หรือว่า คนดีจะต้องสนับสนุนช่วยส่งเสริมทำดีให้มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่นั่งงอมืองอเท้าแล้วบอกว่าเป็นกลางอย่างนั้น ไม่ใช่ ต้องช่วยกันสนับสนุนส่งเสริมความดีให้เพิ่มขึ้นมีคุณค่าขึ้น ส่วนความไม่ดีต้องช่วยกันต้านอย่าให้เขาทำ อย่างนี้ถึงเรียกว่าผู้เป็นกลางเข้าถึงความเป็นกลาง แต่นี่ไม่ได้สอนอย่างนี้ ที่ว่าใครต่อใคร 3. กลัว คือ ถ้าจะไปช่วยคนนี้ แต่เสียลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่เอา กลัว มันต้องไม่ช่วย รู้ว่าดี ควรช่วย แต่ไม่กล้าช่วย เพราะกิเลสตัวเองเห็นแก่ตัว กลัวจะเสียลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข นี่ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ เลว เป็นความเป็นกลางที่เห็นแก่ตัว เป็นความเลว นี่เป็นความเข้าใจผิด 3 ประการ อัน1.คือไม่รู้ 2.เข้าใจผิด ถูกสอนมาผิดว่ากลางต้องไม่เข้าข้างใคร 3. กลัวจะเสียโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็เลยเป็นกลาง ฟังให้ดี เข้าใจผิดก็จะเกิดการไม่เจริญการเสื่อม หรือช้า ไม่ดี ถ้าเผื่อว่า ไม่มีมิจฉาทิฏฐิ 3 อย่างนี้ คนเป็นกลางก็ต้องประพฤติให้มันถูกตรง คนดีก็ต้องช่วย ให้รู้นะ ไม่รู้ก็ต้องพยายามรู้ ถ้ารู้แล้วต้องช่วยคนดีไม่ใช่อยู่เฉยๆ แล้วก็ต้องกล้าที่จะไม่ต้องไปติดใจในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข กลัวจะเสียลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข นี่คือความเป็นกลางที่ต้องเข้าใจ ถ้าเข้าใจแล้วสังคมจะได้รับการช่วยเหลือ ก็จะได้เจริญ พัฒนากันไปอย่างดีๆ
ทีนี้มาเข้าสู่อันที่ 2 ที่อาตมาพูดมาหลายวัน อันที่ 1 คือสัมผัสสัมพันธ์กับสัตว์เราจะทำใจอย่างไร ควรพิจารณาอย่างไร วางตนอย่างไร ใจของผู้นั้นจะต้องเป็นใจที่มีเมตตาจริงๆเอ็นดูกรุณาปรารถนาดีกับสัตว์ทั้งปวง ถึงไม่เป็นพิษภัยกับสัตว์ใดๆในโลก 2 เกี่ยวกับของ อ้างอิงหลักฐาน ศีล 5 3 ข้อแรกครบแล้วในโลก นอกนั้นก็เป็นเรื่องของจิตเลย เรื่องที่เกี่ยวพันกับภายนอก 3 อย่าง เรื่องสัตว์ ของ เกี่ยวข้องกับของ ของมันไม่มีวิบากไม่มีภาวะ ผูกพัน โต้ตอบ เป็นพันธกิจไปต่อจิตวิญญาณ เกี่ยวข้องกันในชาตินี้ก็จบ มันไม่มีความเกี่ยวพันอะไรกับเราไม่จองเวรจองกรรมไม่รักไม่ผลัก ไม่ผลักไม่ดูด ไม่รักไม่ชังไม่มีวิบาก ตั้งแต่พีชะหรือพืชพันธุ์ธัญญาหาร มันเป็นชีวะจริง ก็ต้องเข้าใจ ศาสนาพุทธสอนทั้งอุตุนิยาม พีชนิยาม มีกรรมวิบากหรือไม่ มีชีวหรือไม่ หรือมีจิตนิยามที่มีบทบาทจองเวรจองกรรม โทสะ ราคะ ตลอดจนกว่าจะปรินิพพานจึงจะหมดวิบากต่อกัน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เลิกไปเลย ไม่มีอะไรเป็นส่วนสอง เป็นหนึ่งและศูนย์ไปเลย แม้เป็นหนึ่งก็ไม่สร้างวิบากต่อ คนอื่นจะสร้างวิบากต่อเราก็ได้ถ้าเรายังเป็นหนึ่ง เป็นปุริสภาวะ สิ่งที่เกี่ยวข้อง เป็นวิบาก ต้องมาสัมพันธ์ออกฤทธิ์กับเรา เราไม่สร้างวิบากต่อ ใครจะทำกับเราก็ทำไป เราไม่สร้างวิบากต่อ ไม่มีกรรมของเรา กรรมก็เป็นของคนอื่น ก่อสร้างแต่วิบากดี วิบากชั่วเลิกเลย หยุด อย่างนี้เป็นต้น ถ้าสูญไปเลย ตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ไม่เกี่ยวข้องกับอะไร พอตายละลายแยกธาตุ หลังจากการตาย กายัสสเภทา ปรัมมรณา แยกธาตุดินน้ำไฟลมเลย หมดแม้แต่การจับตัวเป็น พีชะ ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรอีก ศาสนาพระพุทธเจ้าถึงละเอียดลออมากเลยในการอธิบายจิตที่เป็นอัตภาพ มีกรรมวิบาก กรรมวิบากเป็นเรื่องอจินไตยเดาเอาไม่ได้คิดเอาเองไม่ได้ เป็นอจินไตย 1 ใน 4 ตั้งแต่ พุทธวิสัย ฌานวิสัย พุทธวิสัยเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่มีไม่เป็น เรียนรู้ไปได้จนกว่าเราจะไปมีพุทธวิสัยส่วนของพระพุทธเจ้าไปตามลำดับ ตั้งแต่พระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ แล้วก็อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์และเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า จนจะถึงขั้นสัมมาสัมพุทธะ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีสัพพัญญุตญาณเท่ากันกับพระพุทธเจ้า ต่างกันแต่เพียงว่าปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้เป็นสัมมาสัมพุทธะส่วนตัวคนเดียว ปัจเจกไม่ได้ประกาศต่อสังคมโลก ไม่ได้ประกาศศาสนาพุทธกับมนุษย์โลกเลยท่านเป็นแล้ว ภูมิท่านถึงความเป็นพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้เรียกเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เพราะท่านเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ประกาศศาสนากับมนุษย์โลก ท่านมีภูมินั้นแล้วแต่ท่านไม่ประกาศว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้ากับมนุษย์แม้ 1 คนในโลก แต่พระพุทธเจ้าถ้าประกาศแล้วจะไม่มีเพียงคนคนเดียวรู้หรอก เช่น พระพุทธเจ้าสมณโคดมมาฆบูชามีภิกษุ 1250 รูป ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าทำให้เกิดอรหันต์ขึ้นได้ มาฆบูชา มีพระภิกษุ 1250 รูป ถือว่าน้อยแล้ว บางพระพุทธเจ้ามาฆบูชาหลายครั้ง มีพระภิกษุเป็นล้านรูป เป็นคนละบารมี แต่ไม่ได้หมายความว่ามีความรู้น้อยกว่ากัน แต่มีองค์ประกอบของยุคสมัยของบุคคลที่จะทำหน้าที่ มาทำหน้าที่ยุคสมัยที่แย่ สอนอย่างไรก็ได้อรหันต์แค่นี้ ก็เจ๋งแล้ว เพราะคนไม่มีภูมิจะเป็นอรหันต์ได้ จะไปโทษว่า ครูไม่ดี ครูสอนไม่ได้ ก็สอนได้ถ้าลูกศิษย์รับได้ ถ้าลูกศิษย์รับไม่ได้ ก็เหมือนสอนกับต้นไม้กับเสา มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร มันรับไม่ได้ นี่เป็นนัยละเอียด ไม่ใช่เรื่องเดาไม่ใช่เรื่องคาดคะเน อย่างอาตมามาพูดต่างๆนานา ไม่ค่อยได้ยินกัน หลุดไปจากประวัติศาสตร์ตำนานไม่เหลือ อธิบายไม่ได้อธิบายไม่ออกอธิบายอย่างผิดเพี้ยนไปด้วยซ้ำ อาตมาก็มาแก้ ผู้ที่ใช้วิจารณญาณตัวเองฟังดูที่อาตมาพูดแล้วสมควร น่าเชื่อถือก็เชื่อ ไม่น่าเชื่อถือเขาก็ไม่เชื่อ ก็เป็นอิสระเสรีภาพในสิทธิส่วนตน ไปบังคับไม่ได้ อาตมาไม่ประสงค์จะบังคับ แม้แต่ขอร้องให้เชื่ออาตมาก็ไม่ถนัด ไม่ค่อยพูด เชื่อฉันสิๆ ไม่ถนัดที่จะพูด แต่ผู้ที่เขามีอาณาในใจก็จะบังคับจะเบ่ง เชื่อฉันสิ ขอให้เชื่อสิ ไม่ต้องขอหรอก เขาจะเชื่อก็เชื่อของเขาเอง ไปบังคับว่าเชื่อฉันสิ บังคับทำไม เขาใช้ปัญญาตัดสินกันได้ ให้อิสระเสรีภาพเถอะ เขาจะเชื่อ เชื่อไม่เชื่อก็ต้องใช้ปัญญาภูมิธรรมของเขาเอง ไม่ต้องบังคับหรอก บังคับมันก็มีผลอีกอย่างหนึ่ง ไปขอให้เชื่อก็มีผลอีกอย่างหนึ่ง ไม่ต้องขอ พูดแล้วเหมือนกับหยิ่งผยอง ไม่ต้องขอไม่ต้องง้อ อยากเชื่อก็เชื่อสิ ไม่อยากเชื่อก็แล้วไป มีนัยเหมือนหยิ่งผยองถือดี ใช้ภาษาพูดแล้วจะเข้าใจ มันหมายถึงลักษณะละเอียดลออ ถึงนัย ควรหรือไม่ควร มาจบที่ควรหรือไม่ควร สูงสุดตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาปเทส 4 ใช้คำว่าควรหรือไม่ควร อย่างนี้ควรหรือไม่ควร เมื่อพูด ควรหรือไม่ควร ก็วนได้ ถ้าคนไม่เข้าใจอย่างถูกต้อง มหาปเทส 4 1. สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 2. สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย 3. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 4. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. (พระไตรฯ ล.5 ข.92)
มหาปเทส 4 ต่างจากสัปปุริสธรรม 7 สัปปุริสธรรม 7 1. ธัมมัญญูตา (รู้จักทุกองค์ประกอบ) 2. อัตถัญญูตา (รู้จักเนื้อหาเป้าหมายถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง) 3. อัตตัญญูตา (รู้จักตนเอง) 4. มัตตัญญูตา (รู้จักประมาณจัดสรรสัดส่วนให้เหมาะสมที่สุด) 5. กาลัญญูตา (รู้จักกาลสมัย) 6. ปริสัญญูตา (รู้จักหมู่กลุ่มบริษัทอื่น) 7. ปุคคลปโรปรัญญูตา (รู้จักบุคคลอื่น) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 65) ผู้รู้ผู้ที่ไม่ลำเอียง เอาธรรมเป็นใหญ่ ก็ต้องใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 กับมหาปเทส 4 ใช้จริงๆ ท่านบัญญัติเป็นภาษาไว้แล้วยิ่งสบาย ต้องใช้หลักพวกนี้ทำงาน ก็จะเกิดความดีงามทั้งหมด ไม่ลำเอียงไม่เป็นภัยเป็นโทษ มีแต่คุณค่า ตัวเราก็ไม่เกิดวิบาก สังคมก็ไม่ทุกข์ร้อน มาเข้าสู่ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของ สิ่งของยิ่งมีมากกว่าอีก สัตว์มันมีมากแต่มันก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรา สัตว์น้ำนี้มีมาก ใครดูสารคดี มีแปลกแตกต่างกัน กว่าจะพัฒนามาเป็นแบบนั้นแบบนี้ไม่รู้กี่ตระกูลกี่พันธุ์กี่เพศ มากมาย เราก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว มันก็อยู่ของมันในน้ำ หรือมันจะเป็นสัตว์เล็กอีกเยอะแยะมากมายละเอียดลออเป็นพวกแบคทีเรีย ไวรัส มันก็ไม่เกี่ยวกับเรา เราก็เกี่ยวข้องใช้อาศัยกับสัตว์ประมาณหนึ่ง ที่นี้เรื่องวัตถุมีมากมาย อะไรที่ควรใช้ดินน้ำไฟลม ยกตัวอย่างชัดๆ เช่น เพชรพลอยทองคำ หรือโลหะที่มีค่าหายาก ที่เป็นอุตุ วัตถุต่างๆสังเคราะห์สังขารร่วมกัน อุตุนิยามมีอันอื่นสังเคราะห์พลังงานตัวมัน โดยที่มันจัดสรรพลังงานตัวมันเองไม่ได้เลย อันอื่นทำให้มันเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุปัจจัยของพลังงานทางอุตุ อย่างคนจะไปช่วยทำ Fossil ก็ไม่ได้ แม้แต่ทำเพชรทำทอง ตอนนี้เขาทำได้เหมือนกันแต่มันไม่ถึงคุณภาพบริบูรณ์สูงสุดแบบของแท้ แต่มันใกล้กัน คนไม่สามารถมีเครื่องวัดที่จะแยกว่าอันนี้เป็นของเก๊หรือจริง มันใกล้กันมากก็ต้องยอม ทำเพชรเก๊ทองเก๊ โลหะอะไรต่างๆแบบเทียมซึ่งมันไม่ถึงกับแบบที่ธรรมชาติทำจริงๆใช้เวลาเป็นล้านๆชาติ ล้านๆปีแสง มันมากมาย เราเอาที่มันเกี่ยวข้องกับชีวิตสำคัญจำเป็น แล้วเราก็สัมผัสสัมพันธ์กัน เราจะใช้หรือไม่ใช้ สูงสุด สัตว์นั้น ไม่ต้องไปทำให้เขาบาดเจ็บหรือลำบาก แต่ถ้าพืช ทำให้ถูกทำลายก็ไม่มีวิบาก เอามาใช้รับประทานย่อยให้ละเอียด เป็นธาตุเข้าไปช่วยให้ร่างกายเจริญ เอาพืชมาใช้มันก็ไม่มีวิบาก ไม่ต้องผูกพันถือโทษอะไร แม้แต่บอกว่ามันมีอารมณ์รักหรือชังก็ไม่มี แต่คนก็เข้าใจว่ามันมี มันอยู่ที่อุปาทานของเราเอง มันเอียง เป็นภาวะตอบรับ เหมือนหลอนเหมือนเงาเหมือนมันตอบรับ เราร้องเพลงให้มันฟังแล้วมันชื่นใจอะไรอย่างนี้ มันมีสภาพซ้อน อุปาทาน เกิดจริงเป็นจริงเห็นจริงรู้สึกจริง ดีไม่ดีแม้แต่เห็นเป็นรูปร่างเป็นตัวเคลื่อนไหวจริงทั้งๆที่มันไม่เป็นจริง เรียกว่าอุปาทาน หรืออุปาทายติ สิ่งเหล่านี้เป็นมโนมยอัตตาเป็นอัตตาที่สำเร็จในจิต มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่มันไม่มีจริงแต่เหมือนกับมันมีเสียงเกิดมาให้คุณได้ยิน เรียกว่าเสียงหลอน รูปหลอน ภาพหลอน กลิ่นหลอน กลิ่นนี้เป็นกลิ่นของคนตายมาหา ทั้งๆที่มันไม่มี แต่คนรู้สึกว่ามันมี เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่เป็น อุปาทานมันไม่มี แต่จิตของคุณอุปาทานจนเกิดในจิตได้ เรียกว่ามโนมยอัตตา อย่างโรค Psychosis มันไม่มีหรอก แต่ตนเองรู้สึกว่าเป็นว่ามีจริงเลยนะ ทางแพทย์เขาก็ศึกษา พวกที่มีความรู้ทางนี้ก็ศึกษามันเป็น neurosis และเป็นไปได้ไม่เจ็บไม่ป่วยหรอกแต่ป่วย ทำตัวเองให้ป่วยเพื่อเรียกร้อง อะไรต่างๆนานา มันยอดเกินเลย สำหรับของ เราก็สัมพันธ์สัมผัสกันเรียกว่า อทินนาทาน ไม่ใช่ของของเราก็อย่าไปถือสิทธิ์ แม้แต่เราจะวิสาสะ เราจะใช้ร่วมกันเป็นของส่วนกลาง เราก็ต้องดูว่าของส่วนกลางนี้มีใครจับจองไว้หรือเปล่า มีใครสำคัญกว่าเราหรือเปล่า หากเขาสำคัญกว่าก็ให้เขาใช้เถอะ เรายังไม่ค่อยจำเป็น ถ้าเราตรวจสอบตรงนี้ ความสูญเสียความบกพร่องมันก็จะน้อย ทุกอย่างก็จะสมส่วนลงตัว แต่อย่างดีอย่างเหมาะ นี่เป็นรายละเอียดต่างๆ ที่เราจะคำนึง แม้แต่ของ ถ้ายิ่งไม่ใช่ของของเราแล้วอย่าไปถือสิทธิ์เอามาเป็นของของเรา มันเป็นวิบาก ไปยื้อแย่งไปละเมิด ยิ่งไปปล้นเอาฆ่าเอา วิบาก ก็จะยิ่งแรงร้ายไม่รู้กี่ชาติต่อไปชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจริงของกรรมวิบาก เป็นอจินไตย ศาสนาพุทธเรียนรู้รายละเอียดเหล่านี้มากครบ ศาสนาอื่นไม่รู้เพราะเขาไม่เชื่อ เข้าไม่ถึง แต่มันเป็นกรรมวิบากของเขา แต่เขาไม่มีความรู้ ศาสดาเขาสอนไม่ถึง ศาสดาเขาไม่มีความรู้เรื่องกรรมวิบาก เชื่อกรรมวิบาก เชื่อกรรมเป็นของๆตน ตนทำแล้วก็ต้องรับ จะเป็นชั่วหรือดีก็เป็นกรรมของตนไม่เอาไม่ได้ โดยวิบากกรรมแล้ว กัมมัสโกมหิ 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) พลังงานกรรมพาเราเกิดเราเป็น แต่ทางเทวนิยมถือว่าพระเจ้าเป็นผู้กำหนดบัญชาบังคับให้เกิดให้เป็น แต่ของเรานี้เปลี่ยนจาก God มาเป็นกรรม ไม่มีพระเจ้าบันดาลไม่มีพระเจ้าสั่ง กรรมเป็นตัวสั่งเป็นตัวบันดาล กรรมเป็นของใครก็กรรมเป็นของเรา ไม่ใช่ของพระเจ้า มันแยกละเอียดเลย ศาสนาเทวนิยมกับอเทวนิยมแยกกันอย่างนี้ กรรมเป็นของของเราไปโทษพระเจ้าโทษใครไม่ได้ เราเอง เพราะฉะนั้นจัดการทำกรรมของเราให้ดี ให้เป็นกรรมส่วนดีที่เผื่อพอ จนกระทั่งดีช่วยตัวเองได้หมดไม่เป็นภัยต่อใคร มีแต่ใครมาเป็นภัยต่อ เราก็มีภูมิคุ้มกันดี ภัยโทษก็ทำร้ายเราไม่ได้ นั่นคือภาวะพลังงานที่ไม่มีคำพูด พลังงานที่คุ้มกัน เป็นกำแพงไร้สภาพเป็นสิ่งที่ป้องกันเรา ไม่รู้ไม่เห็นแต่อะไรป้องกันเราให้แคล้วคลาด หรือให้คงกระพัน ถ้าเป็นหยาบๆก็ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก หรือจะยิง พลังงานนี้ก็ทำให้เครื่องยิงยิงไม่ออกเลยขนาดนั้น ถึงอย่างไรมีมามันก็ไม่ถูกแคล้วคลาดไปอื่นเลย มันไม่ถูกตัวเรา อย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่เรื่องของสิ่งอะไรบันดาล เกิดจากกรรมที่เรามีพลังงานในตัวเราทำให้เป็นไป กัมมโยนิ ซึ่งแต่ละคนสั่งสมเป็นเผ่าพันธุ์ กัมมพันธุ 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) จะได้อาศัย จะสุขจะทุกข์จะดีจะชั่วจะสบายหรือลำบาก เราได้อาศัยของเราสร้างเราทำมา ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ ตั้งแต่เป็นเซลล์เดียว จนกระทั่งถึงเป็นอาริยะ มนุษย์อาริยะจนเป็นอรหันต์จนเลยอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ทุกระดับ จนเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โน่นแหละ จะเป็นที่อาศัยที่พึ่ง 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) เกิดจากเราเองทั้งสิ้น (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581)
เป็นคนสะสมเป็นคนก่อเป็นคนทำเป็นคนประพฤติ เป็นคนมีอาการ เรียกว่าละเอียดที่สุดก็มีอาการสร้างอาการนั้นขึ้นมา แล้วเราก็ให้มันเกิดบทบาท เกิดแต่ในอาการจิตไม่ออกไปข้างนอกเลย เป็นแค่วจีสังขาร วจีสังขารยังไม่ออกจากจิต อยู่ในสังกัปปะ 7 ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ 3 ตัวเป็น dynamic ตัวเคลื่อนไหว สั่งสมเป็นตัวแข็งแรงตั้งมั่น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ก็เป็น static กับ dynamic สามเส้า สามเส้า 2 หมู่ทำปฏิกิริยาสังเคราะห์สังขารในใจ เป็นวจีสังขารตัวที่ 7 วจีสังขารจะออกมาข้างนอกได้ก็เป็นทางด้าน วจีวิญญัติ กายวิญญัติ หากไม่ออกก็เป็นมโน ไม่ได้เป็นมโนวิญญัติ คือถ้าให้เคลื่อนไหว วิญญัติ คือการเคลื่อนไหว หากมันปรุงแต่งตัวมันเสร็จก็เรียกว่าสังขาร ถ้ามันเคลื่อนไหวก็เคลื่อนไหวภายในเรียกว่า มโนวิญญัติ แต่ถ้าเผื่อว่ามันจะออกมาข้างนอก ตัวนี้ก็พร้อมที่จะออกมาข้างนอกมาเป็นวจีก็อย่างอ่อน กายก็อย่างหยาบ วจีวิญญัติ กายวิญญัติ อยู่ภายในจะปรุงให้แรงเป็นวจีวิญญัติก็เรื่องของคุณ หรือจะปรุงครบเส้ากายวิญญัติอยู่ในจิตก็เรื่องของคุณ รวมแล้วได้คุณภาพเท่าที่มีฤทธิ์มีแรง มีมากมีชัดเจนแจ่มแจ้ง หรือหนา ดีกรีของมันทั้งหมด ก็อยู่ที่คุณทำได้ ตามบารมี เสร็จแล้วคุณจะปล่อยออกไปเท่าไหร่ คนที่สามารถปรุงสร้างได้ 100 นึง จะออกมา วจีวิญญัติ กายวิญญัติ 30 40 เปอร์เซ็นต์ก็อยู่ที่คุณทั้งนั้น คนมี 100 จะออกไปแค่ 20 ออกไปเป็นกายกรรมแค่ 50 แค่ 60 แค่ 70 ก็เรื่องของคุณทำได้ ประมาณได้ จัดการที่จะออกมาให้มีกรรมกริยา เท่านั้นเท่านี้ได้ กำหนดได้หมดจึงเป็นเจ้าของกรรม ที่จะกระทำอย่างพอเหมาะสม ไม่มีลำเอียง ถ้าสมบูรณ์แล้วไม่เข้าใครอย่างได้สัดส่วนถูกต้องพอเหมาะพอดี ในรายละเอียดต่างๆจึงเป็นเรื่องของความสมบูรณ์ของความรู้และกรรม ไม่ใช่ไปฝากไว้กับพระเจ้า พระเจ้าเป็นคนสั่ง มันก็เลยต้องเป็นไปตามใจตัวเองที่มีกิเลสเป็นตัวบงการ จริงๆแล้วกิเลสกับพระเจ้าอันเดียวกัน แต่เขาไปเรียกตัวกิเลสว่าคือซาตาน ซาตานกับพระเจ้าคือความลึกลับเท่ากัน ผู้ไม่รู้จักซาตานไม่รู้จักพระเจ้า พระเจ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจิตวิญญาณ ก็จิตวิญญาณของเราเป็นตัวของเรา เราก็ต้องเป็นตัวพระเจ้าให้ได้สิ ก็เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วเราก็เอามาทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตไม่มีอคติ พระเจ้าไม่มีอคติไม่มีความคดโกง พระเจ้าซื่อสัตย์ทุกอย่าง ก็เป็นพระเจ้าให้สมบูรณ์ให้ได้ ในขณะที่เราควบคุมกรรมกริยาได้หมด ไม่ต้องให้ใครเป็นผู้ชักใย เป็นผู้ชักหุ่นชักรอก เราก็ทำเองได้หมด ในศาสนาเทวนิยมกับอเทวนิยม อเทวนิยมเป็นตัวเราเองจัดการกรรมทั้งหลาย ส่วนเทวนิยมนั้นกรรมนั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้า จะผิดจะถูกขึ้นอยู่กับพระเจ้า ส่วนอเทวนิยมไม่ไปโทษพระเจ้า แต่โทษตัวเราเองไม่ไปโทษใคร เราเองทั้งนั้นทำดีหรือไม่ดีก็เราเอง และใครจะหลงตัวเองหรือไม่หลงตัวเอง ก็ตัวเองอีกนั่นแหละ เป็นนัยชัดเจน นอกจากสัตว์นอกจากของ ทีนี้ ตัวสำคัญตัวนี้เป็นเรื่องมากที่สุดก็คือตา หู จมูก ลิ้นกาย ห้าทวารนอก เกี่ยวข้องกับผู้อื่น หากทวารในของตัวคุณเองคุณจะปรุงแต่งบ้าบออะไรของตัวเองไม่ออกมาข้างนอกเลยแม้แต่ทางวาจาทางกายกรรม คุณก็ไม่แล้ว จะบ้าๆบอๆอยู่ในจิตของคุณเอง ถ้าบ้าอย่างนี้มากหน่อย มันก็พูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง อยู่แต่ภพของตัวเอง ยึด พูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง เขาก็ต้องเอาเข้าโรงพยาบาล ทำแต่ของคุณเองแล้วกระทบกับของภายนอกคนจะเดือดร้อนลำบากลำบน คุณก็ไม่รู้เรื่องจะทำตามภพของคุณในใจอย่างเดียว คุณยังมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กระทบกับคนอื่น แต่ไม่รู้จักสมมติของคนอื่นเลยภายนอก อย่างนี้ไม่ควรทำ ไม่ดี อย่างนี้เป็นภัยเป็นโทษ คุณก็ไม่รู้เรื่องคุณอยากจะทำอะไรก็ทำตามใจคุณ มันก็เสียหาย เขาก็ต้องดูแล ดีไม่ดีต้องผูกมัดไว้ ระงับ ดีไม่ดีผูกติดเตียงไว้เลย ปล่อยให้ดิ้นไป เพราะถ้าขืนปล่อยออกมาก็ทำให้เสียหายเป็นภัยต่อตนต่อผู้อื่น ก็จำเป็นต้องทำอย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นสัจจะที่พิสูจน์ยืนยันได้ ผู้ที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วจะรู้จักสัจจะ 2 อย่าง ปรมัตถสัจจะกับสมมติสัจจะ ปรมัตถ์คือเกี่ยวกับภายในจิตทั้งนั้นคือจิต เจตสิก รูป นิพพาน สมมุติสัจจะเกี่ยวกับภายนอกทั้งหมด แต่ข้างนอกกับข้างใน ภายในจิตกับภายนอกไม่ขาดจากกัน จะต้องร่วมกันเรียกว่า กายะ แยกเป็นรูปกับนาม เป็นประธานกับสิ่งที่ถูกรู้ เป็น Subject กับ object Object คือสิ่งที่ถูกรู้ Subject คือประธานคือจิตของเราเป็นผู้รู้ จะต้องมี 2 ธรรมะสอง นี้ ตลอดเวลาเลย ศึกษาธรรมะ 2 นี้ตลอดเวลา ทเวธัมมา แล้วก็เรียนรู้ จากตัวที่รวมเป็นความรู้สึก ต้นตอความรู้สึกจะทำให้เราผลักหรือดูด ถ้าเราทำจนกระทั่งสุดท้ายเราไม่เอาอำนาจ ผลักหรือดูด เป็นตัวสำคัญเลย เราไม่มีผลักหรือดูด เราจัดการเองอย่างมีปัญญา ควรผลักเราก็ผลัก ควรดูดเราก็ดูด ผลักก็จัดการ อย่าแรงจนไปทำร้ายเขา อย่าให้กระทบกับเราจนเป็นภัยเป็นโทษ จบ ส่วนกรรมวิบากเขาจะทำแรงจะทำดิ้นอย่างไรก็เป็นวิบากของเขา เป็นกรรมกริยาของเขาเอง แต่กับเรานั้น ไม่กระทบ ไม่ทำให้เราเดือดร้อน ไม่มีอวิปฏิสาร บางทีพอจะทนได้ให้เขาละเมิดบ้างก็ยอมตามควร ถ้าเผื่อว่าเขามาละเมิดเรา เกิดความไม่ดีขึ้นเขาก็จะได้เห็นว่ามีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น ถ้าเราทนได้ทนลำบากได้ แต่เราทนไม่ได้ ก็ไม่ต้อง เขาละเมิดขนาดนี้มันทนไม่ได้ ทนได้โดยยากโดยลำบากก็ไม่ต้อง ถ้าทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบากก็ให้เขาละเมิดบ้าง เป็นภาษาบอกสภาวะว่าควรจะ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive