สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายสังขารแบบพ่อครูสอน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.51 KB
วันที่แก้ไข26 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

8 สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายสังขารแบบพ่อครูสอน กายสังขาร คือ ปรุงแต่งกันระหว่างภายในกับภายนอก ปสาทรูปทำงานกับโคจรรูป ก็มาทำงานร่วมกันปรุงแต่งกันที่จิต เป็นการปรุงแต่งองค์ประชุมของรูปนาม เน้นที่ภายนอกทางทวาร 5 ร่วมกับภายในคือจิต คือการปรุงแต่งความเป็นวัตถุกับจิต แต่ของอาตมาต้องเน้นเลย ที่การสังขารที่อภิสังขาร สังขารธรรมดานั้นเป็นสุจริตก็ได้ทุจริตก็ได้ แต่ไม่อยู่ในขั้นโลกุตระจะเป็นกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารที่อวิชชาสุจริตหรือทุจริตก็ได้ เป็นโลกียะ วนเวียน สมบัติผลัดกันชมจะออกจากโลกไม่ได้ จะออกจากโลกได้ต้องรู้จิตเจตสิกหรือตัวตนของกิเลส อกุศลจิต หรือบาป แล้วกำจัดด้วยพลังงานที่เรียกว่าปรุงแต่งหรือสังขารขั้นอภิสังขาร เรียกอภิสังขารตัวต้นเลยว่า ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เริ่มต้นปุญญาภิสังขารคือสร้างพลังงานเป็นบุญได้ที่จะสลายพลังงานราคะโทสะโมหะได้ ได้เป็นส่วนๆได้ว่าได้ผลแห่งบุญ ได้คือเสีย เสีย ราคะ โทสะ โมหะ อยากเสียออกไปจากตนไหม ...อยาก คุณทำลายราคะไม่สมบูรณ์ก็ต้องทำต่อ ราคะกับกล้วยหอมส้มโอ เมื่อลดอาการกิเลสได้ทีละส่วน สัมผัสเห็นอาการเลยว่า กายกลิเราจางคลายลงจนดับ ไม่เกิดชั่วคราว จนมันดับ ก็ทำซ้ำ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง จนมันตั้งมั่นตกผลึกแข็งแรง เที่ยงแท้ มั่นคง ยั่งยืนถาวรตลอดกาล ผู้เข้าใจอภิสังขารกับสังขารที่เป็นโลกียะ โลกุตระไม่ได้จึงวน ปุญญะคือมีหน้าที่ทำลายกิเลสในปัจจุบันเท่านั้น ในขณะที่ทำลายมันได้คือกิเลสหมด หมดแล้วหมดบุญทำต่อไปมีแต่อเนญชา สั่งสมให้ตกผลึกแข็งแรงตั้งมั่นขึ้นเรื่อยเป็นสมาธิ หรือสมาหิโต ตั้งมั่นแล้วจบแล้ว กตญาณแล้ว การสั่งสมสิ่งที่เป็นจิตดี จะเรียกว่ากุศลก็ได้ คือทำจิตร้ายออกไปจากจิตดีให้หมด หมดแล้วจิตร้ายหมดแล

อ่านต่อ

้วก็ไม่ต้องล้างอีก อปุญญะคือไม่ต้องทำบุญอีก ถ้าเข้าใจวนเวียนว่า ปุญญะคือดี กุศล อปุญญะคืออกุศล ก็เลยวนเวียนแค่ดีกับชั่วแค่นั้นไม่ขึ้นไปจากนั้นอีก ที่จริง ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นกำจัดทั้งดีและชั่ว ท่านพุทธทาสก็เลยบอกว่าทั้งชั่วทั้งดีอัปปรีย์ทั้งนั้น แต่ท่านก็ยังไม่เข้าใจสภาวะ เป็นความเข้าใจทางทิฏฐิ แล้วจึงมาปฏิบัติให้สมบูรณ์ สรุปแล้ว กายสังขาร ต้องมีรูปนามภายนอกภายในเสมอแต่เน้นที่จิต ภายนอกนั้นบางทีมีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน อย่างอาตมากายกรรมวจีกรรมอาจแรง แต่ไม่ถึงกับไปทำร้ายใคร มีแต่สุ้มเสียงท่าทีลีลา ภาษาอาจจะใช้หยาบ แต่ใจสะอาดอยู่ตลอดเวลา แต่คุณอ่านใจอาตมาไม่ได้ อาตมาประมาณเท่านี้ มันก็มีสิ่งที่หยาบมาปรุงแต่งร่วมด้วยให้เหมาะสมกับความหยาบ เพื่อจะได้ผล มันเป็นการประมาณของอาตมาส่วนตัวเห็นว่าได้ผล พวกคุณต้องประมาณของคุณเอง อย่างท่านปยุตต์ ปยุตโต อาตมาเคยเขียนจดหมายถึงท่านว่าท่านอ่อนไปเบาไป ท่านมีบารมี ตั้งแต่ท่านเขียนหนังสือว่าอาตมาเล่มแรก อาตมาก็เขียนจม.ถึงท่านไปมีเนื้อหาว่าเบาไป แรงหน่อยจะได้ผล ท่านมีบารมีในทางโลกสังคม คนนับถือมากกว่าอาตมาเยอะแต่อาตมาไม่มีบารมีก็ต้องทำหนัก ถ้าท่านทำหนักหน่อยก็จะเบาแรงอาตมาอีกเยอะ กายสังขารที่เป็นอภิธรรม แยกโลกียะกับโลกุตระออกแล้ว จึงจะเป็นอภิสังขาร จึงจะจัดการปรับแต่งปรุงแต่งเอากิเลสออก ถูกต้องเลย นี่คือการปรุงแต่งปรับแต่งจิต ให้กิเลสออก นี่คืออภิสังขาร เพราะฉะนั้นกายสังขารคือต้องรู้ทั้งรูปและนาม สัมผัสกันแล้วมันก็เกิดสภาวะนั้นมา แล้วเราก็แยกถ้ามันมี 2 เป็นธรรมะ 2 ก็แยกสองนี้ออก เอาเฉพาะจิตที่เป็นอกุศล ของมโน วิญญาณออก กำจัดอกุศลจิตตัวนี้ ยิ่งออกไปได้ จิตจริงแท้ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพ มันจึงเหลือ 1 เรียกว่าเอกัคคตา กายสังขาร จึงมีกระบวนการที่มากกว่าของเขามากมาย แต่ของเขานั้น อภิสังขารมีสุจริตก็ได้ทุจริตก็ได้ แล้วก็วนเวียนไปมา สมบัติผลัดกันชม ดีกับชั่วสูงกับต่ำ ขึ้นไปลงต่ำแบบนั้น กายสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งกายทุจริต และกายสุจริตให้เป็นผล สำเร็จลง สภาพที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ ปัสสาสะ คือ ลมหายใจเข้าออก พ่อครูว่า...อันนี้การปรุงแต่งระหว่างเจตสิกของจิต หรือวิญญาณ เป็นตัวอาการของเจตนา เป็นความมุ่งหมาย ไปมุ่งหมายกับทุจริตกับสุจริต อะไรก็ได้ทั้งคู่แล้วปรุงแต่งกับภายนอกคือทุจริตกับสุจริต ลานธรรมเสวนา 600925_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต่างคิดต่างสิทธิ์ ตอน 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน