สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลป์และศาสตร์ที่เป็นโลกุตระ_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.88 KB
วันที่แก้ไข27 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลป์และศาสตร์ที่เป็นโลกุตระ อาตมากำลังเปิดเผยเรื่องโลกุตระ เป็นเรื่องสุดยอด คือเรื่องเหนือกว่าเหนือ ซึ่งมันไม่ใช่จะรู้กันได้ง่าย ต้องสืบต่อ มีผู้รู้มาถ่ายทอด DNA มันเกิดเองไม่ได้ อาตมาต่อเชื้อจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ต่อมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ จนมาเป็นธรรมสามี จนกว่าอาตมาจะเป็นพระพุทธเจ้าก็ถือว่าเป็นธรรมสามี แต่ตอนนี้ต้องต่อเชื้อไป รายละเอียดก็ต่อกันมา ตอนนี้เอาโลกุตระมาเป็นเชื้อต่อ ความหมายของโลกุตระอีก 7 ก็ได้บอกไปแล้ว ไม่รู้ว่าโลกุตระคืออะไร รู้ผิดๆ ในเรื่องโลกุตระ รู้ถูกโลกุตระแต่เป็นแค่ปรัชญาตรรกะ รู้ถูกแต่เขาทำไม่ได้หรือเขาไม่ทำ ทำได้แต่ไม่ยั่งยืนหรือตั้งมั่นมากพอ ทำได้ยั่งยืนมากพอสมกาละแล้ว มีคนทำได้เป็นมวลแข็งแรงสมบูรณ์แบบ รู้ไม่ง่าย แต่รู้แล้วก็ต้องทำให้ได้อีก แล้วก็สืบต่อกันอีก ถ้าอาตมาตายไปจะมีคนทำต่อไหม ก็มีต่อ แต่อาตมายังไม่ตายก็ต้องช่วยกันกับพวกคุณ เพิ่มมวลเข้าไปอีก ทำแล้วต้องเพิ่ม ไม่น้อยก็มาก เราไม่มีหยุดหรอก ในการทำเราไม่หวังแต่เราทำ เราไม่ทำอย่างดำอย่างมืด ต้องทำอย่างมีผัสสะ ถ้าตัดผัสสะปฏิบัติไม่ได้ ต้องมีมวล ต้องมีหมู่ ต้องตื่น แต่ตื่นแล้วก็อาจยังมานั่งง่วง ต้องกระตุกให้ตื่น ให้อยู่ในภาวะที่เต็มไปด้วยความเคลื่อน อย่าไปแช่เย็นแข็ง สุดท้ายต้องอยู่ในภาวะเคลื่อนจึงจะเป็นการปฏิบัติ อยู่นิ่งๆ จะจมเลย พูดถึงศิลปะอีก แวนโก๊ะเป็นคนกระตุ้น Impressionism แต่แกเป็นคนบ้านะ สุดท้ายแกฝากฝีแปรงไว้ ไม่มีใครเหมือน ก่อนตาย คนก็เห็นว่าแปลกดี ในทีของแก มันหาอีกไม่ได้ คนก็ตีฆ้องร้องป่าวในงานของแกว่าเป็นเรื่องยอด แต่แท้จริงไม่มีอะไร เช่น แกวาดดอกทานตะวันเหี่ยวๆ ดอกหนึ่ง ตอนนี้ราคาแพงมาก ประมูลกัน แต่ว่าภาพนี้มันใ

อ่านต่อ

ห้ประโยชน์อะไรแก่คนสัมผัส จะให้ความหมายอะไร อาตมาก็ว่า ไล่ถามถึงที่สุดก็ไม่มีอะไร แค่ว่ามันหายาก ใครได้ครอบครองก็ถือเป็นของมีค่าเท่านั้น แต่ถ้าการกระตุ้นให้อารมณ์คุณเจริญสร้างสรรต่อ อาตมาก็เรียกว่า ประจักษ์นิยม (Empiricism) คือการต้องเห็น ต้องพบ ต้องสังเกต ต้องมีการตื่น สัมผัส และต่อ ไม่อาศัยไสยศาสตร์หรืออื่นๆ แต่อาศัยตนเองสัมผัสและเรียนรู้นี่แหละ แล้วก็เอาไปเกิดเหตุผลต่างๆ เป็น philosophy จนมาเป็น phenomenon เป็นสิ่งที่ปรากฏจริง สุดยอด จริงไม่จริงยืนยันกันได้ เป็น phenomenal คือเด่น พิเศษ เยี่ยมยอดที่สุดละ รวมสามตัว philosophy phenomenon phenomenal เกิดเป็น phenomenology เป็นวิชาการที่มีสิ่งจริง ยืนยัน สัมผัส เอามาอ้างอิงกันและกันได้ ถ้านึกเอาเองแล้วใครจะรับรองใคร ต้องหยิบมายืนยันกันได้ จึงจะยอมรับกันได้ ต้องมีสิ่งที่ปรากฏ สามารถรับสัมผัสได้ด้วยกันทั้งนั้น นี่คือคำอธิบายที่ลึกซึ้ง สิ่งที่เป็นศิลปะ สิ่งที่เป็นโลกุตระ ซ้อนลงไปเป็นศิลปะแบบโลกุตระ ทีนี้ ศิลป์ กับ ศาสตร์ ต่างกันอย่างไร ศาสตร์คือความรู้ ศิลป์คือดุ๊กดิ๊ก แต่ถ้ารู้นี่แข็งเป๋งเลยไม่ดุ๊กดิ๊ก ใครจะดูอาการยิ้มของส.ศิวรักษ์ กับยิ้มของโพธิรักษ์ต่างกันแน่นอน ยิ้มที่ไม่ดุ๊กดิ๊กคือ ส.ศิวรักษ์ แล้วอาการยิ้มของร.รามรักษ์ต่างกันไหม อาตมายิ้มอย่างนิวเคลียร์ฟิวชั่น ยิ้มอย่างมีลูกต่อ แต่ส.ศิวรักษ์ยิ้มอย่างมีลูกตัด เขายิ้มแล้วเขาตัดจริงๆ เลย อาตมาทำอย่างนั้นบ้างไม่ได้

590224_ทวช.พุทธาฯครั้งที่ ๔๐ ธรรมะของพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม ๓

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน