อาหารจากเนื้อสัตว์เป็นบาปมิใช่บุญเลยในชีวกสูตร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข28 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

อาหารจากเนื้อสัตว์เป็นบาปมิใช่บุญเลยในชีวกสูตร พ่อครูว่า... จะเป็นอาหารเจได้ก็ต้องมีพืช พืชพันธุ์ธัญญาหาร มีพืชเป็นวัตถุดิบ เนื้อสัตว์เราไม่เกี่ยว เป็นพืช แม้แต่น้ำเค็ม น้ำหวาน อะไรก็จากพืชทั้งนั้น เค็มก็ไม่มีน้ำเค็มจากบูดู น้ำเค็มจากปลาแดกก็ไม่มี ถ้าปลาแดกของเราก็ปลาแดกถั่ว น้ำเค็มจากปลาแดกถั่ว คือเราเป็นพวกมังสวิรัติ หรือว่าเจบริสุทธิ์ พืชพันธุ์ธัญญาหารที่เห็นๆ กันนี่ ลองกองมาจากศีรษะอโศก, กล้วยคาเวนดิชมาจาก สวนทำกิน ของพวกเรามี “สวนทำกิน” “สวนไม่ทำ..ไม่ได้กิน” ก็มี “สวนทำกินจึงจะได้กิน” ก็มี พวกเราตั้งชื่อกันหลายสวนมาก นอกนั้นก็มีชื่อสวนอีกเยอะแยะ ส่วนมันเทศนี้จาก “สวน 204” ก็มีอย่างนี้แหละ เรามีพืชพันธุ์ธัญญาหารกิน อาตมาว่า ทำให้มันเป็นที่ปรากฏให้ได้ว่าพืชพันธุ์ธัญญาหารนี่ มันจะเป็นธรรมาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จะเป็นธรรมาวุธที่ยิ่งใหญ่ ใครจะสร้างอาวุธให้เก่งกาจสามารถพิเศษเลิศล้ำมีอำนาจทำลาย ได้ยอดเยี่ยมขนาดไหนก็ให้เขาทำไป มันเป็นเรื่องของกรรมบาป อาตมาไม่ได้พูดเล่นหรอก อาตมาพูดจริง มันเป็นกรรมอกุศลกรรมบาปที่เขาทำสิ่งเหล่านั้นมาเพื่อประหารชีวิต เพื่อทำลายชีวิต แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้ฆ่าโดยตรง แต่เป็นผู้สร้างมาก็เหลือใช้แล้ว คนสร้างอาวุธเพื่อประหารคน เพื่อมาทำลาย มันก็ใช่แล้วบาป ไม่บาปไม่มี การสร้างอาวุธมาประหารคน..ไม่บาปไม่มี เพราะความบาป ความเกิดอกุศล มันเกิดจากเจตนา มโนสัญเจตนา ตั้งแต่ตัวเจตนาที่พระพุทธเจ้า ท่านบอกว่าบาปและบุญนี่ จะเกิดบุญเป็นอันมาก ส่วนมากเป็นบาป ท่านก็อธิบายใน ชีวกสูตร ชัดเจนว่าบาปไม่ใช่บุญเลยเป็นอันมาก ก็คือบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย ใน 5 ประการ ชีวกสูตร พูดแล้วพูดอีก ย้ำแล้วย้ำอีก ยากที่คนจะเข้าใจ เพราะว่ามันเป็นการอธิบายถึงขั้น เจตภูต ถึงขั้นปาณะ

อ่านต่อ

ถึงขั้นชีวะในระดับเจตภูตในระดับปาณะ ยังไม่ถึงขั้นสัตตะ ในมโนสัญเจตนา มันละเอียดลออไปถึงขนาดนั้น มันจะเพียงจิตเริ่มต้นที่มีแนวโน้มไปในทางที่ โวโรเปตุง หรืออารภนฺติ เป็นไปในทางมุ่งร้าย ที่มันมีกระแสว่าจะไปมุ่งร้ายเริ่มต้นแล้ว อย่างชีวกสูตร 5 ข้อ ชีวกสูตร 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภนฺติ หรือ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง (สญฺจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา) ไปเอาสัตว์นั้นมา ก็มีสัญจิจจะหรืออุทิสสะ มีจิตมุ่งหมาย เจาะจงไปในตัวเหมือนกัน เจาะจงว่าสัตว์ และเมื่อกล่าวชื่อสัตว์ เช่น เอาไก่ตัวนั้น เอาไอ้โต้งตัวนั้น เอาหมูตัวขาวนั้นอะไรอย่างนี้ พอลงไปปั๊บนี่มันบาป เป็นอันมากไม่ใช่บุญเลยทันที ยิ่งคนไปจับมันมา ข้อ 2 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส เป็นการพัฒนาการของจิต เป็นความฉิบหายของจิตหนักขึ้น จับตัวมา ผูกมา มัดมา สัตว์ได้รับทุกข์ สัตว์เป็นทุกข์แล้ว ถูกจับตัวมา แค่พูดยังไม่ได้ไปจับมันมา มันก็ยังไม่ทุกข์หรอกสัตว์ แต่เมื่อมันถูกจับ มันก็ทุกข์แล้ว เสร็จแล้วข้อที่ 3 จงฆ่าสัตว์นี้ 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” ไม่บาปให้มันรู้ไปสิอันนี้ “พูดสั่ง” นี้บาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญแล้ว ฟังให้ละเอียดซ้ำซากให้ดีว่า การไปแตะกับสัตว์นี้ อย่าไปพูดถึงกิน แค่กล่าวชื่อสัตว์ เจตนาจิตไม่ดี คนไปจับมานี่บาปเป็นกระพรวนร่วมกันบาปแล้ว สั่งฆ่า ฆ่าสัตว์ตายในข้อที่ 4 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส มันก็เห็นน้ำหนักของความเลวร้าย ความร้ายกาจของกรรมกิริยาของคน ข้อ 5 นี้มันเหมือนไม่ใหญ่แต่มันใหญ่ที่สุด 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ)ชีวกสูตร ล.13 ข.60 แล้วก็แค่เอาอาหารเนื้อสัตว์ที่คุณฆ่ามานี่แหละ เอาไปทำอาหารอย่างเป็น “ขาทโภชนียะ” ทำเป็นอาหารอย่างดี อย่างเอร็ดอร่อย ปรุงแต่งชั้นเลิศ นำมาถวาย ภิกษุหรือพระพุทธเจ้า ข้อ 5 นี่แหละ นี่แหละเรียกว่าเจาะจง 1. เจาะจงฆ่า สัตว์ตายเพราะความเจาะจง ไม่ใช่ไปเจาะจงบุคคล บุคคลนั้นไม่กินเนื้อสัตว์ ถ้าเจาะจงชื่อใครบุคคลใด บุคคลนั้นกินไม่ได้ นอกนั้นเขาไม่ได้เจาะจงชื่อกินได้หมด นี่พวกเจาะร่องให้ตัวเอง เจาะรูให้ตัวเอง เขาไม่ได้ระบุชื่อตัวเราเท่านั้น สัตว์นั้นตายด้วยการถูกฆ่าก็ไม่ถือว่าบาป กินได้หมด นี่พวกนี้เลี่ยงบาลี บาปเข้าตัว ไปช่วยกันโกหกหรือโกหกอย่างไม่รู้ ก็ยังบาปน้อยกว่าโกหกทั้งๆที่รู้นี่ จะบาปตั้งเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ข้อ 5 นี้เอาแต่แค่เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายเพื่อให้พระพุทธเจ้าหรือภิกษุ ทั้งหลายนี้ยินดีด้วยเนื้อสัตว์ ยินดีอาหารเนื้อสัตว์แค่นั้นน่ะ ยังไม่ทันได้กินหรอก ถ้ารับมากินเลยนี้ไม่ต้องพูดหรอก กรรมกิริยาจะหนาหนักตั้งเท่าไหร่ ยินดีในเนื้อสัตว์นะที่รับมา เนื้อสัตว์ชั้นดีหรือ โอ้โห! น่าจะอร่อยนะ โอ้โห! ไปใหญ่เลย แค่นี้ก็บาปที่เป็น อกัปปิยะ อันไม่ควรกระทำอย่างยิ่งเลย โดยเฉพาะข้อ 5 กำกับเลยไม่ควรกระทำ ข้อ 1, 2, 3, 4 ก็ไม่ควรจะทำ มันชัดๆ อยู่แล้ว แม้แต่แค่เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายภิกษุ ไปถวายพระพุทธเจ้านี่ ก็บาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย อาตมาไม่ได้เลี่ยง ไม่ได้เบี้ยวบาลี ไม่ได้พูดเลี่ยงนะ คุณดูรายละเอียดว่าความละเอียดลออ 5 ข้อที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนี้ มีนัยสำคัญละเอียดลึกซึ้งขนาดไหน คิดให้ดีเถอะ อาตมาก็ได้แต่พูดด้วยความเจตนาดี ไม่อยากให้คนมีวิบากบาป มากินพืชพันธุ์ธัญญาหารนี้ มันก็ดี อยู่ได้ อายุยืนด้วย กินเนื้อสัตว์นั้นมันไม่ได้อายุยืน กินมากก็ยิ่งกินเนื้อสัตว์มาก ไม่มีพืชกินก็ยิ่งอายุสั้น เช่น พวกขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ เขาไม่มีพืชจะกินเท่าไหร่ มีแต่เนื้อสัตว์ เนื้อปลาเป็นใหญ่แล้ว นอกนั้นก็เนื้อหมี จะมีสัตว์อะไรบ้างที่โน่น มีเพนกวิน สิงโตทะเล มันก็น้อย เห็นแต่หมีขาวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนมากก็กินปลา ก็มีสถิติอยู่แล้วว่าพวกชาวขั้วโลกเหนือนี้อายุสูงสุด 40 ค่าเฉลี่ยประมาณ 25 อายุ 25 ปีตาย สูงสุด 40 เขาก็มีสถิติ มีการตรวจสอบอะไรต่ออะไรกันมาแล้ว พวกนี้หลักฐานในการยืนยัน พวกหรรษากินพืชเป็นหลัก อายุยืนเลย 100 พวกนี้พวกอยู่บ้าน อิ๊กลู่บ้านน้ำแข็ง จริงๆตัวไม่อ้วนเท่าไหร่หรอก แต่เสื้อผ้าหน้าแพรหุ้มตัวไว้ เพราะมันหนาว มันก็กินเนื้อกวาง กินเนื้ออะไรที่เขาเลี้ยง ดีไม่ดีเนื้อหมา ที่ใช้ลากรถอะไรอยู่ นี่พวกนี้หลักฐานยืนยันซึ่งพวกเราเลือกได้ พวกหรรษาหรือฮันซ่า แตกต่างจากพวกเผ่าเอสกิโม อายุสั้นอายุยืนกว่ากัน แค่อายุสั้นอายุยืนก็เหลือแหล่แล้วในมนุษยชาติ ใครอยากจะอายุสั้นล่ะ อยากอายุยืนๆกันทั้งนั้นแหละ ใครก็ปรารถนาอายุยาวยืนกัน ก็ยังไม่ทันถึงวันงานเจเลย อาตมาก็เริ่มต้นเอาก่อนแล้วเพิ่งจะปลายกันยายน เทศกาลกินเจเริ่ม 14-15 ตุลาคม กลางเดือนตุลาคมโน้น 660927 จุดสำคัญที่สุดในสัจธรรมของพุทธคือสุข-ทุกข์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน