ประชาธิปไตยโลกุตระที่มีอายะ 3 และ อธิปไตย 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
ประชาธิปไตยโลกุตระที่มีอายะ 3 และ อธิปไตย 3 _บ้านเล็กเมืองน้อย กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพรักยิ่ง ความก้าวร้าว หยาบคาย ละเมิดสิทธิผู้อื่น ความโกหก เสแสร้ง หลงสีหิวแสง ego สูง ความไร้สำนึก ใจดำ ขาดความรับผิดชอบ ความไร้คุณธรรม แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้ เหล่านี้เป็นอาการซ้ำซาก ของ โรคไซโคพาธ (Psychopath) ( พ่อครูว่า แปลง่ายๆ ว่าโรคจิตนั่นแหละ) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และกำลังลุกลามในสังคมไทยปัจจุบัน _ความสามานย์ต่อเนื่องไม่หยุดของระบบทุนนิยม ได้สุมวิกฤติทางเศรษฐกิจรอบแล้วรอบเล่า ปั่นการเมืองฉ้อฉล ให้ยิ่งยอกย้อน ป่วนรากฐานสังคมจนบอบช้ำ สะสมเกินขีดจำกัดของคนรุ่นก่อนๆ จะแบกรับไหว ...... ผลกระทบอันเลวร้าย จึงส่งต่อถึงลูกหลาน ทำให้เป็น “โรคไซโคพาธ” ในปัจจุบัน ความแตกแยกในครอบครัว การถูกเลี้ยงดูแบบละเลย เพิกเฉย การถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก การศึกษาที่ขาดจิตวิญญาณ การที่ต้องเติบโตมาในสภาพสังคมที่โหดร้าย ฯลฯ... ล้วนเป็นสาเหตุของโรค เมื่อผลไม้พิษสุกงอม ในสภาพสังคมที่แร้นแค้น...สิ้นหวัง ผู้คนจึงถูกใช้เป็นเครื่องมืออเนกประสงค์ ที่สะดวกซื้อราคาถูก เหมาะเจาะกับการเข้ามาเก็บเกี่ยวผลผลิต ที่ได้หว่านเมล็ดพันธุ์พิษเอาไว้ (จากการส่งออกประชาธิปไตย) ...ด้วยกลยุทธ ปลุกปั่น-แบ่งแยก-ล้มล้าง-เปลี่ยนแปลง...ของชาติมหาอำนาจตะวันตก เจ้าลัทธิทุนนิยมสามานย์ ที่ยังคงล่าอาณานิคม กวาดต้อนบริวารอย่างแข็งขัน โดยปั่นการเลือกตั้ง เปลี่ยนตัวผู้นำ ให้หุ่นเชิดตะวันตกได้เข้าสู่อำนาจ... เพื่อ ครอบครองโลก โดยไม่ปกครอง (ครอบงำ บงการ)... พ่อครูว่า…คำว่า ส่งออกประชาธิปไตย ประชาธิปไตยกลายเป็นสินค้าส่งออกของประเทศ ที่มั่นใจว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย เช่น ประเทศไทยส่งออกแล้วก็มีผู้นำเข้า เพราะไปศึกษาประชาธิปไตย
อ่านต่อ
จากอเมริกามา เป็นต้น จากตะวันตก สรุปง่ายๆ จากเทวนิยม อาตมาขอยืนยันว่าประชาธิปไตยเทวนิยม เป็นประชาธิปไตยไม่บริบูรณ์เป็นประชาธิปไตยขาเป๋ เป็นประชาธิปไตยขาหัก จากเทวนิยมนี่แหละ แม้แต่เป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยก็ตาม ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบเพราะเขายังไม่มีโลกุตรธรรม (พ่อครูไอตัดออก) คำว่าโลกุตรธรรมนี้ลึกซึ้งที่สุด ที่อาตมามีชีวิตทำงานมา 53 ปีย่าง ขยายความคำว่า โลกุตรธรรม ยังไม่ได้มากพอ มันยากจริงๆ มันเป็น อจินไตยจริงๆ คาดคิดคะเนไม่ได้ง่ายๆ มันสวนกระแสหรือมันทวนกระแสกับโลกุตรธรรม มันคนละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ถ้าเศรษฐศาสตร์หมายเอาเรื่องคำว่า ทรัพย์สิน รัฐศาสตร์ก็หมายถึงเรื่องอำนาจ เพราะฉะนั้นในโลกียะ รัฐศาสตร์เขาก็จะต้องเป็นเจ้าอำนาจ เศรษฐศาสตร์เขาก็จะต้องเป็นเจ้าทรัพย์สินใช่ไหม ง่ายๆ แล้วก็เป็นจริงอย่างนั้น แต่โลกุตระนั้น ไม่เป็นเจ้าอำนาจและไม่เป็นเจ้าทรัพย์สิน ไม่ติดยึดในอำนาจ ไม่ติดยึดในทรัพย์สิน แต่รู้ว่าเป็นสิ่งอาศัย แล้วอาศัยอย่างที่มันเกิดมีที่เป็นประชาธิปไตยจริง เช่น อำนาจ ก็ประชาชนเขาเป็นผู้ให้ เราไม่รับ หรือเราเองเราจะไม่ได้ยึดถือ ไม่ใช่จะบอกว่าไม่รับแต่เขาให้เอง นี่คือ ประชาธิปไตย ทรัพย์สินก็ตาม เราไม่เอา เราไม่สะสม แต่มีได้ ให้ได้ เขาให้ ให้ ให้ แต่เราไม่ต้องแบกต้องหาม อำนาจก็ตาม ทรัพย์สินก็ตาม เราไม่ต้องไปสะสม เราไม่ต้องไปแบกหาม แต่เรามีเราได้เองโดยสัจธรรม เป็นสัจธรรมโลกุตระที่มันมี มันมีอยู่ที่ในประชาชนจึงเรียกว่าประชาธิปไตย ประชาชนเต็มใจจะให้อำนาจ ประชาชนเต็มใจจะให้ทรัพย์สิน เพราะเขาเชื่อว่า ผู้นี้เป็นผู้ที่ใช้ทรัพย์สินเป็น เป็นผู้ใช้อำนาจเป็น ใช้แล้วเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรือว่าเป็นทรัพย์สินใช้แล้วเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ไม่ได้เป็นประโยชน์มาเพื่อเข้าหาตัว นี่คือประชาธิปไตย ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตนไม่เพื่อตัวเอง ไม่เพื่อพรรคพวก ไม่เพื่อหมู่กลุ่ม อย่างทักษิณนี่เพื่อตัวเองสุดยอด เพื่อลูกหลานสุดยอด เพื่อตระกูลสุดยอด เพื่อพรรคพวกสุดยอด ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่าง เพราะมันเป็นจริง เขาเป็นอย่างนั้น เป็นตัวอย่างที่เป็นตัวอย่างให้เห็นชัดๆ อยู่แล้ว มันจึงไม่ใช่ประชาธิปไตยเลย แต่เขาขี้ตู่ว่าเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ขออภัยที่ต้องบอกว่า ประชาธิปไตยต้องมาดูแบบอย่างของชาวอโศก เป็นประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นผู้ให้ ให้ทั้งอำนาจเท่าที่มีก็แค่นี้แหละ แต่ก็เป็นของบริสุทธิ์ ให้ทั้งทรัพย์สินก็แค่นี้แหละ แต่ก็เป็นของบริสุทธิ์ พอกิน พอใช้ พอเป็นไป ไม่ไปตะกละตะกลามไม่ได้อยากได้ แต่คุณให้เองนะ เขาจะให้เราเอง เราไม่ต้องไปเรียกร้อง เราไม่ต้องไปใช้เล่ห์เหลี่ยม ไม่ต้องไปใช้วิธีการเพื่อกอบโกยมา ไม่ต้อง เป็นความบริสุทธิ์ที่เขาเห็นว่า เพราะฉะนั้น อำนาจกับทรัพย์สิน 2 อย่างนี่แหละ ในสังคมมนุษยชาติ จะเรียกว่า ประชาธิปไตย ก็อยู่ใน 2 อย่างนี้แหละเป็นเครื่องชี้บ่ง โดยที่เราไม่เอา เราไม่สะสม แต่เรามีโดยประชาชนเป็นเจ้าของ ประชาชนก็พร้อมที่จะให้ ต้องการเอามาทำประโยชน์เมื่อใด ทั้งอำนาจและทรัพย์สิน เขาให้มาเมื่อนั้น แล้วเราก็ใช้เมื่อนั้น ถ้าไม่ใช้ เราก็ให้ประชาชนเอาไปใช้อำนาจเท่าที่จะใช้เฉพาะตน ทรัพย์สินเฉพาะตน ก็จะใช้อาศัยไป ต้องการรวมมาเป็นหนึ่งเมื่อไหร่มา นี่เป็นนัยสำคัญที่อาตมาขยายความ ความเป็นประชาธิปไตยในวันนี้ ลึกซึ้งได้พอสมควร เพราะฉะนั้น ผู้ที่ศึกษาทางรัฐศาสตร์มาศึกษาประชาธิปไตยอะไรมา ก็ศึกษามาจากเทวนิยมจากตะวันตก จากแดนที่ยังไม่มีโลกุตรธรรม มันก็เป็นประชาธิปไตยแบบเขา แต่ประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้าก็อีกแบบหนึ่ง ซึ่งอาตมาก็ได้อธิบายผ่านมาแล้วว่า ในยุคของพระพุทธเจ้ายังไม่มีคำว่าประชาธิปไตย แต่มีอธิปไตยที่เกิดจากโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ธรรมาธิปไตยและผนวกกับประโยชน์ เรียกว่าอายะ 3 ที่เป็น พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) พหุชนะ คือมวลประชาชน พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ขยับจากมวลประชาชนมาเป็นโลกโลกานุกัมปายะ อายะ 3 คือประโยชน์ คุณค่าที่เอาไปใช้อาศัยในชีวิต เป็นประโยชน์อย่างมาก เป็นสุข พหุชนสุขายะ สำคัญที่สุดคือรับใช้โลก โลกานุกัมปายะ อาตมาแปลว่ารับใช้โลก อนุเคราะห์โลก เกื้อกูลโลก ช่วยเหลือโลกอยู่ มีปรากฏการณ์ มีพฤติการณ์ มีความเป็นจริงในคำกล่าวภาษาเหล่านี้ไหมล่ะ มีสภาวะจริงไหมล่ะ แม้ในกลุ่มมวลชนหรือมวลประชาชนกลุ่มน้อย ไม่ต้องเรียก พหุชนะเรียกว่าอนุชนะก็ตาม เป็น กลุ่มน้อยอย่างในชาวอโศก มีไหมล่ะความจริงพวกนี้ อายะ 3 มีไหมอธิปไตย 3 มีไหม อธิปไตย 3 โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย โลกาธิปไตย คือ รู้โลก อัตตาธิปไตยคือรู้อัตตา และเราก็มีธรรมะในอธิปไตยเหล่านี้ ไม่ใช้อำนาจในโลก ไม่ใช้อำนาจในอัตตา แต่ชาวประชาชนเขาจะให้อำนาจ ชาวโลกก็จะให้อำนาจ อัตตาตัวตน ก็ต้องใช้อำนาจ อย่างเหมาะสม ตามที่ควร ซึ่งมันซับซ้อนกันว่า การใช้อัตตาที่เป็นผู้ใช้อำนาจนี้ อำนาจเป็นภาษา เป็นแรง เป็นพลัง เพราะฉะนั้นอำนาจที่ อัตตาหรือตัวคนจะใช้ เป็นอำนาจทางปัญญา เป็นอำนาจทางความเฉลียวฉลาด ฉฬายตนะ แสดงพลังหรืออำนาจ ออกไปทางปัญญา ออกไปทางอายตนะความรอบรู้ ให้คนได้รับความรู้ ให้คนได้รับปัญญา ให้คนได้รับรู้อายตนะ ให้คนได้รับรู้ตัวความเป็นอายตนะ ความปรุงแต่งของสภาพ 2 ที่ปรุงแต่งกันขึ้นมา แล้วได้ใช้ได้อาศัย สังขารขึ้นมา ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นรูปเป็นนาม ให้คนได้ใช้อาศัย นั่นเป็นเรื่องสภาวธรรมทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่มีปัญญา มีความรู้และมีการกระทำได้ ดังที่อาตมาใช้ภาษากล่าวสิ่งต่างๆ พวกนี้ไป ผู้มีจริง รู้จริง ทำจริง มันก็เกิดผลจริงในสังคมมนุษยชาติ อย่างอาตมาทำ อาตมาพาพวกเราทำ สิ่งเหล่านี้เราไม่ต้องไปเที่ยวขี้ตู่เอาจากใคร ว่าเราจะได้ ไปได้ แล้วต้องมาตอบแทนบุญคุณเรา ไม่ต้อง คนที่มีภูมิปัญญารู้จักความจริง รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงในความจริงที่มันจริงๆ อย่างที่อาตมากล่าวผ่านมา สรุปง่ายๆ คนที่เขารู้ความจริงเขาจะรู้เอง และมันยาก แต่เขารู้ได้ รู้ความจริงได้ ไม่มากก็ไม่เป็นไร ขอให้เป็นความจริง น้อยก็เอา น้อยนิดนึงไม่ต้องมาก ไม่ใช่ไม่ต้องมากหรอก มากก็ดีแต่มันได้เท่านี้ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ทำแค่นี้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในสัจจะต่างๆ ของคุณที่เขียนมานี้ แล้วสุดท้ายเขียนมานี่ก็ ไม่ได้ลงชื่อ...ของบ้านเล็กเมืองน้อย สำนวนเขา ก็ค่อยๆ มาขยายความต่อ ก็ดูมีอะไรดีๆ หลายอย่างที่จะได้เอามาขยายนี่อ่านของเขาไปหน้าเดียว เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกันสำหรับวันนี้ อาตมาถนอมสุขภาพนิดหน่อย ไม่อยากจะดันสุรังต่อไป ดันสุรังต่อไปก็พอได้อยู่แต่ว่า พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกันจบแค่นี้.. เจริญธรรม 660925 ประชาธิปไตยโลกุตระที่มีอายะ 3 และ อธิปไตย 3 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #42 ราชธานีอโศก