รูปกลับเป็นนาม และนามกลับเป็นรูปได้ เช่นใด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข27 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

รูปกลับเป็นนาม และนามกลับเป็นรูปได้ เช่นใด _พลัธ รัตนวัชรินทร์ . กราบนมัสการพ่อท่าน รบกวนท่านพ่อ ยกตัวอย่าง “รูปกลายเป็นนาม” ให้ผมเห็นได้ชัดไปหน่อยครับ ขอบคุณครับ พ่อครูว่า… ฟังดีๆ รูปกลายเป็นนามนี่ อาตมาอธิบายตั้งแต่เขียนหนังสือธรรมะเล่มแรก คือหนังสือที่ชื่อว่า “คนคืออะไร ทำไมสำคัญนัก” หนังสือธรรมะที่บรรจงเขียนเป็นเล่มแรกในชีวิต เป็นธรรมะเล่มแรก แล้วก็อธิบายขยายความประเด็นนี้ คนสงสัยและติดขัดและถึงขั้นไม่เชื่อ ก็รูปก็รูป นามก็นาม คนมันก็จะยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้น รูปจะกลายเป็นนาม และนามจะกลายเป็นรูป แล้วจะไปยังไง มันจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ไง กลับกลอกหรือเปล่า สับสนหรือเปล่า มันเป็นสัจจะ ฟังอาตมาจะอธิบายสรุปให้ฟังง่ายๆ รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ หิน นี่มันเป็นรูป มันถูกเราคือใช้จิต ใช้วิญญาณ ใช้นามธรรมของเรา ตัวรู้ ธาตุรู้ของเรามาสัมผัสมัน มันก็เป็นรูป จิตเราก็เป็นนาม ทีนี้มันลึกซึ้งขึ้น ไอ้นี่มันเป็นรูปภายนอก ภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันกระทบของภายนอก ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ภายนอก นั่นก็เป็นขั้นหยาบ ขั้นแรก ขั้นต้น มันไม่มีปัญหา ก็คงเข้าใจได้ อธิบายไปแล้ว และก็คงเข้าใจกันได้ไม่ยากอะไร ทีนี้เรียกภาษาว่า รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ อีกแหละ ทีนี้นามธรรมของเราที่มันรู้ เช่น มันรู้หินก้อนนี้แหละ นามธรรมที่ไปรู้หินตัวนี้ เสร็จแล้วเราก็ไปกระทบนามธรรมของเราข้างใน แล้วเราก็อ่านนามธรรมข้างในของเรา อ๋อ.. นามธรรมของเรามันมารู้ตัวนี้ เราก็รู้แล้วตัวนี้มันเป็นรูป รูปยังไงมันก็คืออย่างนั้น ใครที่ตาไม่เพี้ยนไม่บอดไม่เบี้ยวอะไรก็เห็นตรงกันหมด รูปก็เห็นตรงกันหมด แต่นามธรรมของเรารับรู้นี่ เราเรียกกันนี้ว่า จิต เป็นนามธรรมคือจิตกระทบรู้ แล้วจิตของเรานี่แหละ แยกย่อยเป็นเจตสิก เป็นเวทนาเจตสิก เป็น

อ่านต่อ

ต้น มันมีเวทนา สัญญา สังขารก็ตาม เวทนา คือความรู้สึกเลย ความรู้สึกมันรู้สึก แล้วความรู้สึกมันปรุงแต่งวับเลย ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ มี 3 นัย ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ กลางๆ กลางๆ ประเภทบื้อๆ การปฏิบัติหลับตาก็เรียกว่าเป็นกิเลสเหมือนกัน แต่ยังไม่ต้องอธิบาย อ่านชอบหรือไม่ชอบก่อน ไอ้ชอบหรือไม่ชอบนี่แหละ เราจะต้องวิจัยตัวนี้ แยกให้ออก เวทนาในเวทนา ศัพท์ของภาษาวิชาการ เวทนา คือความรู้สึก คือธาตุรับรู้สึก รู้สึกว่าสวยหรือไม่สวย ชอบหรือไม่ชอบ คืออาการเวทนาของเรา ชอบก็เป็นสุข ไม่ชอบก็เป็นทุกข์ ไม่ชอบก็ผลัก ชอบก็ดูด ถ้าไปหลับตาเอาไม่ใช่ของจริง ไม่ว่าจะเป็นพวกหลับตาเข้าป่าหรืออยู่ในเมือง เขาอยากได้นิพพาน อาตมาก็สุดสงสาร อยากจะให้มีปัญญา แต่ก็ไปบังคับเขาไม่ได้ พยายามจะเน้นขยาย อธิบายและก็ยืนยัน เชิญให้มาพิสูจน์เข้ามาสิ ลองดู แต่เพราะไปถูกครอบงำ .... ตามอาณิสูตร ว่ามันจะเสื่อมแล้วมันก็ถึงยุคเสื่อมจริงๆ ในอนาคต นี่คือยุคเสื่อม เสื่อมให้เห็น เห็นจนไม่มีโลกุตรธรรม อาตมาอธิบายมาหมดแล้วยืนยัน โลกุตรธรรมไม่มี อาตมาต้องบังอาจประกาศตัวเองว่า อาตมานี่แหละนำโลกุตรธรรมมาสถาปนาลงไปในยุคนี้ มาเป็นผู้กอบกู้ศาสนาพุทธ จนสำเร็จ สำเร็จอย่างไร สำเร็จจนมีผู้รับรู้รับเข้าใจ แล้วมาปฏิบัติตามแล้วก็บรรลุมรรคผลเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จริง ตามที่อาตมายืนยันว่ามีอรหันต์จริงในชาวอโศก มีโพธิสัตว์ด้วย ขยายความโพธิสัตว์และอรหันต์มีนัยสำคัญที่แตกต่างกันยังไง ก็พูดไปแล้ว หลายรอบหลายที ละเอียดลออพอไม่ใช่น้อยแล้ว จนกระทั่งป่านนี้แล้วอายุ 90 ย่างแล้ว มันก็ชะลอความตายอยู่ตอนนี้ ก็ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะตายจะหยุด จะลองพยายามดันทุรัง ขออภัย ดันสุรัง ไม่ใช่ดันทุรัง แต่ดันสุรัง อาตมาไม่ได้ดัน ทุ นะ ทุ มันไม่ดี แต่ดัน สุ พยายามดัน คือพยายามฝืน พยายามที่จะทำ ต่อให้มันได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เป็นการพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นการช่วยธรรมะของพระพุทธเจ้านี่แหละ เป็นการช่วยมนุษยชาติจริงๆ จังๆ นี่แหละ แล้วเราก็จะมีทักษะจะมีความชำนาญ มีอะไรต่ออะไรเจริญขึ้นด้วย ก็ไม่ได้มีความเสียหายอะไรเลยมีแต่เรื่องดี แม้อาตมาจะถูกด่า ถูกว่า ถูกตำหนิอะไร ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก อาตมาก็ชัดเจนก็เข้าใจอยู่ว่า คนไม่รู้เขาก็ต้องด่า ไม่รู้ประสีประสาเหมือนอย่างเด็กๆ เด็กๆ ไม่รู้สีรู้สาอะไรเราก็ทำดีให้เขาหวังดีทำให้เขา ดีไม่ดีเขาก็มาทุบมาตีเรา มาว่ามาด่าเราเอาด้วยซ้ำ เด็กๆ มันก็จริงๆ ของเขา เขาไม่รู้เรื่อง คือไม่เดียงสา เขาไม่รู้ไปโกรธเขาไม่ได้ ไม่เดียงสานี่ก็คือยังอ่อนยังเยาว์หรือยังโง่ ยังด้อยยังน้อยเขาเข้าใจไม่ได้ เราไม่มีสิทธิ์ไปโกรธใครๆ ในโลก อย่าว่าแต่เขาไม่เดียงสา แม้แต่เป็นศัตรูจะมาฆ่าเรา เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปโกรธเขา ที่อาตมาพูดนี้เป็นการพูดด้วยสัจจะ แม้คนจะมาฆ่าเราก็ไม่ไปโกรธเพราะเขาไม่รู้ จะไปโกรธได้ยังไง ไปโกรธคนโง่ คนบ้า คนเมา แค่ 3 อย่างนี้ก็เหลือแหล่แล้ว คนโง่ คนบ้า คนเมาไปโกรธเขาได้ยังไง เขาไม่รู้จริงๆ เขาไม่มีสติสตังค์ สติเขาไม่เต็ม ความรู้เขาไม่พอ มันไปโกรธเขาไม่ได้ อันนี้เป็นสัจจะที่รู้จริงๆ แล้วอาตมาว่า หรือเรารู้แล้วว่าอาการโกรธนี้จะไปทำขึ้นใส่จิตเราแม้น้อย..ทำขึ้นไปทำไม ทำขึ้นไปก็กรรมเป็นอันทำ คนโง่อยู่ก็ทำ เพราะฉะนั้นการทำใจในใจมนสิการ จึงเป็นเรื่องปฏิบัติธรรมแท้ๆ เป็นมูล ในต้นเค้าธรรมะข้อที่ 2 เลย มีความยินดีเป็นฉันทะข้อที่ 1 มีการปฏิบัติกระทำใจในใจ มนสิการ เป็นข้อที่ 2 มนสิการ ข้อที่ 3 มีผัสสะ สำคัญมากเลยแค่ 3 ข้อนี้ ไม่ยินดี ไม่มีฉันทะปฏิบัติธรรมโลกุตระไม่ได้ ยินดีน้อยๆ ก็ยังไม่พอ ต้องยินดีเกิน 50% ที่จริงต้องเกิน 75% ขึ้นไปแล้วจะปฏิบัติธรรมได้อย่างดีมาก แต่เราบังคับไม่ได้ความยินดีของคน เขาไม่ยินดีแล้วจะทำยังไง มันต้องเกิดจริงในจิตฉันทะคือเป็นตัวแรกของมูลสูตร 10 เลย เห็นไหมสำคัญมาก ต่อมาก็ต้องทำใจในใจเป็น อาตมาใช้คำว่า ทำใจในใจเป็น ทำใจในใจถูกต้อง ทำใจในใจตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วพวกนี้จะเกิดที่แดนเกิดหรือ สัมภวะหรือปภวะ ถ้าไม่มีผัสสะก็เลิก ไปหลับตา ปิดตา หู จมูก ลิ้น กายก็โมฆะเลย มันก็จะต้องย้ำปากเปียกปากแฉะเรื่องนี้อีก เอาล่ะ เรื่องมูลสูตรพอ ต้องมีผัสสะจึงจะปฏิบัติเวทนา 108 เมื่อกี้สรุปหรือยังเรื่องรูปนาม _สู่แดนธรรม... พ่อท่านเพิ่งอธิบายนามเป็นรูปครับ พ่อครูว่า... รูปก็คือสิ่งที่ถูกรู้ เมื่อมันถูกรู้ภายนอก อันนี้มันไม่กลับไปเป็นนามได้หรอก วัตถุข้างนอกมันไม่สามารถเป็นนามได้ แม้แต่คน เขาก็มีนามในตัวของเขา เราหยั่งรู้จิตของคนข้างนอก..มันก็เป็นรูป เราหยั่งรู้จิตของคนอื่นมันไม่ง่ายหรอก แต่มันก็สามารถรู้ได้ คุณรู้ได้ในจิตของคนอื่น เราไปรู้จิตของคนอื่น จิตของคนอื่นก็ชื่อว่ารูปที่เราเป็นนาม ธาตุรู้ของเราไปรู้ว่าอันนั้นเป็น รูปจิตของเขานะ ทีนี้จิตของเรา จิตที่เกี่ยวกับวัตถุภายนอกนี้ เราเรียกว่า กามภพ เราก็เรียนรู้กิเลสที่กามนี้ให้ได้ แล้วเราก็กำจัดกามกิเลสนี้ให้ได้ รูปนี้เราก็ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีชอบ ไม่มีชังกับมันแล้ว..เป็นอนาคามีภูมิขึ้นไป ทีนี้ก็เหลือรูป รูปราคะ อรูปราคะ ข้างในต่อไป เราก็ไปรู้รูป รูปราคะนั่นแหละ มันเป็นนาม แต่เราจะต้องมีปัญญาญานหยั่งรู้ รูปราคะ เขาเรียกว่ารูปอยู่นั่นแหละ รูป รูปราคะ มันเป็นสิ่งที่ถูกรู้โดยญาณปัญญา โดยวิปัสสนาญาณของเราอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น รูปราคะ ก็กลายมาเป็นรูปที่มันคือนาม มันเป็นรูปราคะ มันไม่ใช่กามราคะข้างนอกนี่แล้วทางทวาร 5 แต่มันเป็นทวารจิต เป็นรูปราคะเป็นต้น อรูปราคะ ก็ละเอียดขึ้นไปอีก ก็เหมือนกันนั่นแหละ พ้นรูปราคะได้ คุณหมดกิเลสรูปราคะได้ คุณจึงจะไปถึงขั้น อรูปราคะ มันเป็นขั้นตอนอย่างนี้ และในขณะที่คุณมี รูปราคะ ไม่ได้หมายความว่าคุณหลับตานะ คุณก็ลืมตาเรื่องเก่านี่แหละ เช่น ไอ้หินลูกนี้ คุณพ้นแล้วกามราคะ ไม่มีรักมีชัง ไม่มีผลักมีดูด เฉยๆ แต่ รูปราคะ คุณยังมีน้อยๆ ผลักดูดที่คุณจับรูปได้ชัด จึงเรียกว่า รูปราคะ จับรูปของจิตในจิต ข้างนอกนี่คุณเองเฉยแล้ว ได้-ไม่ได้ ถ้าเป็นประโยชน์จะได้ก็เอา ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ทุกข์ได้สุขอะไรกับไอ้สิ่งข้างนอก แต่ อารมณ์หรืออาการข้างในจิตของเรา รูปราคะของเรา มันยังมีอยู่ เพราะฉะนั้น รูปกลายเป็นนามก็อย่างนี้ รูปข้างนอกหมดไปแล้ว เหลือเป็นรูปข้างในที่เรารู้มันได้ มันก็เป็นรูป รูปกลายเป็นนาม นามมันกลายเป็นรูป มันก็รู้ซ้อนขึ้น ที่ถูกรู้เรียกว่า รูป ความรู้สึกเรียกว่านาม ที่ถูกรู้หรือที่เรารู้สัญญา เวทนา สัญญาก็คือตัวกำหนดรู้ เวทนาก็คือความรู้สึก ตัวรู้สึกเอง อันนั้นเป็นนาม ที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้น เวทนาที่เป็นของแท้ กับ เวทนาที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ของแท้กับสุข-ทุกข์ ต่างกันใช่ไหม เวทนารู้อันนี้หินกลมๆ อันนี้คือหินกลมๆ ของแท้ ชอบหรือไม่ชอบ เป็นของเก๊ หรือเป็นตัวที่จะถูกรู้อาการชอบหรือไม่ชอบ ไอ้ของเก๊นี้ ที่ถูกรู้เพราะมันเป็นนาม แต่ มันถูกรู้เข้า มันเป็นรูป มันถูกญานปัญญาตั้งแต่สัญญากำหนดรู้ จนกระทั่งถึงความฉลาดปัญญาว่า อ๋อ.. ไอ้นี่คือผี มาร เอง ไอ้นี่ตัวเก๊ ตัวปลอมไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงมันก็คือของจริงเท่านี้ แขก ฝรั่ง จีน ไทย เขมร กระทบรู้สึกเดียวกันหมด แปลภาษาจะต่างกันเท่านั้น ภาษาต่างกันไปแต่ความรู้สึกเดียวกันตรงกันหมด เวทนาตรงกันหมด เพราะฉะนั้น เมื่อเรารู้ตัวเก๊ อาการเก๊กับอาการของแท้ได้ เราทำของเก๊ด้วยปัญญานี่ เฮ้ย! เอ็งเก๊ อาตมาอธิบายมาแล้ว ปัญญามีธรรมฤทธิ์ ไอ้ตัวโง่..มันเจอกับปัญญาเป็นธรรมฤทธิ์ก็บอกว่า..เฮ้ย! ปัญญาเห็นหน้าเราแล้ว รู้จักเราแล้ว มันวิ่งตูดแป้น อาตมาพูดไม่รู้กี่ทีแล้ว ในมารสังยุต มารวิ่งหนีไป จะใช้คำว่า ตถาคตเห็นเราแล้ว มารวิ่งหนีมารก็หายไป มารหายวับไปเลย นี่แหละคือตัวปัญญา ตถาคตคือปัญญา เห็นไอ้สิ่งที่มันเป็นของเก๊ มันเป็นตัวหลอก มันหายไปเลย นี่อธิบายเป็นภาษาไทย อธิบายเป็นสภาวะ ขยายโดยภาษาที่อาตมาใช้ ไม่ใช่ภาษาตามพระไตรปิฎกคำต่อคำเท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นสัจจะ เพราะฉะนั้น รูปกลายเป็นนาม นามกลายเป็นรูปนั้น ก็คือเป็นเรื่องของ ภาวะสภาวธรรมที่มันกลับไปกลับมาได้ แต่ตัวญานปัญญาตัวธาตุรู้ที่รู้ชัดรู้เจนนี่แหละ ที่อาตมาอธิบายความไม่คงที่เหมือนกลับไปกลับมา เดี๋ยวนามเป็นรูป เดี๋ยวรูปเป็นนาม ถูกเป็นผิด ผิดเป็นถูก มีเป็นไม่มี ไม่มีเป็นมี อะไรสลับกันอยู่นี่มันเป็นพยัญชนะที่แทนสภาวะ ที่ต้องศึกษาดีๆ แล้วเราจะเข้าใจว่า อ๋อ เมื่อไหร่มันเป็นตัวจริง เมื่อไหร่มันเป็นตัวเก๊ เพราะฉะนั้น จิตผู้ใดที่สามารถจับความเกิด ความดับ หรือความเก๊ ความจริงนี้ได้ 2 สภาวะ จิตนั่นแหละ เรารู้ทันมายา เรียกด้วยศัพท์ว่า “สิริมหามายา” รู้ทันมายา คำว่าเป็นมายาคือ สัจจะชนิดที่ครองโลกคือความหลอก มายาคือความหลอก เป็นสัจจะครองโลกถือว่าเป็นความหลอกที่เป็นความจริงที่เก๊ ความจริงครองโลก เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้ความจริง จริงๆ แล้ว มันคือสิ่งที่กลับไปกลับมาอยู่ 2 อัน เพราะฉะนั้นยึดมั่นถือมั่นมันไม่ได้ เมื่อใดมันมีประโยชน์ก็ใช้มัน เมื่อใดมันไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องไปใช้มัน แม้มันมีประโยชน์ใช้มันก็อย่าไปเชื่อมันอีก มันจะหลอกเราอีกได้ กลับกลอกได้อีก ก็แค่อาศัย อย่าไปสั่งสมลงใส่จิตให้เป็นนิสัย เป็นวิสัย เป็นอนุสัย ขยายความ อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย มาหลายทีแล้ว สยะ ตั้งแต่ อาสยะ นิสยะ วิสยะ และก็อนุสยะ วันนี้ไม่ลงรายละเอียดอันนี้ ไปค้นหาอ่าน ฟังก็ได้ เดี๋ยวนี้เขามีเสียงอะไรกันเยอะ สรุปแล้ว ตัวอย่างรูปกลายเป็นนาม หรือนามกลายเป็นรูป พอเข้าใจไหม คุณพลัธ นี่ ยกตัวอย่างให้ฟัง เพราะฉะนั้น คนที่มาเข้าใจธรรมะอย่างที่ว่านี้ มันเป็นอัตตาอนัตตา มันเป็นตัวสิริมหามายาหรือเป็นมายา เรามีปัญญาญาณที่จะรู้ได้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่เราจะอาศัย ถือว่าความจริงก็เป็นความจริงลำลอง เป็นความจริงที่เราใช้อาศัย บางอย่างอาศัยนาน บางอย่างอาศัยชั่วคราว อาศัยสั้น อาศัยยาวไปเป็นธรรมชาติธรรมดาตลอดกาล เอ้า..ศึกษาดีๆ ผู้ที่เริ่มมาศึกษาอาตมาก็ยินดีต้อนรับ เริ่มเข้าใจ ผู้ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ เป็นคุณค่าก็อนุโมทนาสาธุ ยินดีด้วยอย่างมาก 660925 ประชาธิปไตยโลกุตระที่มีอายะ 3 และ อธิปไตย 3 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #42 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน