คำว่า สัตบุรุษ เกี่ยวข้องอย่างไรกับโพธิสัตว์ระดับ 7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข25 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

คำว่า สัตบุรุษ เกี่ยวข้องอย่างไรกับโพธิสัตว์ระดับ 7 _สมณะบินบน : ขอถามพ่อท่านว่า คำว่า สัตตบุรุษ เหตุใดจึงใช้คำว่าสัตต ไม่ใช้คำว่า ปัญจบุรุษ หรือ อัฏฐบุรุษ หรือ นวบุรุษ เกี่ยวกับเลข๗(สัตต)อย่างไรครับ ในการเป็นสัตตบุรุษ พ่อครูว่า…คำถามอันนี้ลึกซึ้งอีก สัตตะคำนี้แปลว่า 7 ถูกต้อง ท่านบินบนก็เลยชักสะดุดใจว่า ทำไมไม่เอาคำว่า อัฏฐะ หรือนว นวบุรุษแปลว่า 9 อัฏฐบุรุษ แปลว่า 8 ทำไมเอาคำว่าสัตบุรุษคือ 7 มาเรียก แล้วน้อยกว่านั้นก็ไม่เรียก ไม่ใช่ ฉฬ คือ 6 แล้วก็ปัญจะก็ไม่เรียก 4 จตุก็ไม่เรียก ทำไมมาเรียกตัวสัตตะ ก็เคยพูดแล้วว่าเลข 7 นี้เป็นเลขที่ยิ่งใหญ่ เลข7 เป็นเลขไข แสดงถึงสภาวะ สังขยาเลข 3 กับ 3 มันไม่ออก ถ้าเป็น 7 จะเริ่มสามเส้าใหม่ มาเป็น 8 9 ก็สามเส้า สามอันครบ เป็นวงกลมครบ ทางศาสนาพราหมณ์ฮินดูเรียกว่า กัลกิยาวตาร คือผู้จบกัลกิยาวตาร จบฐานที่ 9 สุดยอด คนที่จบเป็นอรหันต์จะเกิดหรือตายก็ได้เองเป็นอมตะ เป็นมูลสูตรข้อที่ 9 จะปรินิพพานเป็นปริโยสานหรือไม่ก็ได้ ถ้าไม่ คุณจะอยู่นิรันดรเป็น กัลกิยาวตาร สายฮินดูเทวนิยมที่เป็นนิรันดร เขาไม่ตายเขาเป็น กัลกิยาวตาร เขาก็จะอวตารเป็นอื่นเป็นอีก เป็นพระรามเป็นพระอิศวร เป็นอะไรต่ออะไร เยอะแยะ อวตาร ไม่มีจบมีนิยายของเทวมากมาย แต่ของพุทธ ไม่ไปวุ่นวายอย่างนั้น เรียนรู้จบแล้วก็จบเป็น เพราะมันมีสัจจะตรงที่ว่า มันรู้ว่า การเกิดมาคืออะไร เกิดมาทำไม เกิดมาเกิดมาเพื่อศึกษาจุดสูงสุดของโลกุตระ เมื่อได้โลกุตระแล้ว คุณก็จะรู้จักที่จบ เมื่อรู้จักที่จบแล้ว คุณก็จะทำงานช่วยมนุษยชาติ พัฒนาบำเพ็ญตัวเองไปเรื่อยๆเป็นโพธิสัตว์ มนุษย์ที่จบเป็นอรหันต์ระดับที่ 4 จากนั้นก็เป็นระดับ 5 6 7 8 9 สุดยอด ช่วยโลกมนุษย์จนสมบูรณ์แบบทุกอย่างแล้ว สุดท้ายพระพุทธเจ้าไม่มี 2 ส

อ่านต่อ

มัย ประกาศศาสนาเป็นของตนเป็นศาสดาแล้ว จบแล้วเลิก สมัยเดียว ปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่มีใครจะไปนิมนต์ให้พระพุทธเจ้าอยู่ทำงานเป็นสมัย 2 เพราะท่านทำมาจนสุด หนักหนาสาหัส นานแสนนานแล้วจนพอแล้ว เลิกสักที เป็นอรหันต์จบแล้วมาเป็นโพธิสัตว์ลองดูมันก็เหนื่อย ผู้ที่มีใจอยากจะต่อเป็นพระพุทธเจ้าเลยสูงสุด หรือกัลกิยาวตาร แต่สายฮินดูสายเทวนิยม เขาไม่รู้ สายพราหมณ์เขาไม่รู้ สิ่งที่มีสูงสุดคือ 9 สิ่งที่เลย 9 เป็น 0 คือไม่มี แต่เขาไม่รู้ว่าความไม่มีคือไม่มี เขาก็ยังหลงว่ามีมันก็เลยวน เท่านั้นเอง พระเจ้าสูงสุดแล้วรู้ความมีความไม่มี ก็จบที่ความไม่มี ที่เขาพูดคือคนไม่รู้ คนอวิชชาคนเทวนิยม คนรู้สิ่งเดียว ไม่รู้ 2 อัน แล้ว 2 อันนี้รู้จักการทำจบ ทำเป็น1เป็น0ได้ สมบูรณ์แบบ อาตมาก็อธิบายสังขยาเลขอธิบายให้ฟัง ใช้สภาวะอธิบายบ้างจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้วทุกวันนี้ก็วนอยู่ตรงนี้ พวกเราก็ฟังดี เพราะว่าฟังธรรมะแล้วรู้สาระเป็นสาระ ชีวิตก็มีสาระดีกว่าอันอื่น เพราะเทศน์ก็ไม่มีเทศน์ตลอดกาลหรอก เดี๋ยวนี้ก็มีเครื่องมืออัด วนซ้ำไปซ้ำมา เบื่อบ้างไม่เบื่อบ้าง ฟังซ้ำฟังซากก็ไม่เป็นไร คนฟังธรรมะโลกุตระฟังแล้วไม่เบื่อ แม้พระอรหันต์แล้วก็ฟังธรรมะไม่เบื่อ จนกระทั่ง เป็นพระพุทธเจ้าก็ฟังธรรมะโลกุตรธรรมไม่เบื่อ ฟังแล้วก็เอามาใช้ เพราะชีวิตมนุษย์ได้โลกุตรธรรมได้จบโลกุตรธรรม จบแล้วชีวิต จบแล้วจะไปเรียนวิชาอะไรอื่นก็ง่ายสบาย เรียได้สบายทุกวิชา คนที่ไม่มีหน้าที่เป็นโพธิสัตว์ จบอรหันต์แล้ว ก็ออกไปเป็นนู่นนี่ ทำงานไปเพราะว่าต้องการทำความเป็นโพธิสัตว์ให้แก่ชีวิต แต่ความจบแล้วก็ทำงานช่วยมนุษย์ก็ไปเรียนวิชาที่ตัวเองถนัด ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน รู้แล้วก็ทำเอาไป มันก็จะเป็นตัวสมบูรณ์แบบเลยของศาสนาพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นหน้าที่ของศาสนาพุทธพระพุทธเจ้าก็สอนให้คนเป็นอรหันต์ เมื่อคนเป็นอรหันต์แล้วคือปริญญาบัตรรับรองมนุษย์ คุณจะเป็นอรหันต์ไม่ทำงานอื่นไปทำงานโพธิสัตว์คุณก็ดีที่สุดแล้วจะทำงานอะไรก็ไม่มีบาปไม่มีอกุศลมีแต่ กัมมัญญา มีแต่การงานที่ดีที่เหมาะที่ควรทั้งนั้นเลย นี่คือปริญญารับรองความเป็นคนของพระพุทธเจ้าเป็นวิชาของพระพุทธเจ้า สอนเรื่องนี้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเป็นการสอนให้คนในโลก เป็นคนดี รับใช้มวลมนุษยชาติ ผู้จบแล้วก็รับใช้มวลมนุษยชาติ การเมืองเขาทำอวดดีเขาบอกว่าเขาจะมารับใช้มนุษยชาติ คุณมาศึกษาธรรมะจนเป็นอรหันต์ให้ได้แล้วคุณจะไปรับใช้การเมือง อาตมากำลังรับใช้การเมืองเต็มที่ กำลังช่วยประเทศชาติ แต่เขาไม่ค่อยจะชัดเจน เขานึกว่าคนช่วยประเทศชาตินั้นคือคนมีวิชานู้นนี้เป็นการเมืองไปรับตำแหน่ง ไม่ใช่ ผู้ช่วยประเทศชาติไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลยจริงๆ คือผู้เป็นอรหันต์ แล้วก็รับใช้ประเทศชาติ รับใช้สังคม ทำอะไรอยู่ที่ไหนก็ช่วยกัน พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ก็อยู่อย่างนี้ เพราะว่าเป็นผู้ที่รู้จัก รู้จักโลกกับรู้จักอัตตา สองอย่างนี้ เป็นผู้ที่รู้จักโลกาธิปไตยรู้จัก อัตตาธิปไตย มีธรรมะที่เป็นโลกุตระธรรม จึงสามารถจัดการกับอำนาจ อธิปไตยคืออำนาจพลังของโลก กับ พลังของ อัตตา ของแต่ละคน คนกับโลก แยกกันไม่ได้ โลกปั่นป่วนก็เพราะคน โลกสงบก็เพราะคน โลกจะอยู่ดีกินดีก็เพราะคน เพราะฉะนั้นเรามีความรู้เราก็เอาวิชาที่รู้มาเปิดเผย โดยไม่ต้องไปหาบริวาร อย่างอาตมาไม่หาบริวาร คนฟังเอารับรู้ด้วยเห็นดีก็มาเอา

มีที่โน้ตไว้...อำนาจ ของลาภของข้าวของ ยศ สรรเสริญ อำนาจกามคุณ 5 นี่สรุปย่อๆเอาไว้ (ลายมืออาตมาไม่สวยแต่อ่านง่าย พยายามเขียนให้คนอ่านไม่ผิดจะไม่เสียผล) อำนาจของลาภ หรือ ข้าวของเงินทองในโลก ลาภ คือสิ่งที่ได้มา พอได้มา เป็นข้าวของเงินทองเรื่องของความหยาบ คนก็หลงมัวเมาอยู่ในข้าวของเงินทองในโลกอย่างเช่นธัมมชโย หลงลาภ ข้าวของเงินทอง เสียเวลาให้คนมาลงแล้วก็ใช้เงินทองนี้บำเรอตัวเองตามชอบ เอาไปปู้ยี่ปู้ยำ ทำไปเรื่อยด้วยสารพัด ก็ ไม่รู้ว่าตัวเองสอนอะไร สอนเฟ้อหลงงามหลงใหญ่มโหฬารเป็นเจ้าโลกจะแพร่หลายไปทั่วโลกเพื่อจะดูดเงินมาและธรรมชาติ ถ้าเผื่อธัมมชโยอายุสัก 500 ปีแล้วไม่ถูกสกัดไปก่อน ก็คงจะสร้างให้มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ยิ่งกว่าสตาร์วอร์ ยิ่งกว่า Harry Potter จะเป็นพวกวิตถารประหลาดอะไรไป Star Wars ออกไปนอกโลกเจอมนุษย์เจอสัตว์ต่างๆ คิดไปว่าฝันเพ้อไป ทางด้าน Harry Potter ก็ไปต่างๆนานามีคาถาอาคม ฤทธิ์เดชเลอะเทอะไป เขาคิดได้อย่างนั้นแล้วคนคนนี้ก็ไปชอบให้รี่พอตเตอร์ไม่ชอบ Star Wars เดี๋ยวนี้ไปถึงไหนแล้วไม่รู้ยิ่งกว่า Star Wars มันก็โง่งมงายหนักไปเรื่อยโดยไม่รู้ตัว ดูซินี่ JK rowling เดี๋ยวนี้รวยเละเลย ทางอเมริกามีค่าลิขสิทธิ์สูงมาก นี่แหละทำเรื่องเดี๋ยวนี้เลย จนแก่ตายแกก็กินไม่หมด คนมันโง่งมงายจริง อาตมาสอนเรื่องสัจจะสาระไม่สนใจจะไปสนใจ Harry Potter สนใจ Star wars คนเรามันโง่ได้ระดับ ขออภัยที่ไปว่าเขาจริงๆแต่ว่าไม่ผิดหรอกขออภัย

640225_พ่อครูตอบปัญหา งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน