สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน วจีสังขารกับการทำใจในใจ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.04 KB
วันที่แก้ไข3 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน วจีสังขารกับการทำใจในใจ อาจารย์กฤษฎาว่า...ทุกครั้งที่พ่อครูอธิบายก็มีการบันทึกไว้ วันนี้พ่อครูไม่ได้มาสอนบทที่ 1 ไป ไปยอดเขาลูกที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ กระบวนการเรียนรู้พ่อครูเน้นว่าต้องมองกายให้ออก จะเห็นปฏิจจสมุปบาท พ่อครูว่า..การจะรู้อะไรก็ต้องรู้กาย ปฏิจจสมุปบาทเริ่มที่สังขาร ก็ต้องเริ่มที่ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร อวิชชาคือไม่รู้อะไร ก็ค่อยเรียนสังขาร สังขารก็คือวิญญาณ กายก็คือวิญญาณ จริงๆแล้ววจีก็คือวิญญาณ ถ้าเข้าใจวจีสังขารในสังกัปปะ 7 ก็คือนามธรรม คนที่ไม่ได้มีความรู้ชัดเจนตามที่พูดมานี้ก็จะงง หาว่าอาตมาโมเม วจีสังขาร เขาก็ว่าอยู่ข้างนอก จริงๆไม่ใช่ วจีข้างนอกเป็นวจีกรรม ไม่ใช่วจีสังขาร วจีสังขาร มันคือคำที่ปรุงแต่งอยู่ข้างใน มีภาษาที่ตั้งชื่อเรียกแล้วเรียกว่า อธิวจนสัมผัสโส ผู้ใดมีคำนั้นในใจ สังขารในใจ ก็จะรู้ว่ามันมีในใจ แต่ไม่เป็นกรรมกริยาเป็นคำพูดออกมาภายนอก ไม่เป็นวจีวิญญัติ มันอยู่ข้างใน เป็นบัญญัติภาษาชื่อเรียกมันมาก่อนอยู่ภายในก่อน คนไทยก็มีภาษาไทยในใจ คนฝรั่ง คนจีนก็มีภาษานั้นแต่ละคนในใจ มันเร็วมากเป็นอัตโนมัติ ปฏิภาณของคนเร็วมาก สรุปแล้วคำว่า กาย ถ้าไม่เรียนรู้ให้ถูกต้องโดยสัมมาทิฏฐิ แล้วก็เริ่มต้นปฏิบัติกาย คุณจะบรรลุธรรมสูงสุดอย่างไรๆ คุณก็ต้องมีคำว่ากายอยู่ร่วม ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นพระอรหันต์ คือธรรมะสอง ที่สุดแห่งธรรมะ 2 ที่ทำให้เป็นธรรมะหนึ่งได้ ทำเป็นธรรมะ 1 สำเร็จ สำเร็จถาวรด้วย คุณก็จะรู้จักธรรมะ 2 คือสิ่งที่เราสำเร็จแล้ว ธรรมะที่มันเป็น 2 นั้น มันไม่เกิดในจิตคุณอีกแล้ว เมื่อเป็นพระอรหันต์ มันมีแต่ธรรมะ 1 แต่ธรรมะ 2 นั้นเป็นความรู้ เรารู้ว่าอันนี้เราเคยมีเคยเป็น หรือไม่เคยมีเคยเป็น โลกเขามีเขาเป็น แต่เราไ

อ่านต่อ

ม่เคยเป็น เราก็พอจะรู้ จากที่ได้ศึกษาจากคนอื่น แต่เราต้องไปศึกษาของเราเองที่เราไปยึดติดเป็นตัวที่ 2 ต้องทำมันให้หมดไปในตัวที่ 2 มันเป็นกายที่ 2 เป็นเวทนาที่ 2 เป็นจิตที่ 2 ซึ่งเรียกมันว่าเป็นอกุศล อกุศลจิต อกุศลเวทนา อกุศลกรรม พระอรหันต์มีจิตที่เป็นหนึ่งเอกัคคตาเป็นถาวร จิตเป็นหนึ่งถาวรก็คือกายเป็นเอกกัคคตา อาจารย์กฤษฎาว่า...ตรงวจีสังขาร เป็นการระเบิดจากภายในใช่ไหม พ่อครูว่า...ใช่ มันจะเป็นวจีสังขารก็คือมโนที่ปรุงแต่งเป็นภาษา ถ้าไม่มีภาษาเป็นอธิวจนะก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกมา มันมีสภาวะแล้ว เช่น อรูปหลายๆอย่างในจิต แต่ไม่มีชื่อนามธรรมขั้นอรูป แต่คุณไม่มีภาษาเรียกก็สื่อคนอื่นไม่ออก อาจารย์กฤษฎาว่า...ตอนก่อนจะมาวจีสังขารมันต้องผ่านโยนิโสฯมาก่อนหรือไม่? พ่อครูว่า...โยนิโสมนสิการนี่แหละเป็นตัวปฏิบัติธรรมตั้งแต่ต้นจนจบของศาสนาพุทธ ผู้ใดไม่รู้จักโยนิโสมนสิการอย่างสัมมาทิฏฐิให้ถูกต้อง คนนั้นไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรม ทุกวันนี้เขาโยนิโสมนสิการไม่เป็นเลย ผู้จะโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ ต้องได้พบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ แล้วต้องฟังสัทธรรม ฟังธรรมะของสัตบุรุษให้บริบูรณ์ จึงจะเกิดความเชื่อถือศรัทธาความเห็นที่บริบูรณ์ ความเห็นที่บริบูรณ์คือโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ เมื่อมีโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ก็ปฏิบัติธรรมที่บริบูรณ์ ที่จะบรรลุวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์ ในนามธรรม 5 มีเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มนสิการคุณต้องทำใจในใจให้โยนิโส มนสิการเป็นตัวหลัก ในมูลสูตร ก็มี 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . . 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) . . . 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . . 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)

หากมนสิการไม่โยนิโส ไม่ถ่องแท้แยบคายถึงที่เกิดอย่างละเอียดลออเลย ถ้าทำอันนี้ไม่ถึงก็ปฏิบัติธรรมผิดหมด หากไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็เป็นการสะกดจิตสะกดใจ แต่มันไม่เป็นโยนิโส มันไม่ได้ถ่องแท้แยบคาย ไม่ได้ไปหาที่เกิด มันไกลไปจากความจริงของศาสนาพุทธมากมาย ทำอย่างไรถึงจะดึงกลับคืนมาได้ 601002_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก บุญกับฌานต่างกันอย่างไร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน