สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กิจ ในอาริยสัจ ทั้ง 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข3 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กิจ ในอาริยสัจ ทั้ง 4 อาตมาก็ขอเข้าสู่ความเป็นธรรมะ คนจนแล้วจะประพฤติปฏิบัติตน เรียกว่ามีกิจ กิจคนจนที่เป็นคนจน ความประเสริฐโลกุตระ เรียกว่าเป็นคนจนที่มีอริยสัจ 4 กิจในอาริยสัจ 4 มีสี่อย่าง ในพระสูตรเรื่อง 19 ข้อ 1660 ท่านตรัสกิจในอาริยสัจ 4 ว่า 1 มีปริญญา คนจนมีปริญญา ชาวอโศกมีปริญญาแต่ไม่ได้มีใบรับรองใบกระดาษที่รับรองนั้นมีน้อย แต่เป็นคนมีปริญญาคือการหยั่งรู้ใน ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ในนิโรธ ทำได้จนถึงสัญญาเวทยิตนิโนธ 2 มีการ ปหาน กำจัดกิเลส เป็นสังคมมนุษย์ที่พยายามกำจัดกิเลส การทำให้หมดสิ้นไปตามลำดับจนหมดสิ้นได้เป็นพระอรหันต์ 3 มีกิจ สัจฉิกกิริยา ทำให้แจ่มแจ้งชัดเจนในตนเองว่าเราได้ประหารกิเลส ในสัจจะ กิจจะ กตะ สัจจะคือรู้ว่านี่กิเลสจริงๆ อย่าไปกำจัดผิด เช่น จิต มันมีสองจิต คนนี่มีสองจิต เรียกว่าธรรมะสอง จิตหนึ่งเรียกว่าจิตแท้ จิตหนึ่งเรียกว่าจิตเทียม จิตแท้คือจิตที่ทำหน้าที่อย่างไรก็อย่างนั้นเหมือนกันทุกคน รับรู้เหมือนกัน เช่น รับรู้ทางตากระทบ เช่นมะละกอลูกใหญ่ลูกนี้ทำไมมันเหี่ยว เหมือนกันทุกคนเห็นเหมือนกัน แต่จิตที่ไปคิดไปรู้ตามอุปาทานแต่ละคนจะชอบหรือไม่ชอบ อันนั้นเป็นจิตสอง จะรู้สัจจะตัวเองว่าจิตมีสอง มีสัจฉิกิริยา ก็มาปฏิบัติเรียกว่าทำกิจ ทำจิตลดกิเลสจากธรรมะสองให้เหลือหนึ่ง แล้วมีกตญาณ ไม่เวียนวนอีก ถอนอาสวะสิ้นจนถาวรยั่งยืนรู้จักที่จบ 4 กิจภาวนา เป็นคำรวมต้องรู้ทุกข์ ปหานทุกข์ ทำให้เกิดผลสำเร็จ ภาวนาเป็นตัวรวม เกิดผลนั้นเรียกว่า ภาวนามัย เกิดผลสำเร็จ ทั้ง 4 กิจนี้จะทำหน้าที่กับอริยสัจ 4 ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค ปัญญาปหาน สัจฉิกรณะ ภาวนา จะทำงานร่วมกันกับทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คือจับต้องอาการทุกข์ จับอาการทุกข์ในจิ

อ่านต่อ

ตของตนให้ได้ ขอขยายความตรงนี้ได้ว่า อาการทุกข์เกิดขึ้นอยู่เกือบตลอดเวลา มันจะมีพักยกสำหรับปุถุชนเรียกว่า เคตหสิตอุเบกขาหรืออทุกขมสุขเป็นพักๆ นอกนั้นมันจะมีอาการทุกข์อยู่ตลอดเวลา แต่คนอวิชชาหลงมันว่าสุข มันเป็นสัตว์แปลงตัว จิตนี้เป็นสัตว์แปลงตัวเป็นสัตว์โอปปาติกะ สัตว์ที่แปลงตัวคือมันเป็นสัตว์นรกมันอยาก อยากตลอดเวลา ซอกๆๆๆ แต่พอได้สมอยาก มันก็แปลงตัวเป็นเทวดา เทวดาไม่มีของจริงเลย เป็นของเก๊คือสัตว์นรกทั้งนั้นเลย ทำให้สัตว์นรกดับไป พอมันได้สมใจอยากปั๊บก็ดีใจ ขึ้นสวรรค์หอฮ่อ หลงว่าเป็นเทวดาศาสนาพุทธไม่มีเทวดา มีแต่เทวนิยมที่มีเทวดา มีแต่สัตว์นรกเท่านั้นที่เกิดขึ้นจากนรกเท่านั้นที่ตั้งอยู่สัตว์นรกเท่านั้นที่ดับไป ก็คือทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป คนเราทุกวันนี้ไปหลงเทวดาหลงสวรรค์ ทั้งที่สวรรค์นั้นไม่มี สวรรค์ไม่มี มีแต่ทุกข์เท่านั้น มีแต่นรกเท่านั้นเป็นอริยสัจ ทุกข์เท่านั้นเป็นอริยสัจ สวรรค์ไม่มี สวรรค์เป็นของเก๊ ฟังภาษาธรรมะเทศนาขยายความพูดให้ชัด ผู้ใดที่เข้าใจที่อาตมาพูดแล้ว จิตสวรรค์ คือจิตที่บำเรอกิเลสอยาก เมื่อบำเรอกิเลสอยากสมใจก็เป็นกิเลสสวรรค์ ไม่สมใจอยากก็มีนรก อยากกินส้มโอ เขาก็ผ่าส้มโอให้กิน พอกินเสร็จแล้วก็ว่าไม่อร่อย อร่อยไม่เท่า อร่อยบ้างแต่ไม่เท่าภพที่ตั้งไว้ ไม่อร่อยเท่าไหร่เลย กินแล้ว สวรรค์ไม่ถึงที่สุดมีสวรรค์บ้าง มันเป็นของเก๊ทั้งนั้นยิ่งไปได้สวรรค์ที่สุดนั่นแหละยิ่งบ้า ตั้งภพไว้ว่าจะต้องอร่อย คนไหนไม่คิดว่าจะต้องอร่อยหรอก ผ่าส้มโอมากินแล้วรสมันเป็นอย่างนี้หวานบ้างเปรี้ยวบ้างขมบ้าง ไม่มีอร่อยเกิดเลย คนนั้นแหละคือมีจิตนิพพาน นิพพานนั้นง่ายๆแค่นี้แหละนิพพาน ทำได้ไหมล่ะ เงียบๆอยู่ ...ฟังไปตั้งนานเพิ่งตื่นหรือที่จะรู้ว่ามันเป็นของหลอกลวง สมณะเพาะพุทธว่า...คนถามว่าความอร่อยเป็นของหลอกลวงหรือ มีคนถามเช่นนี้ พ่อครูว่า...ก็บอกตลอดเวลาว่าสวรรค์นั้นเป็นของหลอกลวง อร่อยก็เป็นของหลอกลวง อยากกินอย่างนี้ได้สมใจ แล้วขยายความว่า ตั้งภพว่ามันจะอร่อยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันอร่อยแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่ถึงใจ ถูกหลอกทั้งนั้น ถูกหลอกก็ไปว่ามันเป็นรสนั้นรสนี้และมันจะอร่อย อุปทาน ที่เราตั้งภพด้วยว่าจะต้องอร่อยถึงขั้นนั้นขั้นนี้ มันเป็นของหลอกเป็นอุปาทานเป็นตัณหาทั้งนั้นเลย รสมันจะเปรี้ยวจะหวานจะขมอย่างนี้ มันมีกลิ่นอย่างนี้มันก็อย่างนี้ เป็นคนไทยจีนแขกฝรั่งมาสัมผัสผ่าออกมา ส้มโอลูกนี้กัดเข้าไปในปากก็มีรสอย่างนี้เป็นอย่างนี้เหมือนกัน นั่นคือสิ่งเดียวกันที่เป็นสัจจะมีหนึ่งเดียว ส่วนอันที่มันอร่อยบ้างไม่อร่อยบ้างมีน้อยมีมากอะไรมันก็ของใครของมัน ไม่อร่อยก็ได้ อะไรก็ได้ พวกนี้นั่นแหละการเรียนรู้ศาสนาพุทธเรียนรู้พวกนั้น ตัวพวกนั้นมันพาหลอก ถ้าลดลงจนอาการอร่อยไม่มีในจิตเลย คนนั้นแหละบรรลุธรรม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสกามคุณ 5ในโลก เขาได้ตั้งค่าว่าเป็นความสนุกรื่นเริงบันเทิงอะไรก็แล้วแต่ เสียงอย่างนี้เป็นความสนุก กลิ่นเสียงสัมผัสอย่างนี้น่าได้น่ามี ตั้งเป้าตั้งค่าไว้ในจิตเป็นอุปทาน เมื่อสัมผัสแล้วไม่ได้อย่างที่อุปทานไว้ก็ดีใจบ้างเสียใจบ้าง ก็เป็นคนไม่พ้นทุกข์ เป็นคนที่จะต้องอยากได้อย่างนั้นอยากได้อย่างนี้อยู่ ไม่รู้ความจริงตามความเป็นจริงที่เราได้สัมผัสแตะต้องเกี่ยวข้อง แล้วก็จบในความจริงอย่างเดียว ไม่ต้องมีธรรมะ 2 มีแต่ เอกัคคตาจิต เอกัคคตาจิตนี้ เป็นสมาธิสุดจุดจบของสมาธิ เรียกว่าเอกัคคตาจิต คือจุดปลายของความเป็นฌาน ฌานคือการปฏิบัติจิตให้ไปสู่จุดสูงสุดเป็นฌานที่ 4 เป็นอุเบกขา คือจิตที่ไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว แล้วปฏิบัติจิตไม่สุขไม่ทุกข์ให้สั่งสมตกผลึกลง แข็งแรงตั้งมั่นเรียกว่าสมาธิ นี่คือความหมายของสัจธรรมพระพุทธเจ้า แต่ทุกวันนี้ไปปฏิบัติฌานก็คือไปนั่งหลับตา บางทีก็เลอะเทอะปนกับคำว่าไปนั่งสมาธิ บางทีก็เรียกว่านั่งเข้าฌาน บางทีก็เรียกว่านั่งเข้าสมาธิ ทำวิปัสสนาอีกมั่วไปเลยนี่คือความผิดพลาดของศาสนา การทำฌานของศาสนาพุทธไม่ได้นั่งหลับตา สั่งสมจิตให้ตั้งมั่นเรียกว่าสมาธิ ด้วยการทำฌานก่อน ฌานคือการชำระกิเลสเผากิเลส ฌานแปลว่าไฟไม่ได้แปลว่าเพ่ง แต่เขาไปแปลว่าเพ่ง แม้แต่ในพจนานุกรมบาลี- ไทยก็แปลว่าฌานคือการเพ่ง ซึ่งไม่มีในต้นรากของคำว่าฌาน ฌาน แปลว่าไฟกองใหญ่ วิเศษ อุณหธาตุ เป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นมาได้และจะไปทำงาน ทำลายไฟที่เป็นราคะโทสะโมหะ ราคะโทสะโมหะก็เป็นพลังงานจิต เป็นพลังงานที่มีลักษณะของราคะโทสะโมหะ เมื่อสร้างพลังงานใหม่ที่เป็นพลังงานฌานจะไปกำจัดพลังงานไฟราคะโทสะโมหะได้ ผู้ที่สร้างพลังงาน อุณหธาตุ ธาตุไฟ มีประสิทธิภาพไปสลายไฟราคะโทสะโมหะนั่นคือผู้ที่ทำฌาน ไม่ใช่เป็นเพ่งให้จิตมีความเย็น ฌานเป็นไฟ แม้ไฟราคะโทสะโมหะจะร้อนแต่ไฟฌานมีอำนาจทำลายได้ 601001_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก บรรลุความจนได้ต้องทำให้ถึงฌาน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน