สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ประโยชน์ของ เฮือน บวร_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.93 KB
วันที่แก้ไข27 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ประโยชน์ของ เฮือน บวร _มีคำถามว่า...บวร ของชาวอโศกนี้ เป็นวิถีชีวิตชาวอโศก ไลฟ์สไตล์ อาจารย์นักวิชาการอาจจะใช้เรียกว่าวิถีชาวอโศกไปแล้ว ปัจจุบัน บวร มีบางท่านได้ยินว่า พ่อครูหมายถึง บัณฑิตวิชชาราม ขอให้พ่อครูไขความว่า เป็นCoefficient หรืออะไรคะ _พ่อครูกำหนดให้ผู้นำในวิถีชาวอโศกคือผู้รับใช้ ที่ว่าผู้รับใช้นี้ ขอให้พ่อครูให้นิยามให้กรอบเพื่อความชัดเจนในความหมายว่าต่างจากที่สังคมเขาหมายถึงอย่างไรบ้าง ผู้นำนั้นจะอยู่ใกล้ชิดไม่วางอำนาจไม่แข็งไม่อ่อน ยืนหยัดยืนยันในกุศลในความสะอาดบริสุทธิ์ แม้สอดร้อยกับความเชื่อกรรมในชาวพุทธทุกๆกรณี ขอพ่อครูได้ขยายนัย อธิบายการบ่มเพาะความเป็นผู้รับใช้ของชาวอโศกว่ามีกรอบอะไรเป็นหลักอะไรเป็นรอง _เราจะบริหารความขัดแย้งทางทิฎฐิอย่างไร ในคนต่างจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทย มักยกให้ผู้ใหญ่ เกรงใจผู้มีอำนาจ ทำให้เผินกับการล้างจิตตน สะสมหมักหมม จนถึงวันหนึ่งเกิดความระแวงทั้งรูปแบบ ระเบิด หรือไม่ยอมแบบเงียบ (คนนี้นี่ไปเห็นท่านยุทธวโรมา) ท่านยุทธวโรกลายเป็นคนยอม แบบเงียบแยกตัว ร่วมรวมกันไม่ได้ ความเสียหายทางจิตวิญญาณเกิดทั้งสองฝ่าย ไม่เป็นผลดี ทำอย่างไรจะตั้งรับหรือรับลูกอย่างไร ในฐานะผู้ฝึกปรือที่มองเห็น แม้จะเป็นเหตุปัจจัยเล็กน้อยแต่ถ้าปล่อยไปจะใหญ่ได้ ความศรัทธาในแง่มุมต่างๆนำมาลบล้างเพื่อยกให้ แต่ก็ไม่น่าจะล้างใจได้จริง ที่ถูกควรตั้งจิต ปลูกทิฏฐิอย่างไร บวรที่สังคมมองเห็นว่าควรจะอยู่ร่วมกันบ้านวัดโรงเรียน ประเด็นปัญหาก็คือ หมายให้เป็น บัณฑิตวิชชาราม(บวร) พ่อครูว่า...ที่อาตมาหมายคือ บวร คือ บ้านวัดโรงเรียน ส่วนบัณฑิตวิชชาราม นั้น ก็ บ้าน วัด โรงเรียน ก็เอา บวร มาพ้องกันเท่านั้นเอง ส่วนเนื้อหามันก็ไม่ต่างกันหรอก ให้จุดหมา

อ่านต่อ

ยสุดท้าย คือเหมือนกัน แต่บ้านวัดโรงเรียน จะรวมหมดเลยทุกอย่างทั้งสังคมทั้งหมด สังคมทั้งหมดคือบ้าน วัดคือธรรมะ โรงเรียนคือการศึกษา ศึกษาให้เกิดผลสำเร็จ คือ เป็นบัณฑิต ที่เกิดความรู้ ของพระพุทธเจ้าเรียกว่า วิชชา คนไทยเอาภาษาบาลี วิชชาไปใช้แล้วกร่อน ตัว ช.ช้าง ความหมายคำว่า วิชชา ที่พระพุทธเจ้าเอามาใช้กับคนไทยเอามาใช้นั้น เลยกร่อนไป กลายเป็นความรู้แบบโลกๆ ส่วนวิชชาที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นเอาความรู้โลกุตระและทำเป็นหลัก เป็นคำว่าสูงส่ง ได้ทั้งความรู้ทางจิตวิญญาณให้หมดกิเลส และได้ความรู้ของสังคม ไม่ได้ขาดจากกัน แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น วงการศาสนากระแสหลักก็ตาม มหาเถรสมาคมก็ตาม คณะใหญ่ของศาสนาพุทธไม่สามารถทำให้เกิดความรู้ที่เป็นวิชชาที่พระพุทธเจ้ารวมเป็นวิชชา 8 วิชชา 8 มีความสามารถยอดเยี่ยม จะดูความเป็นอยู่ของสังคม เป็นอยู่อย่างคนที่ประเสริฐสุดมีประโยชน์ที่สุด ไม่มีพิษไม่มีภัยที่สุด เป็นคนที่มีคุณค่ามาก พระพุทธเจ้าสอนนั้นมีบัณฑิตจริงๆ บัณฑิตที่1 เรียกว่า โสดาบัน 2 เรียกว่าสกิทาคามี 3 อนาคามี และ 4 อรหันต์ตามลำดับ ขออภัยที่ต้องกล่าวว่าชาวอโศกได้นำความรู้นั้นมาปฏิบัติแล้วได้เป็นบัณฑิตเช่นนั้นจริงๆ ประพฤติตนเป็นอยู่ในสังคมประเทศไทยและโลก จึงอยู่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย พูดไปแล้ว เหมือนยกตน เขาก็จะไม่ยอมรับ แต่ชาวอโศกได้ปฏิบัติได้จริง คนในชุมชนชาวอโศก ทำงานฟรีไม่รับเงินเป็นของส่วนตัวเลย เอาเข้ากองกลางหมด แล้วมีชีวิตอยู่กันไป มีตั้งแต่เด็กจนโตและจนตายไป เผากันตายหลายศพ ก็มีชีวิตอยู่อย่างนี้ เป็นชีวิตที่ชัดเจน ทำได้ อยู่กับสังคมอย่างนี้ สิ่งที่เป็นพลังงานของชีวิต จึงทำงานเหลือกินเหลือใช้ เพราะตนเองไม่มักมากแล้ว เอาอะไร เป็นอยู่ในสังคมไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย แข่งกับสังคมไม่ใช่ เป็นคนพอเพียง เป็นคนมีเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนน้อย มีน้อยๆ แต่สร้างสรรค์เยอะ สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นสาระ สิ่งที่เป็นความจำเป็นของชีวิต ตั้งแต่อาหาร ปัจจัย 4 องค์ประกอบเครื่องใช้ในสังคม ยกตัวอย่างรูปธรรม อย่างอาตมาสร้างโรงเรือน เนื้อที่ 11 ไร่ คลุมรอบ สร้างเพื่อจะให้เป็นที่รวม คนข้างนอกจะมาใช้อาศัย เช่น จะมาขายของ เป็น ตลาด.. เชิญ! ให้คนในย่านนี้มาอาศัยใช้สอยเป็นแหล่งกลาง มีข้าวของจะมาขายก็มาขายได้ เราไม่ได้เก็บค่าที่ ค่าเช่า จะมาขายประจำหรือขายชั่วคราวก็ได้ทั้งนั้น ถ้าจะมาขายประจำก็บอกเป็นกิจจะลักษณะ แล้วจะต้องตรวจสอบ หากคนเกเรนิสัยไม่ดีก็ไม่ให้ขาย คนนิสัยดีก็ให้ขายประจำเลย ใครจะมาจองห้องเพื่อจะมาใช้งานก็เชิญ สร้างขึ้นมาให้ฟรี ไม่ใช่สร้างเป็นตลาดเพื่อเก็บเงินเหมือนทั้งโลกเขาทำ ชั้นล่างจะเป็นตลาด ข้างหนึ่งจะเป็นของแห้ง อีกข้างจะเป็นของสด สอง ชั้นบนจะเป็นสถานศึกษา เป็นวิทยาลัย ใครจะมาอาศัยใช้ศึกษาเป็นห้องวิจัยก็ทำได้ ไม่เก็บเงินเก็บทองด้วย สร้างขึ้นมาเจตนาอย่างนั้น เป็นอาคารกลาง สร้างก่อนที่รัฐบาลจะดำริเรื่องตลาดประชารัฐ เจตนารมณ์ของตลาดนี้คิดว่าเหมือนกับตลาดประชารัฐที่รัฐบาลกำลังดำริ แต่จะเปิดกว้างและให้สิทธิมากกว่าของรัฐบาลด้วย อันนี้ อย่างนี้เป็นต้นที่เราทำ ยกตัวอย่างรูปธรรม ทุกวันนี้เราทำงาน ไม่รวย เพราะพวกเราไม่สะสม เราทำร้อยหนึ่ง สมมติวันหนึ่งทำได้ร้อยหน่วย สมมตินะ แต่เรากินใช้ไม่ถึง10 หน่วย นอกนั้นเหลือ เราก็สะพัดสู่สังคมข้างนอกไม่สะสมกักตุน เราจึงจน ถ้าเราทำ 100 เรากินใช้แค่ 10 เราสะสม 90 ปีหนึ่งเราจะรวยเละ ถ้าเราเป็นนักสะสม แต่เราไม่เป็นแบบนั้น ไม่เป็นนิสัยนักสะสม มีแล้วสะพัดแก่ผู้อื่นเสมอ สะพัด โดยไม่มีตัวเลขไม่ได้บอกใคร ทำแล้วเราก็ทำฟรี ไม่ได้จดตัวเลขไว้ด้วย ไม่ได้คิดค่าชั่วโมงเหมือนอเมริกา ที่คิดค่าตัวเป็นนาทีเป็นชั่วโมง เราสร้างสิ่งที่เป็นปัจจัยใช้สอยในชีวิตสำคัญ ไม่เป็นภาระแก่ใคร พึ่งพาตัวเองรอด เหลือเฟือด้วย บอกนะ หนูๆ หากไม่มีข้าวกินก็มาที่นี่ได้เลย สมณะฟ้าไทว่า...ชาวบ้านกุดระงุม มาเล่นน้ำตกแล้วหิวข้าว ก็เดินไปกินข้าวที่นี่ แล้วก็ไปเล่นน้ำตกต่อ แล้วก็กลับบ้าน 601119_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สัมประสิทธิ์ของอรหันต์และโพธิสัตว์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน