สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน สัจจะของอัตตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน สัจจะของอัตตา ซึ่งสัจจะของ“อัตตา(ตัวตน)”แท้ๆนั้นผู้ยอมรับว่ามี“อัตตา”นิรันดรเป็นที่สุด ก็คือ ผู้ยังไม่มี“ปัญญา”แบบพุทธสัมมาทิฏฐิ ตามที่สาธยายมา เป็นผู้ไม่พ้น“อวิชชาสวะ”หรือที่สุดจริงๆคือ ไม่พ้น“อวิชชานุสัย”สัมบูรณ์แท้ยังเป็นผู้“จำนน”ต่อ“ภาวะที่มีอัตตานิรันดร”อยู่นั่นเอง ตนจึงต้อง“มีพระเจ้า” เพราะเขาไม่มี“ทฤษฎีวิเศษ”(สัมมาทิฏฐิ)ที่สามารถกำจัด“อัตตา 3”แท้ เกลี้ยงได้จริงอย่างเป็นลำดับละเอียดลอกระทั่ง“อนัตตา(ไม่มีตัวตน)”เป็นที่สุดแห่งที่สุดได้เกลี้ยงสำเร็จแท้ จึงจำนนเป็น“เทวนิยม”ผู้มี“พระเจ้า”คือ“บรมอัตตา(ปรมาตมัน)”อย่างที่มีกันนั้นแหละ ความจำนนเป็นผู้“มีอัตตา”นิรันดรอยู่แท้จริง จึงเป็นกันด้วยเหตุเช่นนี้เอง เพราะที่แท้นั้นสภาวะ“อัตตา”นั้นๆยังไม่ได้ถูกกำจัดทำลาย ยังไม่“สลายสูญไป”หรือหายไปจากความเป็น“ตัวตน”นั้นๆเด็ดขาด ตามคำสอนของ“พระศาสดา” “พระศาสดา”คือ มนุษย์นี่แหละที่มีตัวตนจริง เป็นผู้ประกาศคำสอนแก่มวลมนุษยโลก “พระศาสดา”ทรงสอนให้“รู้”ได้เท่าใดผู้ได้รับคำสอนจะปฏิบัติบรรลุผลได้สูงสุดก็เท่าที่พระศาสดานั้นทรงสอนให้เท่านั้น “พระศาสดา”ของพุทธคือ พระพุทธเจ้า เป็นมนุษย์ผู้หนึ่งแท้ๆที่ทรงประกาศ“ทฤษฎีวิเศษ”ของพระองค์แก่มนุษยโลก ให้มนุษย์ทุกคนปฏิบัติบรรลุตามได้ กระทั่งสูงสุดก็สามารถบรรลุเท่ากับ“พระศาสดา”เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งบ้าง มนุษย์ ทั้งหลายจึงล้วนมีสิทธิ์เสรีภาพจะเป็นได้ มนุษย์ทุกคนจึงมีสิทธิ์เท่าเทียมกันทุกคนที่จะพากเพียรพยายามบำเพ็ญบารมีให้บรรลุความเป็น“พระศาสดา”ของพุทธได้เป็น“พระพุทธเจ้า”พระองค์ใดพระองค์หนึ่งในโลก ไม่สงวนสิทธิ์ ทุกคนมีอิสระเสรีภาพที่จะบรรลุเป็น“พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า”ได้ ถ้าหากคนผู้นั้นพากเพียรบำเพ็ญตน สั่งส
อ่านต่อ
มบารมีให้ถ้วนถึงจนกระทั่งบรรลุ“พระอนุตตรสัพพัญญุตญาณสัมมาสัมพุทธเจ้า”ได้จริง กระทั่งสามารถบรรลุตาม“ทฤษฎีอันวิเศษ”(สัมมาทิฏฐิที่มีคุณวิเศษขั้นอุตตริมนุสสธรรม)ของพระพุทธเจ้าได้จริงแท้ ศาสนาที่ไม่มี“ทฤษฎีวิเศษ” คือ“สัมมาทิฏฐิ”เป็นต้นของพระพุทธเจ้า จะไม่สามารถปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม”ได้เป็นอันขาด นั่นคือ ถ้าไม่มี“ทฤษฎีวิเศษ”คือ“สัมมาทิฏฐิ” เช่นว่า ไม่มีความรู้ขั้น“อาริยสัจ 4” ไม่มี“สัมมาอาริยมรรค อันมีองค์ 8” ไม่มี “โพชฌงค์ 7” หรือไม่มี“โพธิปักขิยธรรม 37” ไม่มี“จรณะ 15 วิชชา 8” ไม่มี“ไตรสิกขา” ฯลฯ ก็จะไม่สามารถมีความรู้“ธรรมนิยาม 5” และไม่พ้น“อจินไตย 4”แน่นอนเด็ดขาด เช่น ยุงนี้ ตับไตไส้พุงมันทำงานอย่างไร ส่องกล้องจุลทัศน์ไปก็ยังไม่ทราบ มีอจินไตยต่างๆ เป็นสัญชาตญาณ เช่นจิงโจ้ คลอดออกมาแล้วก็ไต่หากระเป๋า ใครบอกมัน ทำไม? ทำไมสัตว์ต่างเกิดมาต้องกินนม แล้วหาเจอด้วยนะ อะไรต่างๆนานา สัญชาตญาณต่างๆ ใครสอนมัน ลูกหมาหรือลูกสัตว์อื่นก็เป็นเหมือนกันเพราะสิ่งต่างๆสั่งสมเป็นสัญชาตญาณ สัตว์ต่างๆไม่ได้เกิดมาชาติเดียว มันเกิดมาเป็นล้านๆชาติ เกิดมาเป็นคนกี่ชาติอย่านับ ตั้งหน้าตั้งตาล้างกิเลสไปแล้วจะไม่สงสัย อย่างอาตมาไม่สงสัย มันสั่งสมตั้งแต่ อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ แล้วคุณจะเข้าใจว่า มันสังเคราะห์กันอย่างไร แม่เหล็กแสงเสียงไฟฟ้า ก็ตามเป็นอุตุ คุณจะเข้าใจได้ พีชนิยามมันรวมตัวสังเคราะห์อย่างไร มีแต่สัญญา สังขาร ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ จะไม่งงว่ากินพืชจะบาป ก็ไม่บาปเพราะไม่มีวิญญาณไม่มีเวทนา มีแต่ ISH มี I แล้วมีภาวะสอง she he ปุริสภาวะและอิตถีภาวะ I คือประธานจัดการ she he แต่ถ้าจัดการไม่ได้ อิตถีภาวะ และปุริสภาวะมันก็จะรวมหัวกันใช้ I เล่นงาน I ตัวประธานคือตัวเอง โดนสองกิเลส อิตถีภาวะ she he เล่นงาน I คุณจะไม่งงไม่สงสัย ภาวะ สามนี้ทำงานซับซ้อน กันไป 600922_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อจินไตย 4 ตรงไหนที่อธิบายได้ ตอน2