สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อจินไตยในฌานวิสัย.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อจินไตยในฌานวิสัย ศาสนาที่ไม่มี“ทฤษฎีวิเศษ” คือ“สัมมาทิฏฐิ”เป็นต้นของพระพุทธเจ้า จะไม่สามารถปฏิบัติบรรลุ“โลกุตรธรรม”ได้เป็นอันขาด นั่นคือ ถ้าไม่มี“ทฤษฎีวิเศษ”คือ“สัมมาทิฏฐิ” เช่นว่า ไม่มีความรู้ขั้น“อาริยสัจ 4” ไม่มี“สัมมาอาริยมรรค อันมีองค์ 8” ไม่มี “โพชฌงค์ 7” หรือไม่มี“โพธิปักขิยธรรม 37” ไม่มี“จรณะ 15 วิชชา 8” ไม่มี“ไตรสิกขา” ฯลฯ ก็จะไม่สามารถมีความรู้“ธรรมนิยาม 5” และไม่พ้น“อจินไตย 4”แน่นอนเด็ดขาด ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาแห่งกรรม “หากควบคุมกรรมได้ก็เท่ากับคุณคือ God”
“พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า”นี้ เป็น “อจินไตย”ที่ยกไว้ ซึ่งเกินกว่าคนชั้นใดๆจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้บริบูรณ์สัมบูรณ์ นอกจากผู้ที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองทุกพระองค์เท่านั้น จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“พ้นอจินไตย”ขั้นสูงสุด สุดๆกว่าความสูงใดๆอีกแล้วนี้ แม้แต่“โพธิสัตว์”ระดับสูง ขั้น 9 ผู้มี “ญาณ 67”ที่ยังไม่มี“อนุตตริยะ 6” อันได้แก่ 1.อินทริยปโรปริยัติญาณ(ญาณในความยิ่งและหย่อนของสัตว์ทั้งหลาย) 2.อาสยานุสยญาณ(ญาณในฉันทะเป็นที่มานอน และกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย) 3.ยมกปาฏิหิรญาณ(ญาณในยมกปาฏิหาริย์) 4.มหากรุณาสมาปัตติญาณ 5.สัพพัญญุตญาณ 6.อนาวรณญาณ ก็คือ ผู้ยังไม่มี“พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า”ที่เป็น“อจินไตย” ซึ่งพระโพธิสัตว์ก็จะต้องบำเพ็ญสร้างบารมีให้ครบ“อนุตตริยะ 6 ของพระพุทธเจ้า”นี้ให้เป็นที่สุดต่อไป นั่นคือ “อจินไตย”ขั้น“พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า”ที่เป็นที่สุดแห่งสุดแล้ว ในพุทธศาสนา เป็นสุด“วิสัย”เฉพาะ“พระสัมมาสัม พุทธเจ้าเท่านั้นที่จะมีได้ ผู้อื่นไม่มีสิทธิ์ จึงต้องยกไว้เป็นพิเศษตามสัจจะที่เป็นจริงของ“พุทธวิสัย” ซึ่งสูงสุดแห่งที่สุด “อจินไตย 4”ที่เหล
อ่านต่อ
ือ ตั้งแต่“อจินไตย”ขั้นที่ 3 ได้แก่ “ฌานวิสัยของผู้ได้ฌานโลกุตระ”ซึ่งเป็นแบบพุทธ จึงเป็นของพระพุทธสาวก “ฌานวิสัยของผู้ได้ฌานโลกุตระ”แบบพุทธนี้แม้ผู้เป็นชาวพุทธแท้ๆที่เรียนรู้และปฏิบัติก็ยัง“พ้นอจินไตย”นี้ได้ไม่ง่ายเลย ดังนั้น คนอื่นหรือชาวศาสนาอื่นก็ยิ่งหมดสิทธิ์ที่จะ“พ้นอจินไตย”ในความเป็น“ฌาน” โลกุตระนี้ จึงเรื่องมิบังอาจ“คิดเอา”เด็ดขาด คนอื่นหรือศาสนาอื่นก็มีแต่“ฌาน”ที่เป็นแบบอื่นคือ “ฌานโลกียะ” ซึ่งไม่ใช่“ฌาน” แบบพุทธแน่นอน เป็น“ฌาน”สามัญที่มีทั่วไป “ฌานโลกียะ”นั้นใครๆได้ยินได้ฟังพูดได้อธิบายก็พอรู้ ไม่ยาก หรือได้เห็นได้ทำตามก็ทำตามกันได้ง่ายๆ ก็เห็น“หลับตาทำกันอยู่เต็มโลก ไอ้ที่ให้เพ่งเข้าไปในจิต-สะกดเข้าไปในจิต ให้จิตไม่นึกไม่คิด ให้จิตอยู่นิ่งๆ อยู่เช่นนั้นให้ได้นานๆ” ไม่เห็นจะ“ลึกซึ้ง(คัมภีรา) เห็นตามได้ยาก(ทุทฺทสา) ตรัสรู้ตามได้ยาก(ทุรนุโพธา) สงบ(สงบอย่างพิเศษ) ประณีต(ปณีตา) คาดคะเนเดาเอาไม่ได้(อตักกาวจรา) ละเอียด(นิปุณา) รู้ได้เฉพาะบัณฑิต(ปัณฑิตเวทนียา) กันตรงไหนเลย “ฌานโลกีย์”ที่รู้จักกัน ที่เชื่อถือกันทั่วไป ใครฟังก็ไม่เห็นจะเข้าใจยากอะไร และฝึกหัดทำตามที่บอก ก็ไม่ใช่เรื่อง“ลึกซึ้ง(คัมภีรา) เห็นตามได้ยาก(ทุทฺทสา) ตรัสรู้ตามได้ยาก(ทุรนุโพธา) สงบ(สันตา) ซึ่งมันก็“สงบ”แบบโลกียะ“มิติ”สามัญ ที่ไม่เห็นว่า จะเป็น“มิติที่ลึกซึ้ง” (คัมภีรา)“เห็นตามได้ยาก(ทุทฺทสา)“ตรัสรู้ตามได้ยาก(ทุรนุโพธา)ตามคำตรัสกันตรงไหน? อย่างไร? มันก็เป็นความหมายทั่วๆไป ที่อธิบายกัน นิยามกัน ซึ่งเป็นความหมายของ“ฌานโลกียะ”สามัญ พูดกัน บอกกัน ก็สามารถจินตนาการตามได้ และปฏิบัติกันได้ทั่วไปด้วย ไม่เห็นจะมี“มิติ”ถึงขั้นที่จะเรียกได้ว่า “ลึกซึ้ง(คัมภีรา) เห็นตามได้ยาก(ทุทฺทสา) ตรัสรู้ตามได้ยาก(ทุรนุโพธา) “สงบ”ที่จะเป็น“ความสงบถึงขั้นโลกุตระ”อะไรเลย ไม่เห็นจะถึงกับเป็น“อจินตง-อจินไตย”กันตรงไหน ลองฟังกันให้ดีๆ พิจารณากันให้ชัดๆ ซึ่ง“ฌานโลกียะ”หรือที่พูดกันทั่วไปว่า“ทำฌาน-ปฏิบัติฌาน”กันในสังคมคนทั่วไปนั้น พูดกันง่ายๆ ว่า “เพ่งเข้าไปที่อะไรก็ได้ ให้จิตมันนิ่ง ให้จิตมันหยุดคิดหยุดมีอาการ ให้จิตมันอยู่เฉยๆ ไม่มีอารมณ์“นิวรณ์ 5 ให้ได้ขณะที่เพ่งที่สะกดจิตๆไว้นั้นๆ” แบบนี้แหละเรียกว่า“ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน” ซึ่งเป็นแบบโลกีย์ เป็นแบบสามัญทั่วไป ที่เรียนกัน ฝึกปฏิบัติกัน คำว่า“ฌาน”เป็นภาษาที่ใช้เรียกภาวะความเป็นลักษณะของ“การกระทำใจในใจ(มนสิการ)”ให้เกิดขึ้น ผลสำเร็จของ“ฌาน”เรียกว่า “เอกัคคตา” ซึ่ง“เอกัคคตา”นี้แปลกันว่า ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง” และ“ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง”นี้เองที่เป็นความหมายของคำว่า“เอกัคคตา” จะต้องมี“ความเป็นหนึ่ง”อย่าง“อัคคะ”ให้จริง คำว่า “เอกัคคตา” คือ เอก+อัคค+ตา “เอก”หมายถึง เป็นหนึ่ง หรืออันเดียว ส่วน“อัคคะ”หมายถึง เลิศ,สูงสุด,ยอดเยี่ยม แต่“ฌานโลกียะ”นั้นเป็น“อัคคะ” หรือ เลิศ,สูงสุด,ยอดเยี่ยม กันอย่างไร? ตรงไหน? เพราะถ้าใครๆได้ฟังอธิบายก็เห็นตาม(ทิฏฐิ)ได้ แม้จะทำก็ทำได้ผลนิ่งสงบได้ มันก็ง่ายๆ ไม่เห็นจะ“ลึกซึ้ง(คัมภีรา)” มัน“เห็นตามได้ยาก(ทุทฺทสา)กันที่ไหน,มันมีความตื่นรู้(ชาคริยา,โพธ)”หรือ“หลับ”กันแน่? มันตรงตามคำตรัส(พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 26, 30,34,38 ฯลฯ) ว่า ธรรมของพระองค์นั้น “ลึกซึ้ง(คัมภีรา) เห็นตามได้ยาก(ทุทฺทสา) ตรัสรู้ตามได้ยาก(ทุรนุโพธา) สงบ(สงบแบบพิเศษ) ประณีต (ปณีตา) คาดคะเนเดาไม่ได้(อตักกาวจรา) ละเอียด(นิปุณา) รู้ได้เฉพาะบัณฑิต (ปัณฑิตเวทนียา) จริงๆเหรอ? ฉะนั้น ความรู้และการกระทำ“ฌานโลกียะ”นี้ ที่มันมี“อารมณ์เป็นอันเดียว แบบมิติเดียวนี้ จึงเป็นเรื่องตื้นๆพื้นๆ รู้ได้ง่ายๆ ทำกันได้ไม่ยากอะไร จึงรู้กันได้ มีกันได้ดาษดื่นแพร่หลายอยู่ทั่วไปครองโลกสากล แล้วมันจะ“อจินไตย”กันตรงไหน? ถ้าเทียบระหว่าง“ฌานโลกีย์”กับ“ฌานโลกุตระ”ก็จะมีภาวะความเป็นจริงหลายๆนัย-หลายๆมิติ-หลายๆความสลับซับซ้อน-หลายๆเชิงความลึก-หลายๆความมากเชิงชั้น-หลายๆความยากง่าย-หลายๆความเป็นระบบระเบียบ จะเห็นได้ชัดว่า“ฌานโลกีย์”ไม่ใช่เรื่อง“อจินไตย”กันตรงไหนเลย
พ่อครูจบตรงนี้…. สมณะเดินดินว่า...พ่อครูตอนนี้ก็ต้องบอกว่า ฟังแต่เสียงอย่างเดียวอย่าดูหน้า วันนี้เราได้ฟังเนื้อหาหลักคืออจินไตย คงไม่มีใครอธิบายให้เราฟังได้ง่ายๆ แต่ฝากไว้ว่า ฌานวิสัย เราเคยฝึกมาทำให้จิตเป็นหนึ่งเดียว แต่มาฟังพ่อครูก็ไปไม่เป็นเลย เรื่องสมาธิ ก็เหมือนกัน ฌานคือมรรค สมาธิเป็นผล… สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องลึกซึ้ง ที่เป็นอจินไตยคือถ้าไม่มีผู้รู้มาอธิบายก็คิดเอาไม่ได้...จบ…. 600922_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อจินไตย 4 ตรงไหนที่อธิบายได้ ตอน2