สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน 4 พ่อครูว่า วันนี้วันศุกร์ที่ 8 เมษายน 2559 ปีวอกแล้ว ...วันนี้วันรองสุดท้ายของงานปลุกเสกฯพระแท้ๆของพุทธแล้ว ก่อนอื่นก็ขอบอกเรื่องที่ควรบอก คือมีคนไปกานหรือถากเปลือกต้นไม้ เพื่อให้มันตาย ก็แจ้งให้ทราบนะว่าพวกเรานี่รักต้นไม้ ใครจะเข้ามาอยู่ที่นี่ก็ให้รู้ว่าที่นี่รักต้นไม้ปลูกต้นไม้ ตั้งแต่ที่นี่มีไม้พุ่มไม้น้ำ ไม้ใหญ่มีบ้างไม่มาก ไม้ที่ทนน้ำได้ น้ำท่วมสองสามเดือนมันก็ทนได้ เราจะทำให้เป็นเสนาสนะที่ควรอยู่ เรามาปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นให้ได้ แต่โดยค่าเฉลี่ยในเมืองเป็นแดนแออัดทำกิจการทุนนิยม หมุนเวียนเป็นหายนกิจ เป็นการสร้างความรู้สึกจัดจ้านขึ้น สิ่งที่สวยเกินไปเพราะเกินไปคืออบาย มันไม่ควรเกินอย่างนั้น เลยเถิดไป สวยเกินไปไม่ใช่ศิลปะ เป็นอนาจาร เป็นการปรุงแต่ง ยั่วยุ เสริมรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสจัดจ้านเป็นบันไดแห่งความไม่รู้จบ ไม่มีเขตความพอไม่มีสันโดษ เมื่อเขตความพอไม่มีก็เลยเกินไปไม่รู้ตัว มันก็ลงนรกไป แล้วยิ่งมีทิฏฐิว่ายิ่งสวยให้สวยขึ้นๆ รวยก็ยิ่งรวยๆๆ มันก็เกินๆๆๆไปไม่มีสิ้นสุด ในโลกสังคมไม่ว่ายุคไหน เมื่อเกินไปก็มีปราชญ์ผู้รู้มาถ่วงให้น้อยลง น้อยลงนั้นสุดท้ายจบที่ 0 ก็จบ แต่การเพิ่มขึ้น ไกลออกนอกโลกปากกรวยไม่สิ้นสุด คนมาน้อยที่สุดต่ำสุดมาหาทางไม่มี สุดท้ายก็มาชนตรงที่ว่า 0 ไม่มีที่ไปแล้ว เพราะฉะนั้นขีดความพอก็เลยมีที่ 0 แต่ไอ้ที่บานปลายเพิ่มๆไม่มีที่จบที่พอ ผู้ใดมีสันโดษมีความพอขึ้น ณ ที่ใดแล้วผู้นั้นไม่ทำอะไรเกินกว่านั้น ในความเป็นร่างกายชีวิตมันมีเขตแห่งความพออยู่ ผู้เกินจะไม่มีที่จบ มีความตะกละมาให้เป็นตัวกูของกูไม่มีที่จบ ไม่ว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือเสพสัมผัสทางรส ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสเสียดสี ยิ่งทางอัตตาย
อ่านต่อ
ิ่งไม่หยุดบำเรอ คนในยุคนี้หยุดความคิดไม่ได้ จิตอยู่เฉยไม่คิดอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีความพอ ก็เลยต้องมีเครื่องให้หยุดคือทำนั่งสมาธิ สะกดจิตหยุดได้ ก็เลยเรียกความสามารถตื้นๆว่าหยุดคิดได้คือสมาธิ สมาธิไม่ใช่หยุดจิตให้คิด แต่การหยุดอกุศลจิตให้สูญเลยคือสมาธิ รู้ตัวอกุศลจิตให้ได้ อาการของอกุศลจิตคืออะไร ก็มาเรียนรู้ตั้งแต่ตัวเราติดอะไรหยาบสุดก็ควรเลิก ต้องหาเหตุ ที่มันไม่รู้จักหยุดจักพอ ให้หยุดให้พอจนไม่มีเลยสำหรับอกุศลจิต แต่ถ้าสิ่งใดควรมีก็ให้ทำอย่างพอเหมาะ ไม่ใช่ไปหาสูญ จิตส่วนรวมแล้วก็ยังพอเหมาะพอเพียงพอดี เรื่อง 0 นั้นเป็นความสามารถทำให้ถึงจุดพอสุดท้าย คนเราถึง 0 แล้วพอนั้นเก่งที่สุดแล้ว เป็นคนมีความสามารถรู้จักสุญญตา สุญญตาตัวที่หนึ่งก็ได้ ตัวใดที่สามารถทำให้หยุดได้ คนเราสามัญแล้วทำการสะกดจิตตัวเองได้ คือมีมารยาทสังคม ระงับสิ่งไม่ควรไม่ให้แสดงออก คนที่มีความละอายต่อสังคมต่อตนเองก็จะสังวรระวัง ที่จะมีกายวาจาออกจากจิตอกุศล ส่วนสมาธินั้นทำให้จิตกุศลจิตตั้งมั่น อย่าให้อกุศลจิตมาแผ่คลุมกุศลจิต คนแสดงท่าทีลีลาออกมาอย่างแรงอย่างหยาบดิบๆ นั้นยังไม่เข้าใจอะไรนัก ที่สุดแห่งที่สุดเราจะรู้อะไรควรไม่ควร มีปัญญารู้ประมาณว่าเบาแรงขนาดไหนก็ปรับลหุธาตุของเรา คือวิการรูปตัวที่ 1. ถ้าเบาเกินไปไม่มีน้ำหนัก ต้องปรุงให้พอเหมาะ อย่างอาตมาแสดงออกสื่อความแรงให้เข้าใจ เวลาแสดงธรรมก็ปรุงนัจจะ คีตะ วาทิตะ ท่าทีลีลา จะให้เบาหรือแรงขนาดไหนก็อยู่ที่ลหุธาตุ ธาตุแห่งความเบา คนควบคุมความเบาไม่ได้ จะทำอะไรก็แรงตลอด หยาบดิบ นี่คือคนจิตเสียนิสัยเสีย ผู้ทำความเบาให้เบาสุดได้จะควบคุมได้ ฝึกจิตให้รู้ได้เร็ว เปลี่ยนได้แววไว มุทุภูตธาตุ เปลี่ยนเป็นเบาเป็นแรงได้ ลหุตากับมุทุตาจึงเป็นคู่ในการทำงานเป็นกัมมัญธาตุ เป็นการควบคุมโดยอัญญา อัญญาคือธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้กับพระโกณฑัญญะ ธาตุตัวนี้ออกมาทำกรรมกิริยา คือลหุธาตุกับมุทุธาตุของผู้ได้ฝึกมาดีแล้ว เมื่อประมาณเอาให้เหมาะควรอันนี้ จึงออกมาเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติที่พอเหมาะ นี่คือวิการรูป 5 ฝึกมาแล้วจะมาลงตรงนี้ เป็นความสำเร็จ วิการรูป 5 อยู่ในภาคของกรรมกิริยาความเคลื่อนไหว ส่วนความเป็นต้นทุนก็คือลักขณะ 4 เป็นแกนของความมีอยู่คือ อุปจยะ จะให้เกิดลหุแค่ไหน หรือให้แรงแค่ไหน จะต่อหรือไม่ต่อ สันตติ ก็อยู่ที่ตัวเองควบคุมการต่อหรือไม่ต่อ ต่อได้ตัดได้ ตัดหรือต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าอะไรเกิดมาแล้วไม่มีอะไรจะพ้นอนิจจตา หรือชรตา สุดท้ายก็เวียนตายเวียนเกิด นี่คือลักษณะที่ย้ำ ความรู้เช่นนี้ของพุทธก็มีไปตกในฮินดูกับพราหมณ์อยู่บ้าง แต่ก็มีเพี้ยนไปบ้าง เป็นศาสนาเทวนิยม เป็นสายที่ไม่รู้จักเทวะแต่ว่าเป็นทาสเทวะ เป็นศาสนาที่ไม่ใช่ปลายยอดของเข็ม หรือปลายยอดเจดีย์ปิระมิด นอกนั้นก็รองลงมาไม่รู้จัก พูดไปเหมือนยกตนข่มใคร แต่ไม่ได้มีจิตตัวนี้ จะพูดนี่ก็เกรงใจแล้ว ผู้สามารถมีฝีมือในการทำงาน เรียกว่าช่างฝีมือ แต่ของพุทธแล้วจะเป็นช่างฝีใจ เอาคำว่าฝีมาใช้ ฝีนี่มันเจ็บมันปวดนะ ช่างฝีมือคือแบบกายวาจา จะพูดจะแสดงให้มีศิลปะต้องมาจากใจ จากกายวิญญัติ มีฝีมือในการประกอบท่าทางก็ต้องประกอบด้วยใจ เป็นตัวมโนบุพพัง โดยมีสติ มีปัญญากำหนดรู้ให้พอเหมาะพอดี นี่เรียกว่าศิลปินหรือศิลปะ รู้แม้แต่ในความเป็นคนพาลหรือบัณฑิต รูปนอกเราก็สังสรรคบหา ถ้าเราอ่อนแอ เรารู้ตัวเอง คนมีสัปปุริสธรรม 7 จะรู้ตัวเองดี คนไม่มีสัปปุริสธรรมจะประมาณตนไม่เป็น ถูกคนอื่นครอบงำเอา คนมีความรู้ตนจะระมัดระวังตน ว่าเราอ่อนแอ เราไปอยู่ในหมู่ของคนไม่ดีเราจะถูกครอบงำก็จะถอนตัว เราไปอยู่ในหมู่ที่ดี ก็จะรู้ประมาณว่าคนไหนควรคบ ถ้าตัวต่อตัวเราแพ้เขา ยิ่งเขามีหมู่ด้วยเราก็ยิ่งแพ้ เราก็ควรห่างมาหาหมู่ที่ควรคบ นี่คือเบื้องต้นในศิลปะความเฉลียวฉลาด ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต เราก็จะรู้คนควบคบควรนับถือ รู้คนควรบูชาเป็นมงคลข้อที่ 3 พระพุทธเจ้าท่านพยายามเรียบเรียงคำสอนออกมา จึงเป็นเรื่องสัจจะที่ทำให้คนเอามาใช้ศึกษา เอามาใช้ปฏิบัติฝึกฝนตนเองครบหมด ก็ขอแวะตรงนี้ว่ามงคล 38 มงคล คือเหตุหรือภาวะ หรือธรรมะที่พาไปสู่ความเจริญ มงคล 38 คือเหตุที่พาไปสู่ความเจริญ แค่คบคนพาลก็ไม่รู้ได้ง่าย คนหลอกว่า ฉันไม่พาลนะ ฉันเป็นบัณฑิต ลึกๆรู้กันทั้งนั้นว่าเราไม่ควรเป็นคนพาล แสดงออกก็แสดงออกกลบเกลื่อน เอาบัณฑิตมาแสดงออก แต่แกนจิตเป็นพาล เมื่อเรารู้ว่าไหนพาลไหนบัณฑิต รู้แล้วก็ต้องเลือกคนเลือกหมู่ เลือกคนผิดก็ไปอยู่กับผิด ใครก็ตามที่เป็นเพื่อนเราแล้ว ถ้าเราคบเพื่อนชั่วก็พาไปเข้ากลุ่มชั่ว ในกลุ่มก็มีหัวหน้ากลุ่ม เป็นผู้ฉลาดกว่าเพื่อน ฉลาดทางโลกเป็นหัวหน้าใหญ่ก็เบ่งอำนาจ ฉลาดทางธรรมไม่เบ่งอำนาจ มีกายวาจาใจเมตตาเกื้อกูลทำงานอย่างสมหน้าที่ ใครไม่รู้จักก็ให้ดูอย่างในหลวงเราที่ท่านทรงใช้เมตตามาตลอด แล้วมีพระจริยวัตรที่ไม่ได้เบ่งอำนาจเลย ข้อ 1 ถึง 14 เป็นสถานะที่รู้จักตัวเอง จัดการตนเอง ข้อ 14 เป็นการทำงานที่ไม่คั่งค้าง คือให้เกิดคุณค่าของงาน ไม่บกพร่องไม่จบไม่เสร็จไม่สมบูรณ์ไม่มีคุณภาพที่พอใช้งานได้ อย่างเช่น เราสร้างพระวิหารพันปี เราทำงานคั่งค้างเป็น อากุลา จ กัมมันตา ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มันอมงคล ไม่ใช่เป็นมงคล ก็พยายามเข็นกัน แต่มันก็ไปไม่ได้ พยายามช่วยกัน ก็ต้องคิดว่าอีกไม่นานนักก็ต้องเร่งทำให้เสร็จ นี่เป็นตัวอย่างเตือนสติ ว่าพวกเราไม่มีมงคลแม้ข้อที่ 14 ข้อ 15 รู้จักทาน พอมาถึงข้อ 31 ก็เรียนรู้จักกิเลสแล้ว ตโปจะ ถ้าไม่รู้จะเผากิเลสแบบเทวนิยม เดรัจฉานวิชา จนมาถึง 32 ก็แบ่งเขตโลกุตระไปถึง 38 เลย ตั้งแต่ข้อ 14 ไปเป็นกัลยาณธรรม ไปข้อ 15 ก็เป็นกลางๆของกุศลธรรม จนถึง 31 ก็ประพฤติพรหมจรรย์ ศิลปะต้องรู้ความเป็นโลก คือข้อ 1 - 14 ข้อ 15-31 คือกัลยาณธรรม เป็นความดี เป็นกุศล ข้อ 32 ไปเรื่อยๆ จนถึง 38 ก็เป็นโลกุตระสูงสุด สรุปแล้วสามอย่างนี้ ทั้งโลก ส่วนที่ดีส่วนกลาง และดีในระดับอุตตมะ โลกุตระ ผู้รู้กรรมกิริยา รู้องค์ประกอบที่จะจัดการชีวิต ตั้งแต่คบคน ไม่คบพาล คบบัณฑิตจนถึงปรมัตถ์ จนตนสามารถอยู่เหนือโลกได้ ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ สัมผัสกับโลกธรรมแต่จิตตนไม่หวั่นไหว คนไม่มีความรู้แม้มงคลข้อ 1-14 นี่ก็ยาก ข้อ 14 นี้ ตนก็จัดการกรรมของตนไม่ได้ก็ถูกโลกหลงครอบงำ หลงจัดจ้าน โดยการอากูลกรรมที่สั่งสมความจัดจ้าน เช่น ดิ่งไปทางสวยก็จะอากูลกรรมไปทางสวย เน้นสวยจัดไปหมด หลงความเพราะ หลงความหอม หลงรสทางลิ้น หลงสัมผัสเสียดสี กระแทกกระทบกระเทือน พวกนี้ชอบต่อสู้ ยิ่งเก่งในการทนได้อย่างพวกกังฟู มันเลยเถิด หลง ฝึกได้ก็เก่งเกินมนุษย์ พวกแรง ไม่เข้าใจความพอเหมาะในคน ไม่เข้าใจความเป็นกลาง ไม่มีมงคล ข้อ 32 ถึง 38 จะเป็นโลกุตระ เรียนรู้ฉฬายตนะ
ศิลปะไม่มี-ไม่เกิดในโลก ถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีธาตุรู้ ต้องมีความรู้-มีธาตุรู้ด้วยเป็นหลัก หากมีความรู้สามัญโลกีย์ ก็มีความรู้ดี-รู้ชั่ว รู้ควร-ไม่ควรตามภูมิโลกีย์ ไม่ใช่ความรู้ขั้นภูมิโลกุตระ และถ้ามงคลอันอุดมต้องเป็นความฉลาดชนิดที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอย่างซี่อสัตย์(ปัญญา)ในการปรุงแต่งให้แก่อายตนะ 6 ตามความเหมาะสมดังสาธยายมานั้นด้วย จะไม่เป็นความฉลาดแกมโกงหรือไม่ซื่อสัตย์ที่บาลีว่า เฉกหรือเฉโกเด็ดขาด ต้องแยกความฉลาดที่เป็นโลกีย์ คือเฉกา กับความฉลาดที่เป็นโลกุตระ ให้ชัดเจน ความฉลาดที่ไม่ซื่อสัตย์-ไม่สุจริต ถึงจะฉลาดให้เก่งยอดอย่างไรก็ไม่เรียกศิลปะโลกุตระ เพราะความฉลาดนั้นทุจริต โกง หรือรู้ผิด เพราะมันจะประกอบไปด้วยกิเลสมาบงการอยู่แท้ๆ ยิ่งไม่เกี่ยวกับฉฬายตนะเลย ก็ไม่ได้ศึกษากิเลสเลย นั่นแหละคือเฉก-เฉโกหรือเฉกาชัดๆ เฉกา ไม่เกี่ยวกับ ฉฬายตนะ แต่ก็หมายถึงความเฉลียวฉลาดในความหมายของภาษา ซึ่งเป็นภาษาบาลี ที่มีความหมายว่าความเฉลียวฉลาดโลกีย์ ทว่าไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดที่กร่อนมาจากฉฬายตนะ จึงเป็นความเฉลียวฉลาดที่ประกอบด้วยกิเลส อย่างหนักหน้า นั่นคือ ยิ่งเฉลียวฉลาด ก็ยิ่งรู้ทันได้ยาก ยิ่งโกง ยิ่งทุจริตมาก เห็นได้ชัดเจน ใช่มั้ย บาลีนั้นแบ่งภาษาที่ใช้กับความเฉลียวฉลาดเป็น 2 คำไว้อย่างชัดเจน คือคำว่า เฉกา กับ ปัญญา เฉกานั้นเป็นความเฉลียวฉลาดแกมโกงเพราะมีกิเลสร่วมด้วยเสมอ จึงเป็นความฉลาดไม่สุจริต ส่วนปัญญานั้นเกิดจากการปฏิบัติธรรมที่สัมมาทิฏฐิจึงจะเกิดปัญญา(เกิดความเฉลียวฉลาดโลกุตระ) ซึ่งปัญญาจะเกิดได้ ต้องเกิดจากการปฏิบัติพุทธธรรมตามองค์ 6 ได้แก่ ปัญญา-ปัญญินทรีย์-ปัญญาผล-ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์-สัมมาทิฏฐิ-มัคคังคัง (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258) ความเฉลียวฉลาดโลกุตระจึงเป็นอื่นไปไม่ได้ต้องเกิดจากฉฬายตนะหรืออายตนะ 6 ต้องปฏิบัติตามหลักปฏิจจสมุปบาท ในวิภังคสูตร (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 4-18 เฉพาะอายตนะ 6 อยู่ที่ข้อ 13) และต้องสุจริต รู้ถูกแท้-ตรงแท้-ซื่อสัตย์แท้ ตามฐานานุฐานะแห่งความเป็นอาริยะนั้นๆ ปัญญาจึงหมายถึงความเฉลียวฉลาดที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมตามพระพุทธเจ้า ตั้งแต่เริ่มเฉลียวฉลาดโลกุตระที่สัมมาทิฏฐิเป็นต้นไป แล้วสั่งสมขึ้นเป็นปัญญา-ปัญญินทรีย์-ปัญญาผล เมื่อปฏิบัติมรรค 7 องค์และมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์กำจัดกิเลสได้ไปตามลำดับ ก็มีญาณทัสสนะ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงไปตามตลอดสาย ที่สุดรู้แจ้ง รู้จบ เป็นวิมุติญาณทัสสนะ และขอย้ำอย่างสำคัญอีกคือ การรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงนี้ต้องเป็นสภาวะที่มีอยู่-เป็นอยู่(วิหรติ)ในปัจจุบัน ฉฬายนตะ มาจากคำว่า ฉ หรือ ฉฬ(ฉล)ที่แปลว่า 6 กับคำว่า อายตนะ ที่แปลว่า ภาวะที่เกิดขึ้นมาทำงานเชื่อมให้แก่รูปกับนามเท่านั้น มันไม่เกิดกับอะไรอื่น และเมื่อเกิดขึ้นให้แก่รูปกับนามหรือให้แก่กาย เสร็จแล้ว-หมดหน้าที่ลง มันก็หายตัวไป อายตนะไม่ตั้งอยู่ในที่ไหน อายตนะไม่เหลืออยู่เป็นภาวะอีกเลยหลังจากหมดหน้าที่ทำงานเชื่อมให้แก่รูปกับนามเสร็จแล้ว(พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 158) ผู้มีความรู้ที่ฉลาด(ฉฬายตนะ)ที่เป็นปัญญาจึงต้องมีธรรมะ 2 เสมอ ธรรมะ 2 นี้คือกาย คือองค์รวมที่มีรูป(สิ่งที่ถูกรู้=object) กับนาม(ธาตุรู้ของคน=subject) เป็นธรรมะตั้งแต่ 2 ขึ้นไป ที่มีการกระทบกัน(สัมผัส)เข้า และต้องเป็นธาตุรู้ขั้นจิตนิยามด้วยจึงจะเรียนรู้ความรู้ที่เป็นขั้นศิลปะได้ จึงจะเกิดการเปรียบเทียบกันขึ้น ด้วยการรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ดีหรือชั่ว ลึกหรือตื้น สูงหรือต่ำ ดำหรือขาว สวยหรือขี้เหร่ มีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า ปรุงแต่งกันหรือไม่ปรุงแต่งกัน ฯลฯ เป็นต้น ศิลปะขั้นโลกียะ สามารถกำหนดกันตามสมมุติว่า นี้สวย-นี้ขี้เหร่ นี้ดี-นี้ไม่ดี นี้ชั้นสูง-นั้นชั้นต่ำ เป็นต้น แล้วต่างคนต่างยึด โลกียะกำหนดกันอย่างนี้ แล้วยึด แล้วก็เบื่อ แล้วก็วาง หรือเปลี่ยนไปได้อยู่ ไม่จบสิ้นถาวรยั่งยืน จึงชื่อว่าอนิจจัง แม้จะเป็นขั้นสูงหรือขั้นรู้จัก จิต-เจตสิก-รูป ได้ก็ตาม ก็เป็นปรมัตถ์ที่ไม่จบสิ้นเด็ดขาด จะเวียนกลับขึ้นมาอีกจนได้ แม้จะนานแสนนานเท่าใดๆก็ไม่มีจบนิรันดร ส่วนปรมัตถ์ขั้นหลุดพ้นจากความเป็นโลก(ความหมุนวน)ที่เป็นโลกียะนั้น คือ ผู้เห็นความแตกต่างของโลกียะกับโลกุตระ และมีปัญญารู้ จบลงสนิทเด็ดขาดขั้นเที่ยงแท้(นิจจัง) ยั่งยืน(ธุวัง) ตลอดกาล(สัสสตะ) ไม่เปลี่ยนแปลงอีก(อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรมาหักล้างได้(อสังหิรัง) ไม่กลับกำเริบ(อสังกุปปัง) เป็นการจบที่นิรันดรเด็ดขาด เป็นโลกใหม่ซึ่งเป็นโลกุตรภูมิ ที่หลุดพ้นไปจาก สุข-ทุกข์ เลิก เกิด-ดับ กันเด็ดขาด ได้ชนิดที่มีนิโรธอยู่อย่างเห็นๆรู้ๆแจ้งๆ หรือมีนิโรธที่ประกอบไปด้วยปัญญาขั้นญาณทัสสนะวิเศษขั้นอุภโตภาค หมายความว่า เห็นๆรู้ๆแจ้งๆ(สัจฉิ)ในความแตกต่างกันของนิโรธที่เป็นโลกียะ-นิโรธที่เป็นโลกุตระ เพราะผู้นี้บรรลุนิโรธที่เป็นนิโรธโลกุตระในตนได้จริง โลกียภูมิก็สามารถทำให้ไม่สุข-ไม่ทุกข์(อทุขมสุข) หรือไม่เกิด-ไม่ดับ(นิโรธ)ชั่วครั้งได้ ครั้งที่มีระยะยาวนาน จะยาวนานขนาดไหนก็ไม่ยาวนานนิรันดรจริง ศิลปะจะสามารถเห็นความแตกต่างกัน(ลิงคะหรือเพศ)ของสิ่งต่างๆ เช่น จึงจะชื่อว่าศิลปะ โดยเฉพาะเห็นความแตกต่างกันของศิลปะที่เป็นโลกียะกับโลกุตระ เช่น เห็นเวทนา..เคหสิตะ-เนกขัมมสิตะ การเห็นอาการในจิตที่เรียกว่า เคหสิตเวทนา กับอาการในจิตที่เรียกว่า เนกขัมมสิตเวทนานี้แหละคือ หทัยรูป หทัยรูปคือ ที่สำหรับคิดหรือที่สำหรับรู้สึก ในภาษาไทยเรียกว่าใจ ภาษาบาลีว่าจิต 89 หรือเจตสิก 52 เป็นต้น ซึ่งเป็นอาการคิดหรืออาการรู้สึก ที่เราสามารถสัมผัสจับอาการนั้นได้ด้วยปัญญาหรือด้วยญาณของเราในตัวเรา เห็น(ปัสสติ)อาการนั้นอยู่ตรงไหน ก็ตรงนั้นแหละคือ หัวใจ ที่เรียกด้วยภาษาว่า หทัย หทัยรูปจึงสามารถรู้(ชานาติ) หรือเห็น(ปัสสติ) ด้วยญาณ-ด้วยปัญญา-ด้วยสัญญา-ด้วยวิชชา หทัยรูปจะไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา(จักษุ)ภายนอกเด็ดขาด แม้จะเรียกว่าหทัยวัตถุ ก็จะไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา(จักษุ)ภายนอกเด็ดขาด ต้องเห็นด้วยญาณ-ด้วยปัญญา-ด้วยสัญญา หรือด้วยวิชชาเท่านั้น หรือแม้ภาษาว่าหทัยมังสะ ก็ไม่ได้หมายความว่า ใจหรือจิตนั้นจะเห็นร่างที่มีเนื้อหนังที่เป็นธาตุดิน,น้ำ,ไฟ,ลม หรือมีสรีระให้เราสัมผัสได้ มันมีแค่อาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศเท่านั้นที่จะกำหนดรู้เอาเองตามอาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ มันไม่มีรูปร่างหรือไม่มีเนื้อหนังที่ประกอบกันขึ้นจากธาตุดิน,น้ำ,ไฟ,ลมมีรูป มีร่าง มีเส้น มีสาย มีสี มีแสง ให้เห็นด้วยสภาพมีร่างหรือมีสรีระอะไรเลย แต่มังสะในที่นี้ มันหมายถึงเนื้อหา-เนื้อแก่น-เนื้อสาระของภาวะนั้นๆ อันเป็นนามธรรมเท่านั้น หทัยเป็นนามธรรม มันเป็นอรูปธรรม จริงๆ ดังนั้น ผู้จะรู้หรือจะใช้สำนวนว่าเห็น(ปัสสติ)ได้ จึงเห็นได้หรือรู้ได้ด้วยอาการ ไม่ใช่เห็นเส้นแสงสีสันรูปร่างใดๆ โดยการพยายามกำหนดหมาย เข้าไปที่สภาวะที่สัมผัสนั้นซึ่งเป็นนามธรรมให้รู้ชัดๆ(นิมิต)ด้วยประสิทธิภาพของนามธรรมของตนเองนั่นเองที่เรียกว่าสัญญาผู้ทำหน้าที่กำหนดหมายรู้ได้ยิ่งขึ้นๆ ถ้าสัญญานี้สามารถมากขึ้นเจริญขึ้นๆก็เรียกตัวรู้ตัวนี้ว่าปัญญา ปัญญาที่เจริญขึ้นๆก็เป็นปัญญินทรีย์ แล้วปัญญินทรีย์ที่เจริญขึ้นๆๆๆๆๆจนถึงที่สุดก็เป็นปัญญาพละ ก็เป็นผลสูงสุด หทัยมังสะจึงไม่ใช่จะพาซื่อว่า หมายถึงเนื้อที่เป็นชิ้นเป็นส่วนของธาตุดินน้ำไฟลมที่รวมตัวกันเป็นก้อนเนื้อ-แท่งเนื้อ แล้วเข้าใจผิดว่า หทัยมังสะคือก้อนเนื้อที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตเลี้ยงร่างกาย ซึ่งไม่ใช่เลย เพราะหทัยมังสะคือนามธรรม หทัยมังสะนี้เป็นนามธรรม ก็ต้องหมายถึงธาตุรู้ แล้วมันจะไปเป็นก้อนเนื้อที่ทำหนัาที่สูบฉีดเลือดเลี้ยงร่างกายยังไงกัน? หทัยรูปนั้น คือ ภาวรูปที่ปรากฏขึ้นเมื่อปสาทรูปกับโคจรรูปทำงานปฏิฆสัมสัมผัสกันเข้าเป็นผัสสะ 3 เกิดวิญญาณ(พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 161-167) และข้อ 230 วิญญาณจึงเรียกว่ากาย ซึ่งเป็นนามกายบ้าง รูปกายบ้าง(หรือเล่ม 10 ข้อ 60) ถ้าบอกว่าหทัยมังสะคือ สมอง ก็ยังพอจะฟังได้บ้าง เพราะสมองเป็นวัตถุปกรณ์ให้นามธรรมคือจิตวิญญาณนี้แหละอาศัยทำงาน ไม่ใช่ก้อนเนื้อหัวใจ เพราะก้อนเนื้อสูบฉีดโลหิตนั้นเป็นวัตถุปกรณ์ ที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตเลี้ยงร่างกาย มันเป็นส่วนของรูปธรรมต่างหาก โลหิตเป็นงานหน้าที่ของหัวใจ จับสภาวะของปรมัตถสัจจะให้ถูกต้อง ให้แม่นๆคมๆ ชัดๆเถิด อย่าสับสนเป็นอันขาด หรือคำว่า “วิมังสา”ก็เป็นเรื่องของ “ธาตุรู้”เป็นเรื่องของ “นามธรรม” “วิมังสา”ไม่ใช่เรื่องของวัตถุหรือไม่ใช่ “รูปธรรม” วิมังสาก็ไม่ได้หมายถึง “ก้อนเนื้อ” แต่เป็น “ธาตุรู้”ที่ทำหน้าที่คั้นเอา “เนื้อๆ”ของสาระนั้นๆที่แปลกันว่า การไตร่ตรอง,การตรวจสอบ,การพิจารณานั้นแหละ คือ งานที่ไตร่ตรองตรวจสอบเอาแก่นเนื้อแท้ อธิบายคำว่า “วิมังสา”มาแล้ว ขออธิบายคำว่า “วิมาน” กับคำว่า “อัตตวาทุปาทาน” เติมอีกหน่อยเพื่อจะได้เสริมมุมแง่ของสภาวธรรม ของบัญญัติภาษาที่แพร่หลายรู้ๆกันอยู่ทั่วไปนี้ให้แม่นๆ ตรงๆ ชัดๆ “วิมังสา”หมายถึง เนื้อหาสาระอย่างยิ่ง ส่วน “วิมาน”นั้นหมายถึง ชาติหรือภพที่จะสร้างลมๆแล้งๆขึ้นมา จินตนาการที่ปั้นขึ้นมาอยู่ในอนาคตเพ้อๆฝันๆ นักค้า “บุญ”ขาย “บุญ”ทั้งหลาย สร้าง “วิมาน”นี้เอง หลอกล่อคนทั้งหลายกันอยู่เต็มสังคม โดยพูดกันจริงโม้กันจังว่า “บุญ”คือ “วิมาน”หวานๆที่คน “อยากได้” ไม่ว่าจะเป็นลาภ,ยศ,สรรเสริญโลกียสุข(สุขเท็จ) หรือเป็น“ตัวตน”(อัตตา)ที่เป็นภพเป็นชาติอยู่ในอนาคต ส่วนคำว่า “อัตตวาทุปาทาน”นั้น หมายถึง“อัตตา”(ตัวตน)ของคนผู้ยึดถือนั้น มีแค่เพียง “คำพูด” เท่านั้น มีแค่ “อัตตา”(อาตมัน)กันอยู่แต่ใน”วิมาน”ในฝันเท่านั้น เจ้าตัว “ไม่ได้สัมผัสสภาวธรรมที่จริง”เลย ผู้ที่ไม่เรียนรู้ความเป็น “อัตตา” ไม่สัมมาทิฏฐิในความเป็น “รูปกับนาม”หรือความเป็น “กาย” ก็ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง หรือจะไม่สามารถได้ “สัมผัส”สภาวะจริงของ “นามธรรม”ต่างๆที่อธิบายมาต่างๆนี้กันได้แน่แท้เลย พระเจ้าจริงๆองค์เล็กๆเรียกว่าพระโสดาบัน เพราะไม่ “ฉลาด”ที่เป็น “ปัญญา” “ฉลาด”แต่ที่เป็น “เฉกา”หรือ “เฉโก”
590408_ทวช.ปลุกเสกฯ#๔๐ บ้านราชฯ เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน๔