07 บทที่ 2.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์895 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมกับภาวะสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อ้าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผู้วิจัยได้ทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ในงานวิจัยดังนี 1. ภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน 2. องค์ความรู้แพทย์วิถีธรรม 3. ภาวะสุขภาพ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5. กรอบแนวคิด ภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาประชากรโลกอายุ 15 ปีขึ นไป มีน ้าหนักเกินมาตรฐานประมาณ 1,600 ล้านคน ในจ้านวนนั นมีผู้ใหญ่อ้วนมากถึง 400 ล้านคน ซึ่งปัญหานี มีผลเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตแบบสังคมเมืองสมัยใหม่ ท้าให้พฤติกรรมสุขภาพเปลี่ยนไปด้วย ส่งผลให้ประชากรโลกมีแนวโน้มของภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มขึ นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ปีพ.ศ. 2558 พบว่าทั่วโลกมีผู้ใหญ่น ้าหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานสูงถึงประมาณ 2,300 ล้านคน และมีคนอ้วนประมาณ 700 ล้านคน ส่วนประเทศไทยจากการศึกษาพบว่า ประชากรไทยก้าลังประสบกับปัญหาภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วนเช่นเดียวกัน เมื่อเทียบกับ 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนแล้ว ชายไทย มีความชุกของโรคอ้วนสูงเป็นอันดับที่ 4 ขณะที่หญิงไทยอยู่ในอันดับที่ 2 รองจากหญิงมาเลเซียเท่านั น (สายสมร พลดงนอก. 2558 : 1) และจากผลการส้ารวจสุขภาพประชาชนไทยครั งที่ 5 พบความชุกของภาวะอ้วนที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 25.00 ในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ นไป ร้อยละ 37.5 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลการส้ารวจ ครั งที่ 4 ในปี พ.ศ. 2552 ความชุกของภาวะอ้วนมีแนวโน้มสูงขึ นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในผู้หญิงความชุกเพิ่มจากร้อยละ 40.7 เป็นร้อยละ 41.8 ส่วนในผู้ชายเพิ่มจากร้อยละ 28.4 เป็นร้อยละ 32.9 (วิ

อ่านต่อ

ชัย เอกพลากร. 2557 : 5) การส้ารวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายทั่วประเทศ ในปี พ.ศ. 2552 พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ นไปมากกว่า 1 ใน 3 มีภาวะน ้าหนักเกินและอ้วน (ดัชนีมวลกายหรือ BMI ตั งแต่ 25.00 ขึ นไป) ซึ่งเพิ่มขึ นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับผลการส้ารวจรอบแรก ในปีพ.ศ. 2534 (โครงการสุขภาพคนไทย. 2557 : 8) ข้อมูลต่าง ๆ ชี ให้เห็นชัดเจนว่า คนไทยไม่ว่าชายหรือหญิง เด็ก วัยท้างาน หรือสูงอายุ ฐานะร่้ารวย ปานกลางหรือยากจน อาศัยในเขตชนบทหรือในเขตเมืองก้าลัง “อ้วน” มากขึ นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลของส้านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่แสดงถึงแนวโน้มของผู้ที่มีภาวะอ้วนในคนไทยตั งแต่ปี พ.ศ. 2534-2551 พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเพศหญิงที่มี BMI ≥25.00 นอกจากนั นกระทรวงสาธารณสุขก็ได้มีการประเมินว่าคนไทยมีภาวะอ้วนอยู่ประมาณ 10 ล้านคน (ในจ้านวนนั นเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย) หมายความว่า 8 ผู้ชายไทย 3 คนเดินมาจะพบผู้ที่มีภาวะอ้วน 1 คน แต่หากผู้หญิงไทย 3 คนเดินมาจะพบผู้ที่มีภาวะอ้วน 2 คน (วีระชัย สิทธิปิยะสกุล และคนอื่น ๆ. 2553 : 8) 1. ความหมายของภาวะน ้าหนักเกินมาตรฐานและโรคอ้วน (Overweight and Obesity) ภาวะน ้าหนักเกินมาตรฐาน (Overweight) หมายถึง ภาวะที่เกิดจากการร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารเกินความต้องการของร่างกาย และเก็บสะสมไว้จนเกิดอาการปรากฏ เช่น ได้รับสารอาหารที่ให้พลังงานมากเกินไป จนมีการสะสมพลังงานไว้ในร่างกายในรูปของไขมันเพิ่มขึ น ท้าให้เกิดโรคอ้วน (Obesity) ตามมาซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบในภายหลังได้ ส้าหรับผู้ใหญ่ (อายุ 18 ปีขึ นไป) นิยมใช้เกณฑ์น ้าหนักต่อส่วนสูงมาคิดเป็นค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) ซึ่งค่าดัชนีมวลกายปกติของประชากรเอเชียควรอยู่ระหว่าง 18.50-22.99 ถ้าดัชนีมวลกายอยู่ช่วง 23.00-24.99 จะหมายถึงน ้าหนักเกินมาตรฐาน และหากดัชนีมวลกายเกิน 25.00 ขึ นไปจะหมายถึงอ้วน ส้าหรับประชากรในทวีปยุโรปและอเมริกา ค่าปกติของดัชนีมวลกายจะอยู่ที่ 18.50-24.99 และดัชนีมวลกายระหว่าง 25.00-29.99 หมายถึง น ้าหนักเกิน แต่ถ้าดัชนีมวลกาย 30.00 ขึ นไปจึงจะ ถือว่าอ้วน (ปุลวิชช์ ทองแดง และจันทร์จิรา สีสว่าง. 2555 : 288) ปัจจัยเสี่ยงส้าคัญที่พบในปัจจุบันของผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน คือ โรคไม่ติดต่อเรื อรัง โดยผู้ที่มีน ้าหนักเกินจากน ้าหนักมาตรฐานมากหรือคนอ้วน จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ มากกว่าคนปกติ เช่น ผู้ที่มี BMI มากกว่า 27.00 จะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึง 3 เท่าของผู้ที่ BMI ปกติ และผู้ที่มี BMI มากกว่า 32.00 จะมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าผู้ที่ ไม่อ้วน 4 เท่า เป็นต้น (วีรศักดิ์ เมืองไพศาล. 2557 : 2) ปัจจุบันนี สถานการณ์โรคอ้วนของประชากรโลกทวีความรุนแรงสูงขึ นอย่างมาก เห็นได้จากการสูญเสียปีสุขภาวะและจ้านวนการเสียชีวิตทั่วโลก จากการมีดัชนีมวลกายสูงที่เพิ่มขึ นเกือบเท่าตัวในช่วงเวลา 20 ปี (พ.ศ. 2533-2553) โดยการสูญเสียปีสุขภาวะ หรือ Disability-Adjusted Life Years (DALYs) นี เป็นวิธีการหนึ่งในการวัดสถานะสุขภาพของประชาชน ซึ่งรวมความสูญเสียที่เกิดจากการตายก่อนวัยอันควร และความสูญเสียจากการเจ็บป่วยหรือพิการ การสูญเสียปีสุขภาวะจากโรคอ้วน ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะต้องใช้ทรัพยากรจ้านวนมาก เพื่อดูแลรักษาผู้ที่ป่วยจากโรคอ้วน และยังต้องสูญเสียก้าลังแรงงานจากความเจ็บป่วยหรือการตายก่อนวัยอันควรอีกด้วย ในประเทศไทยเริ่มเห็นแนวโน้มนี อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2552 พบว่าต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากโรคอ้วนทั งสิ นอยู่ที่ 12,142 ล้านบาท โดยต้นทุนนี สามารถแยกได้เป็นต้นทุนทางตรงและทางอ้อม ต้นทุนทางตรง ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ความเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคอ้วน คิดเป็นเงิน 5,584 ล้านบาท ส่วนต้นทุนทางอ้อมมูลค่าถึง 6,558 ล้านบาทนั นมาจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ประกอบกับการขาดงาน เนื่องจากเกิดความเจ็บป่วยจากโรคอ้วน ท้าให้ประเทศขาดก้าลังแรงงาน (โครงการสุขภาพคนไทย. 2557 : 17) นอกจากนั นพฤติกรรมการนิยมบริโภคอาหารนอกบ้าน อาหารตามสั่ง ขนมกรุบกรอบ เครื่องดื่มอัดลมและเครื่องดื่มรสหวานต่าง ๆ มีผลท้าให้เสียสุขภาพแล้ว ยังมีผลต่อค่าใช้จ่ายด้านอาหารของครัวเรือนไทยด้วย โดยในช่วง 10 ปี (2545-2555) ที่ผ่านมา พบว่า ค่าใช้จ่ายส้าหรับอาหารส้าเร็จรูปที่ซื อมากินที่บ้านมีสัดส่วนเพิ่มขึ น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายส้าหรับข้าว แป้ง และผักที่ใช้ส้าหรับการปรุงอาหารด้วยตนเองในครัวเรือน มีสัดส่วนลดลง (โครงการสุขภาพ คนไทย. 2557 : 20) 9 2. การวินิจฉัยภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน สภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ มากเกินความต้องการ หรือมีน ้าหนักตัวมากกว่าปกติจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างการรับพลังงานเข้าไปในร่างกายและการใช้พลังงาน ตัวชี วัดสภาวะของร่างกายว่าอ้วนเกินไปหรือไม่ ดูได้จาก 2.1 น ้าหนัก น ้าหนักมาตรฐาน มีวิธีการค้านวณ 2 แบบ รูท (Root . 2559) คือ 2.1.1 การค้านวณน ้าหนักมาตรฐาน แบบที่ 1 ชาย (ความสูง (เซนติเมตร)-100) = น ้าหนักมาตรฐาน หญิง (ความสูง (เซนติเมตร)-110) = น ้าหนักมาตรฐาน 2.1.2 การค้านวณน ้าหนักมาตรฐาน แบบที่ 2 น ้าหนักมาตรฐานของผู้ชาย = (ความสูง (เซนติเมตร)-100) น ้าหนักมาตรฐานของผู้หญิง = (ความสูง (เซนติเมตร)-100) x 0.9 2.2 ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) ดัชนีมวลกายเป็นค่าดัชนีความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสูง และน ้าหนักตัว โดยค้านวณจากน ้าหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยความสูง (เมตรยกก้าลังสอง) ดัชนีมวลกาย (BMI) = น ้าหนัก (กิโลกรัม)ส่วนสูง (เมตร)2 ตารางที่ 1 เกณฑ์การแบ่งค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ขององค์การอนามัยโลกที่จุดตัดของประชากรเอเชีย สภาวะร่างกาย ดัชนีมวลกาย (กก./ม2) โรคผอม ระดับ 3 <16.00 ระดับ 2 16.10-16.99 ระดับ 1 17.10-18.49 ปกติ 18.50-22.99 น ้าหนักเกิน 23.00-24.99 โรคอ้วน ระดับ 1a 25.00-29.99 ระดับ 1b 30.00-34.99 ระดับ 2 35.00-39.99 ระดับ 3 ≥40.00 10 ตัวอย่างการค้านวณค่าดัชนีมวลกาย ถ้าคนไทยคนหนึ่งมีน ้าหนักตัว 65 กิโลกรัม ความสูง 158 เซนติเมตร หรือเท่ากับ 1.58 เมตร แทนค่าในสูตร ดัชนีมวลกาย (BMI) = 65(1.58×1.58) = 652.4964 = 26.03749 ดังนั น คนไทยคนนี มีค่าดัชนีมวลกายเท่ากับ 26.04 หมายความว่า อ้วนระดับ 1a เกณฑ์ในการแบ่งค่าระดับดัชนีมวลกายของผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินและอ้วน ยังมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยองค์การอนามัยโลกได้มีการแบ่งไว้เพื่อใช้เป็นแบบคัดกรองภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วนของประชากร โดยมีจุดตัดค่าดัชนีมวลกายของประชากรยุโรปและอเมริกา คือ ค่าดัชนีมวลกาย ≥ 25 แสดงว่า มีภาวะน ้าหนักเกิน และค่าดัชนีมวลกาย 30 หมายถึง อ้วน แต่ส้าหรับประชากรในเอเชียนั นมีข้อเสนอจุดตัดในการแบ่ง คือ ดัชนีมวลกาย 23 หมายถึง ภาวะน ้าหนักเกิน และดัชนีมวลกาย 25 แสดงว่า อ้วน (วิชัย เอกพลากร. 2552 : 105) ดังนั น จากตัวอย่างที่ค้านวณได้หากเป็นประชากรในประเทศทางเอเชีย ดัชนีมวลกาย 26.04 จัดได้ว่าเป็นผู้ที่เป็นโรคอ้วนระดับ 1a (แต่หากเป็นประชากรยุโรปหรืออเมริกา จะเป็นผู้ที่มีภาวะน ้าหนักเกินมาตรฐาน) ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขแนะน้าให้บุคคลเริ่มตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพระยะแรก เมื่อมีดัชนีมวลกายตั งแต่ 23.00 ขึ นไป (สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. 2553 : 1) 2.3 การวัดเส้นรอบเอว (Waist Circumference) ต้าแหน่งที่วัดเส้นรอบเอว คือ จุดกึ่งกลางระหว่างขอบล่างของกระดูกซี่โครง และขอบบนของกระดูกเชิงกราน ให้วัดในท่ายืนตรง ขณะหายใจออก ควรวัดในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร โดยพันสายวัดแนบกับล้าตัว ไม่รัดแน่นจนเกินไป และสายวัดขนานกับพื น (สถาบันวิจัย และประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. 2553 : 3) โดยมีเกณฑ์ในการวัดรอบเอว คือ ชาย ≥90 เซนติเมตรและหญิง ≥80 เซนติเมตร ถือว่ามีรอบเอวเกินปกติ ในปัจจุบันพบว่า การวัดรอบเอว (Waist Circumference หรือ WC) อย่างเดียวก็เพียงพอ เพราะการวัดเส้นรอบเอวต่อสะโพก หรือ Waist Hip Ration (WHR) ไม่ได้ให้ประโยชน์เหนือกว่าวัดเส้นรอบเอวอย่างเดียวมากนัก (ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล. 2552 : 1) 2.4 การวัดด้วยวิธีอื่น ๆ การวัดว่าอ้วนไปหรือไม่สามารถวัดด้วยวิธีต่าง ๆ ซึ่งอาจจะท้าได้ด้วยวิธีการที่ง่ายและท้าได้ด้วยตนเอง ดังนี 2.4.1 ยืนขึ นในท่าตรงแล้วเหลือบตามองลงหัวแม่เท้าตนเอง ถ้ามองเห็นแต่พุงหรือหน้าท้องที่ยื่นออกมา และไม่สามารถเห็นหัวแม่เท้าของตนเองได้แสดงว่าเป็นคนอ้วน 11 2.4.2 นอนหงายราบลงกับพื น แล้วใช้ไม้บรรทัดวางบนหน้าท้อง ถ้าไม้บรรทัดลอยอยู่บนหน้าท้อง ไม่แตะกับส่วนอก แสดงว่าเป็นคนอ้วน 2.4.3 โดยการยืนส่องกระจกเพื่อส้ารวจไขมันบริเวณหน้าท้อง และส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ถ้ามีไขมันเกาะอยู่มากกว่าปกติก็แสดงว่าเป็นคนอ้วน ในสมัยก่อนแพทย์จะรักษาโรคอ้วนก็ต่อเมื่อโรคอ้วนนั นก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคข้อเสื่อม เป็นต้น แต่ปัจจุบันแพทย์จะให้ความสนใจตั งแต่เริ่มแรก นั่นคือ เมื่อน ้าหนักเริ่มเพิ่มขึ นมากกว่าปกติ โดยไม่รอจนกระทั่งเกิดโรคแทรกซ้อน (คณาจารย์ส้านักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2557 : 144) แต่ทั งนี ทั งนั น วิธีตรวจสอบที่ง่ายที่สุดส้าหรับทุกคนก่อนที่ความอ้วนจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ คือ การวัดรอบเอวตนเองอยู่เป็นประจ้า เพื่อควบคุมภาวะสุขภาพให้อยู่ในเกณฑ์ปกตินั่นเอง (วีระชัย สิทธิปิยะสกุล และคนอื่น ๆ. 2553 : 7) 3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ภาวะน ้าหนักเกินจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพอันดับสอง ในประชากรหญิงไทย และอันดับหกในประชากรชายไทย โดยก่อภาระโรคคิดเป็นประมาณร้อยละ 6 และร้อยละ 2 ของภาระโรคทั งหมดตามล้าดับ ซึ่งสาเหตุส้าคัญของการเกิดโรคคือ การมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ ไม่เหมาะสมตามวัย เช่น เด็กทารกไม่ได้กินนมมารดาอย่างเดียว 6 เดือน และเด็กปฐมวัยจนถึงผู้ใหญ่กินผักผลไม้น้อย กินอาหารรสหวาน มัน เค็มมากขึ น และการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ(คณะกรรมการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ. 2554 : 12) อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มี ผลต่อภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี 3.1 ปัจจัยด้านปัจเจกบุคคล ประกอบด้วย พันธุกรรม เพศ อายุ ความผิดปกติของการท้างานของต่อมไร้ท่อ และยาบางชนิด เป็นต้น โดยปัจจัยในกลุ่มนี เป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก 3.1.1 พันธุกรรม เด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่บิดาและมารดาอ้วนทั งสองคน ลูกจะมีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ 80 แต่ถ้าหากบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกจะมีโอกาสอ้วนร้อยละ 40 (ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา และคนอื่น ๆ. 2554 : 77) 3.1.2 เพศ เพศหญิงจะมีโอกาสอ้วนมากกว่าเพศชาย โดยภาวะน ้าหนักเกิน และโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพระดับต้น ๆ ของผู้หญิง ซึ่งจะสังเกตได้จากการส้ารวจสุขภาพประชาชนไทยครั งที่ 4 พ.ศ. 2551-2552 พบความชุกของกลุ่มอาการอ้วนลงพุงร้อยละ 41.8 ใน เพศหญิง และร้อยละ 32.9 ในเพศชาย แต่อย่างไรก็ตามจากข้อมูลการส้ารวจสุขภาพประชาชนไทยเอง พบว่า สัดส่วนของการเพิ่มขึ นของภาวะอ้วนกับระดับการศึกษามีความแตกต่างกันระหว่างเพศ โดยในเพศชาย ความชุกเพิ่มขึ นตามระดับการศึกษาที่เพิ่มขึ น ในขณะที่ในเพศหญิงนั นความชุกของภาวะอ้วนมีแนวโน้มลดลงเมื่อระดับการศึกษาเพิ่มขึ น (วิชัย เอกพลากร. 2557 : 137) 3.1.3 อายุ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ นจะมีโอกาสอ้วนมากขึ น ทั งในเพศหญิงและ เพศชาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง รวมทั งมีการเผาผลาญพลังงานหรือใช้แคลอรี่ของร่างกายน้อยลง โดยเฉพาะในเพศหญิงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ น จะมีการเพิ่มของน ้าหนักตัวมากกว่าเพศชาย นอกจากนั นจากการศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการบริโภคอาหารกับปัญหาสุขภาพของสตรีมุสลิมที่มีอายุระหว่าง 35-70 ปี จ้านวน 200 คน พบข้อมูลว่า เมื่อชาวมุสลิมมีอายุเพิ่มมากขึ น จะมีภาวะความเจ็บป่วยด้วยโรคเรื อรังสูงมากขึ น โดยร้อยละ 65 มีภาวะความดันโลหิตสูง 12 ร้อยละ 57.15 เป็นโรคเบาหวาน ร้อยละ 47.5 มีภาวะอ้วน และร้อยละ 35 มีภาวะอ้วนในขีดอันตราย (รุสมีนา นิมะ. 2557 : 2) 3.1.4 ความผิดปกติของการท้างานของต่อมไร้ท่อ เมื่อต่อมไร้ท่อมีการท้างานผิดปกติ มีผลท้าให้การผลิตฮอร์โมนบางชนิดเกิดความผิดปกติขึ น เช่น ท้าให้เกิดโรค Cushing’s Syndrome โดยสาเหตุของโรคนี จะเกิดจากความผิดปกติของสเตียรอยด์ฮอร์โมนในร่างกาย จนเป็นเหตุท้าให้อ้วนบริเวณใบหน้า ล้าตัว ต้นคอด้านหลัง แต่แขนขาจะเล็กและไม่มีเรี่ยวแรง การรักษาจะต้องรักษาที่ต้นเหตุ คือ รักษาฮอร์โมนที่ผิดปกติ จึงจะสามารถรักษาโรคอ้วนชนิดนี ได้ 3.1.5 ปัญหาสุขภาพ โรคบางโรคท้าให้เป็นโรคอ้วนได้ง่าย เช่น โรคของต่อมไทรอยด์ (Hypothyroidism) หรือรังไข่ (Polycystic Ovarian Syndrome) 3.1.6 ยาบางชนิด ซึ่งมีผลต่อการเพิ่มของน ้าหนัก เช่น ยากันชัก ยาท้าให้ ไม่ซึมเศร้า เป็นต้น 3.2 ปัจจัยด้านพฤติกรรมสุขภาพ ภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วนที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ คือ ความไม่สมดุลระหว่างพลังงานที่ได้รับจากการบริโภคอาหารกับพลังงานที่ถูกใช้ไป เมื่อพลังงานที่รับเข้าไปมากกว่าพลังงานที่ถูกใช้ไป จะท้าให้เกิดเป็นไขมันสะสมในร่างกายได้ และสิ่งส้าคัญที่เป็นสาเหตุของความไม่สมดุลดังกล่าวคือ การที่บุคคลมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างชัดเจน ได้แก่ พฤติกรรม การบริโภคอาหาร พฤติกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายและการออกก้าลังกาย รวมถึงพฤติกรรมการพักผ่อนให้พอเหมาะพอดี 3.2.1 พฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชากรไทยในปัจจุบัน มีทิศทางแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ภายใต้กระแสสังคมบริโภคนิยม ความรีบร้อนในการใช้ชีวิต ท้าให้ไม่ค้านึงถึงคุณค่าของอาหาร ส่วนใหญ่จะเน้นบริโภคอาหารพลังงานสูง เช่น ไขมัน น ้าตาล น ้าอัดลม ขนมหวาน และขนมกรุบกรอบ แต่บริโภคผักและผลไม้น้อย จากการรายงานของกรมอนามัยพบว่า ประชากรไทยบริโภคผักผลไม้น้อยกว่าปริมาณที่ก้าหนด (500 กรัม/วัน) โดยเพศชายบริโภคเฉลี่ย 268 กรัม/วัน และเพศหญิงบริโภคเฉลี่ย 283 กรัม/วัน และมีการบริโภคน ้าตาลเพิ่มขึ นเกือบ 3 เท่า ซึ่งข้อมูลในปี พ.ศ. 2550 พบว่า ประชากรไทยบริโภคน ้าตาลสูงกว่าปริมาณสูงสุดที่ควรจะบริโภคถึง 4 เท่า (เฉลี่ยคนละ 29.6 กิโลกรัมต่อปี หรือวันละ 20 ช้อนชา) ขณะที่ค่ามาตรฐานก้าหนดให้บริโภคได้ ไม่เกินคนละ 10 กิโลกรัมต่อปี หรือวันละ 6-8 ช้อนชา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลก หมายความว่า หากท่านรับประทานอาหารได้ถูกต้องจะมีผลท้าให้เกิดสุขภาพที่ดีเป็นที่หนึ่ง แต่หากรับประทานอาหารไม่ถูกต้องก็มีผลให้เสียสุขภาพได้เป็นที่หนึ่ง เพราะอาหารเป็นปัจจัยที่ส้าคัญต่อชีวิต จะเห็นว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหาร ได้แก่ ปริมาณอาหารและประเภทของอาหารที่บริโภค ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมการเลือกอาหาร องค์ประกอบของอาหาร วิธีการประกอบอาหาร การเลือกแหล่งอาหารต่าง ๆ ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพทั งสิ น โดยส่วนใหญ่ประชากรไทยนิยมรับประทานอาหารปรุงเองที่บ้าน แต่ปัจจุบันประชากรที่อยู่ในเขตเทศบาลจะรับประทานนอกบ้านมากกว่าผู้ที่อยู่นอกเขตเทศบาล และมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มอายุ โดยช่วงอายุระหว่าง 15-29 ปีจะรับประทานอาหารตามสั่งมากที่สุด 13 รองลงมาคือ อาหารที่ซื อมาจากตลาดและอาหารจากรถเร่ ส่วนกลุ่มที่มีอายุ 30 ปีขึ นไปจะเลือกรับประทานอาหารที่ขายในตลาด และร้านอาหารตามสั่งในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และความนิยมบริโภคอาหารนอกบ้านจะเพิ่มมากขึ นในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ นอกจากนั นประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ นไป รับประทานอาหารนอกบ้านอย่างน้อยวันละ 1 มื อ โดยนิยมบริโภคอาหารตามสั่งและอาหารที่ซื อมาจากตลาด (วิชัย เอกพลากร. 2557 : 4) และความนิยมบริโภคอาหารปรุงส้าเร็จและอาหารจานด่วนแบบตะวันตก มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ นตามภาวะความเป็นเมือง โดยในเขตเมืองมากกว่าครึ่งหนึ่งนิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน ในขณะที่ในคนชนบทมีเพียงร้อยละ 20 ท้าให้ธุรกิจประเภทร้านอาหาร ซึ่งประกอบไปด้วยร้านอาหารรายย่อย (สัดส่วนการตลาดประมาณร้อยละ 70) ร้านบริการอาหารจานด่วนแบบตะวันตก (สัดส่วนการตลาดร้อยละ 20) และภัตตาคาร (สัดส่วนการตลาดร้อยละ 10) มีอัตราขยายตัวของมูลค่าการตลาดเพิ่มขึ นเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี ในขณะที่ร้านอาหารประเภทที่ได้รับการรับรองจากกรมอนามัย ให้เป็นร้านอาหารที่มีเมนูชูสุขภาพจ้าหน่าย มีเพียงร้อยละ 16.5 เท่านั น (คณะกรรมการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ. 2554 : 12-13) จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนไทยส่วนใหญ่เน้นไปที่อาหารที่ให้พลังงานสูง ท้าให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินกว่าที่จ้าเป็นจะต้องใช้ ในขณะที่การรับประทานผักและผลไม้ยังอยู่ในระดับน้อยหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย การรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงมากเกินไป ท้าให้ร่างกายเกิดความไม่สมดุล ระหว่างพลังงานที่ได้รับกับพลังงานที่ถูกใช้ไป จึงก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ สังเกตจากความชุกของปัจจัยเสี่ยงที่เกิดการบริโภคผักและผลไม้น้อย มีแนวโน้มเพิ่มขึ น ทั งนี ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก 1. เน้นอร่อยปากมากกว่าค้านึงถึงคุณประโยชน์ 2. นิยมบริโภคอาหารที่ประกอบด้วยแป้งและน ้าตาลเพิ่มขึ นและเกินเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกก้าหนด 3. เด็กไทยนิยมบริโภคกลุ่มขนม แป้งกรอบมากกว่ากลุ่มผลไม้ 4 เท่า 4. วัฒนธรรมบริโภคนิยมตามแนวตะวันตก ที่อุดมด้วยอาหารไขมัน เกลือ และแป้ง ทัศนคติวัยรุ่นไทยเรื่อง กิน ดื่ม ช้อป ส่งผลให้การบริโภคผัก ผลไม้น้อยลง 5. ขาดการเชื่อมโยงของกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพมายังผู้บริโภคอย่างครบวงจร (ชนิพรรณ บุตรยี่. 2557 : 1) ดังนั น ในสังคมปัจจุบันนี สามารถเกิดภาวะอ้วนได้ง่ายมาก เนื่องจากอาหารเป็นหนึ่งในโลกนั่นเอง บางท่านรับประทานอาหาร 3 มื อบางท่านรับประทานมากกว่า 3 มื อ ถ้าหากอาหารที่รับประทานแต่ละมื อเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รับประทานเพียงเพื่อสนองความต้องการของกิเลสหรือตามใจปาก หรือรับประทานตามกระแสโดยไม่ฟังเสียงความต้องการของร่างกาย อาหารนั นก็จะเกินความต้องการของร่างกายทันที และจะถูกสะสมในรูปไขมันซึ่งเป็นโทษอย่างมากต่อผู้บริโภค ก่อให้เกิดโรคเรื อรังตามมามากมาย แต่หากอาหารที่รับประทานนั นเป็นอาหารที่มีประโยชน์ ทานแค่พออิ่ม ไม่รับประทานอาหารมากเกินไป อาหารนั นก็จะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้แข็งแรง และอายุยืน จะเห็นว่าผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการมีภาวะอ้วนที่เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารมี 2 ประเภท คือ 14 1. เกิดจากทัศนคติในการกินที่ไม่ถูกต้อง ไม่รู้ว่าควรจะกินอย่างไร ยิ่งกินยิ่งอ้วน และส่งผลให้เกิดโรคเรื อรังต่าง ๆ มากมาย 2. เกิดจากการกินไม่หยุด กินเพื่อระบายความรู้สึกในใจ เช่น โรคบูลิเมีย หรือโรคอนอเร็กเซีย (สวี่ รุ่ยอวิ๋น. 2555 : 165) ซึ่งความอ้วนที่เกิดจากกินไม่ถูกต้องนั นจะลดน ้าหนักได้ยากมาก ถึงแม้ว่าในท้องตลาดมีการน้าเสนอวิธีลดน ้าหนักมากมาย แต่ผลที่ได้ส่วนใหญ่คือ ยิ่งลดยิ่งอ้วน เช่น การลดน ้าหนักด้วยการกินเนื อสัตว์ หรือการลดน ้าหนักด้วยการกินแอบเปิ้ล น ้าหนักส่วนที่ลดไปจริง ๆ คือ น ้าและกล้ามเนื อ ผลที่ตามมาก็คือ ท้าให้กลับมาอ้วนได้อีก และเป็นความอ้วนจากไขมัน ซึ่งท้าให้การลดน ้าหนักยากยิ่งขึ น นอกจากนั นยังมีพฤติกรรมการลดน ้าหนักที่ไม่ถูกต้อง เช่น เมื่อกินอาหารมากเกินไป แล้วใช้วิธีการล้วงคอให้อาเจียนหลังอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายต่อหลอดอาหาร ท้าให้เคลือบฟันถูกท้าลาย และเป็นผลเสียต่อสุขภาพ วิธีลดน ้าหนักที่ไม่ถูกต้องเช่นนี เมื่ออายุเข้าสู่วัยกลางคน จะท้าให้ยิ่งอ้วนง่าย และสุขภาพที่เสียไปก็จะฟื้นฟูได้ยาก การลดน ้าหนักที่ถูกต้องจึงควรเริ่มจากการปรับเปลี่ยนอาหารการกิน เป็นที่ทราบกันดีว่าเริ่มแรกที่คนอ้วนจะลดน ้าหนักนั นเป็นสิ่งที่ท้าได้ยากมาก แต่หากมีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ก็ไม่มีอะไรยากเกินไป ดังค้ากล่าวของใจเพชร กล้าจน (2560 : พฤศจิกายน 28) ที่ว่า ผู้ที่มาเข้าค่ายวันแรก ๆ จะเห็นว่าการรับประทานอาหารสุขภาพเป็นเรื่องยาก แต่การได้ฝึกลดละเลิกกิเลส จะท้าให้สามารถท้าเรื่องที่ยากได้ง่ายขึ น แรก ๆ อาจจะฝืดฝืนมาก ทานอาหารสุขภาพไม่ได้ หรือทานได้น้อย เพราะยังไม่ได้บ้าเพ็ญกุศลอะไร แต่หากเริ่มจากการลดการกินเปรี ยว หวาน มันเค็ม ลดการเสพรูปรสกลิ่น เสียงสัมผัส หรือฝึกทานอาหารที่ไม่มีเนื อสัตว์ ก็ถือว่าได้ลดละกิเลสแล้ว ทั งการได้ช่วยเหลือผู้อื่น การบ้าเพ็ญฐานงานต่าง ๆ การได้ฟังธรรมะก็เป็นการท้าความดีและเป็นตัวอย่างที่ดี การได้ท้ากุศลร่วมกับหมู่มิตรดีสหายดีมากมาย เมื่อได้เพิ่มบุญกุศลไปเรื่อย ๆ ปัญญาจะแตกฉานมากขึ น เห็นประโยชน์ของอาหารสุขภาพมากขึ น มีความรู้ความเข้าใจมากขึ นไปเรื่อย ๆ กิเลสก็ลดลงมากขึ น ๆ สิ่งร้าย ๆ ลดลงได้มาก วันต่อมา ๆ จึงท้าได้ง่ายขึ น ๆ นอกจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารแล้ว พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มก็มีส่วนส้าคัญที่ท้าให้เกิดภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ปัจจุบันจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ท้าให้คนหันมากินอาหารนอกบ้านและซื ออาหารที่ปรุงส้าเร็จมากขึ น ท้าให้ต้องบริโภคน ้าตาล ไขมัน และโซเดียม (จากอาหารหวานมันเค็ม) มากกว่าปริมาณที่แนะน้าต่อวันถึง 2-3 เท่า ขณะที่บริโภคผักและผลไม้เพียง 3 ใน 5 ของปริมาณ ที่แนะน้า โดยเฉพาะเด็กกินผักน้อยแต่กินอาหารไขมันสูงและขนมกรุบกรอบมากขึ น ท้าให้ได้พลังงานจากไขมันเพิ่มขึ นจาก 9% เป็น 24% ภายในช่วงเวลา 40 ปี (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม. 2559 : 20, 29) ยืนยันได้ว่าการบ้าบัดภาวะน ้าหนักเกินและโรคอ้วน ด้วยอาหารเป็นทางออกที่ถาวรและยั่งยืน แต่จะเกิดขึ นได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั นมีความต้องการ หรือบุคคลนั นมีความพร้อมในการควบคุมตนเองให้สามารถปฏิบัติตามข้อก้าหนดได้ โดยวิธีการปรับลดปริมาณอาหารให้พลังงานสูง และปรับสัดส่วนของอาหารให้เหมาะสม การท้าให้ร่างกายเกิดการขาดทุนพลังงานประมาณ 500-1,000 กิโลแคลอรีต่อวันจะท้าให้น ้าหนักตัวลดลงประมาณครึ่งกิโลกรัม/สัปดาห์การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร ต้องกินให้น้อยลง นอกจากนั นยังมีสิ่งที่ต้องท้าควบคู่กันไปด้วยจึงจะประสบความส้าเร็จในการลดน ้าหนัก (ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล. 2552 : 12) คือ 15 1. การศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพลังงานของอาหารประเภทต่าง ๆ 2. การประเมิน Nutritional Label ที่ติดมากับ Package เพื่อดูปริมาณพลังงานในอาหาร ที่รับประทาน 3. การท้าให้เกิดนิสัยใหม่ในการเลือกซื ออาหารพลังงานต่้า 4. การเตรียมอาหารที่ไม่ใส่ส่วนประกอบที่ให้พลังงานสูง หรือใส่แต่น้อย เช่น ไขมัน หรือน ้ามัน 5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ให

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน