สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน สมรมประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข13 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน สมรมประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม พ่อครูว่า...ต่อมาเป็นบทความของคุณสุทิน เมื่อ พฤษภาคม 2560 เสียงจากอดีตผู้สื่อข่าวอาวุโส สุทิน วรรณบวร เนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปีรัฐประหารคสช.

สามปีที่เกิดใหม่ในรัฐบาล คสช.

ครบรอบสามปี คสช. มีเสียงตำหนิวิจารณ์จากหลายฝ่าย ในฐานะที่เป็นหนึ่งในหลายล้านคน ที่เรียกร้องให้ทหารเข้ากอบกู้ชาติที่กำลังจะล่มสลายกลายเป็น Failed State ย่อมมีสิทธิเล่าความในใจได้เหมือนคนทั่วไปว่า

สามปีภายใต้รัฐบาล คสช.เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ คำว่าตายแล้วเกิดใหม่ เพราะในช่วงเวลาวิกฤติ ถ้าทหารไม่มาทันเวลา เราอาจเป็นหนึ่งในหลายร้อยหลายพันรายที่ต้องล้มตาย เพราะถูกกลุ่มผู้ร้ายผู้ภายใต้อาณัติของทุนสามานย์ปล้นชาติ ล้อมฆ่าหมู่กลางเมือง เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐไทใหม่ ไทอีสาน ลานนา

คสช.ย่อมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทำหน้าที่ได้ตามนิยามที่ประกาศไว้แต่วันแรก กองกำลังเถื่อนที่เข่นฆ่าประชาชน ไปก่อนหน้า 28 ราย บาดเจ็บกว่า 800 คน ถูกปราบปรามจับกุมดำเนินคดี ไปพร้อมกับคนที่เป็นภัยต่อสถาบันและความมั่นคงของชาติ ประเทศชาติกลับเข้าสู่ภาวะปรกติปราศจากความวุ่นวาย

สามปีที่ผ่านมา คสช.ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการจัดระเบียบสังคม และปราบปรามทุจริตคิดมิชอบ

สามปีที่ผ่านมานักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นายพลนายพัน นักธุรกิจ นายธนาคาร นักวิชาการที่ละเมิดกฎหมายติดคุกไปแล้วหลายราย จนพูดได้ว่าคุกไม่ได้มีไว้ขังคนจนเท่านั้น

สามปี คสช.สามารถยึดที่ดิน ที่ดินสาธารณะ ที่ป่าสงวน คืนมาจากผู้บุกรุกครอบครอง อย่างผิดกฎหมายได้แล้วกว่า 300,000 ไร่

จับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นายพลนายพันเข้าคุกมาแล้วหลายราย

ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่สามารถทำได้ในรัฐบาลที่มาจา

อ่านต่อ

กการเลือกตั้ง นักวิชาการ นักวิจารณ์ นักต่อต้าน นักร้องเรียน ฝ่ายค้าน ออกมาตำหนิเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ โดยไม่คำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจโลก สมุนทุนสามานย์หลายรายพูดได้คำเดียวว่าล้มเหลว

แต่ถ้าพิจารณาด้วยความจริง ด้วยความเป็นธรรม จะพบว่าที่เศรษฐกิจไม่เปรี้ยงปร้าง หวือหวา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธุรกิจมืด ธุรกิจสีเทา ที่คนได้เงินมาจากธุรกิจเหล่านั้นใช้จ่ายคล่องมือไม่ต้องบันยะบันยัง

เมื่อธุรกิจมืด ธุรกิจสีเทาถูกปราบปรามกวาดล้างจนอยู่ในภาวะชะงักงัน เงินที่หมุนเวียนคล่องมือในบ่อนกาสิโน จากยาเสพติด จากการฟอกเงิน จากการเล่นแร่แปรธาตุในสหกรณ์ต่างๆ จากการนำที่สาธารณะมาเล่นแร่แปรธาตุ เงินปากถุงเสือนอนกินจากฉลากกินแบ่งรัฐบาล ถูก คสช.ง้างปากเอาคืนมา

ธุรกิจมืด ธุรกิจสีเทาต่างๆเหล่านี้ คือที่มาของเงินแพร่สะพัด เมื่อเงินที่ได้มาง่ายๆจ่ายคล่องๆก็ชะงักไป จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเศรษฐกิจซบเซา พวกที่หากินกับธุรกิจมืด ธุรกิจสีเทา เมื่อถูก คสช.ยับยั้ง จึงโวยวาย เกินจริง

ตัวอย่างง่ายๆแบบชาวบ้านเข้าใจ รถเมล์ 400 กว่าที่บริษัทคู่สัญญาของ ขสมก.อ้างว่านำเข้าจากมาเลเซีย ทั้งที่เป็นรถจากจีนเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร แต่ในยุค คสช.ศุลกากรไม่ยอม สามารถป้องป้องผลประโยชน์ชาติได้เป็นหมื่นๆล้าน

หรือการอายัดทรัพย์สินที่มาจากการทุจริต เฉพาะโครงการจำนำข้าวเพียงรายการเดียว สามารถอายัดทรัพย์สินได้แล้วกว่า 13,000 ล้านบาท ที่ฟ้องให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินแล้วมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท

ด้านปฏิรูป การประกาศใช้รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นความคืบหน้าในการปฏิรูป เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงได้กำหนดกรอบเวลาของการปฏิรูปการเมือง ระบอบราชการ ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมไว้ไว้ชัดเจน หมายความว่ารัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งต่อจากนี้ต้องปฏิรูปตามกรอบรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ ไม่ใช่ทึกทักให้รัฐบาล คสช.ปฏิรูปให้เสร็จสิ้นทุกอย่าง แล้วรัฐบาลที่เข้ามาจากการเลือกตั้งไม่ต้องทำอะไรเลย

วันนี้เขียนจากความรู้สึกของคนที่เป็นหนึ่งในหลายล้านคน ที่รอดพ้นจากการล้อมฆ่ามาได้ เพราะทหารตั้งด่านป้องกันไว้เจ็ดสิบกว่าจุด และรู้มาว่ากองกำลังเถื่อนนับพันคนถูกสั่งให้เคลื่อนกำลังเข้าสังหารหมู่ประชาชนในวันที่ 26 พ.ค. 2557 หรือ แม้แต่ก่อนยึดอำนาจไม่กี่ชั่วโมง ก็มีคำสั่งจากแดนไกลให้เคลื่อนกำลังเข้ามาเลย

จึงพูดได้เต็มปาก ว่านี่เป็นความเห็นของคนที่เหมือนตายแล้วเกิดใหม่

ส่งกำลังใจให้ คสช.ปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลังต่อไป จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาต่อยอดปฏิรูปประเทศ

พ่อครูว่า...ยังมีอีกฉบับหนึ่งของคุณสุทิน มิใช่เผด็จการอำนาจนิยม แต่เป็น‘สมรมประชาธิปไตย’

พลันที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เผยมธุรสวาจาว่า “ผมเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร” สื่อมวลชนนักการเมือง นักวิชาการ นักวิจารณ์การเมืองทั้งเทศ-ไทยวิจารณ์กันให้ขรมว่า เป็นสัญญาณสืบทอดอำนาจของ คสช. แถมยังวิเคราะห์กันต่อไปว่า ฝ่ายอำนาจนิยมสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้ง ทั้งในประเทศไทยกัมพูชาและมาเลเซีย

นายโจชัว เคอร์แลนสติก โวว่าเป็นนักวิชาการเชี่ยวชาญการเมืองในเอเชียตะวันออกของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือ CFR ซึ่งเป็น think tank ของทุนนิยมสามานย์ในสหรัฐอเมริกาเสนอบทวิเคราะห์ว่า “2018 ปีแห่งการเลือกตั้งอันตรายที่ฝ่ายอำนาจนิยมเผด็จการคราบประชาธิปไตย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ประเทศไทย มาเลเซีย และกัมพูชาจะได้สืบทอดอำนาจต่อไป”

การจับแพะชนแกะเอาประเทศไทย ไปรวมกับการสืบทอดอำนาจนิยมในคราบประชาธิปไตยในมาเลเซียและกัมพูชา เป็นการวิเคราะห์ที่ไม่เป็นธรรมต่อประเทศไทยและไม่เข้าใจบริบทสังคมการเมืองว่า ประเทศไทยแตกต่างกับสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา อย่างไร โดยไม่ตระหนักว่าวัฒนธรรมทางการเมืองของมาเลเซียและกัมพูชา ต่างก็ได้รับการปลูกฝังมาจากอดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษ ที่สำคัญทั้งสองประเทศผ่านความขัดแย้งรุนแรง เมื่อผ่านสงครามกลางเมืองมาได้ สองประเทศก็ได้ร่วมกันสร้างการปกครองประชาธิปไตยและได้สร้างพรรคการเมืองไว้เป็นฐานรองรับการปกครองแบบประชาธิปไตยได้อย่างมั่นคงถาวร

มาเลเซียมีพรรคอัมโน แปลงมาจาก United Malays National Organization องค์กรที่เคยต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากอังกฤษ อัมโนก่อตั้งเมื่อ 11 พ.ค.1946 ลงแข่งขันทางการเมืองตั้งแต่ปี 2512 ซึ่งมี 12 พรรค เข้ามาอยู่ร่วมงานการเมืองกับอัมโนอย่างเหนียวแน่น ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา พรรคอัมโนผูกขาดการครองอำนาจบริหารมาเลเซียตั้งแต่ยุคนายอับดุล ราซัก บิน ฮุเซน บิดานายราจิบ นาซัก นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย 6 คนที่ผ่านมา ล้วนมาจากพรรคอัมโน ในจำนวนนี้มีมหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีคนที่สาม ครองอำนาจตั้งแต่ปี 2522 ถึง 2546 ในห้วงเวลา 22 ปี มหาเธร์ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณอย่างเข้มข้น ทำให้ความนิยมในพรรคอัมโน ยังคงเหนียวแน่นโดยเฉพาะในหมู่คนมาเลย์ดั่งเดิม

นายราจิบ นาซัก นายกฯคนปัจจุบันที่มีปัญหารุมเร้าอันเนื่องมาจากเงินกองทุนพัฒนามาเลเซีย(1MDB) จำนวน 681 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 23,500 ล้านบาท ที่ตรวจพบความผิดปกติในบัญชีของเขา ข้อกล่าวหาว่านายราจิบคอร์รัปชั่นขยายจากมาเลเซียถึงอเมริกา เมื่อสหรัฐฯสั่งอายัดทรัพย์สินที่สงสัยว่า นำมาฟอกเงินและซุกซ่อนไว้ในรัฐต่างๆมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ แต่ถึงแม้จะมีปัญหารุมเร้าอย่างไร นายโจชัว ฟันธงว่า นายราจิบจะชนะการเลือกตั้งที่คาดหมายว่าจะมีขึ้นในเดือน ส.ค. 2561

จากมาเลเซียมาดูการเมืองกัมพูชา พรรคประชาชนกัมพูชา เปลี่ยนจากคำว่า กัมพูเชียน Kampuchean People Party (KPT)ในยุคปฏิวัติเขมรแดงในปี 2522 มาเป็นแคมโบเดียน Cambodian People Party (CPP) ในปี 2534 ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามกลางเมืองและมีเลือกตั้งทั่วไปในปี 2535 พรรคประชาชนกัมพูชาอยู่เคียงข้างชาวกัมพูชามาทั้งในยามทุกข์ ยามสงครามกลางเมือง ไม่เคยหนีไปออสเตรเลีย เยอรมัน ฝรั่งเศส หรืออเมริกา ความผูกพันของนายฮุนเซ็น กับชาวกัมพูชามีมาอย่างต่อเนื่องสี่ทศวรรษ

ประเทศที่ฟื้นฟูจากซากปรักหักพังสงครามต้องใช้ทั้งพระเดชพระคุณ ในการบริหารการฟื้นฟูประเทศที่ต้องใช้ความต่อเนื่องนี้ คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาชนกัมพูชาชนะการเลือกตั้งตลอดมา KPT หรือ CPP อยู่เคียงข้างชาวกัมพูชามาตั้งแต่ยุคสงครามกลางเมือง นายฮุนเซ็นเป็นนายกฯกัมพูชาตั้งแต่ปี 2527 ประกาศว่า จะเป็นนายกฯต่อไปอีก 10 ปี เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ มองจากทัศนะตะวันตก นายฮุนเซ็น เป็นนักการเมืองอำนาจนิยมเผด็จการในคราบประชาธิปไตย แต่ในสายตาชาวกัมพูชาส่วนใหญ่มองว่า นายฮุนเซ็น เป็นคนรักชาติที่ไม่ยอมให้ต่างประเทศเข้ามายุยงปลุกปั่นทำลายให้เขมรกลับไปสู่สงครามกลางเมืองอีก

มองการเมืองมาเลเซียกับกัมพูชา ถึงเวลาหันมาพิจารณาความจริงของการเมืองไทย ถ้ามองด้วยสายตาคนธรรมดาสามัญ จะพบว่าประเทศไทย เป็น “สมรม” (ผสมผสานปนเป) กันระหว่างอำนาจนิยมประชาธิปไตยและเผด็จการ ไม่ใช่มาจากทหารฝ่ายเดียว เผด็จการส่วนใหญ่มาจากพลเรือนทุนสามานย์ที่ใช้ทหารเป็นเครื่องมือ

การยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 คือก้าวแรกที่ทหารถูกพลเรือนหลอกให้นำกำลังออกมาปล้นพระราชอำนาจ ทันทีที่ยึดอำนาจได้ พลเรือนก็หลอกใช้ต่อไปด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ใส่แนวทางคอมมิวนิสต์สอดไส้ จนทหารอย่างพระยาทรงสุรเดชทนไม่ได้ ผรุสวาทว่า “คุณหลวงทำป่นปี้ฉิบหาย ตกลงกันไว้ว่าเขียนรัฐธรรมนูญแบบอังกฤษ ดันเขียนลัทธิคอมมิวนิสต์สอดไส้” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกจึงมิได้ลงพระปรมาภิไธยจนกว่าจะแก้ไข นั้นคือที่มาของความขัดแย้งระหว่างทหารบางกลุ่มกับพลเรือนผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นต้นเหตุให้คณะราษฎรแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ผลัดกันขบถ ผลัดกันยึดอำนาจ ผลัดกันแก้กฎหมาย ผลัดกันฆ่ากันตายทำให้ประเทศไทยเสียเวลา 25 ปี

นักวิชาการรัฐศาสตร์การปกครอง กล่าวว่า “พรรคการเมืองคือหัวใจ” ของการปกครองแบบประชาธิปไตย ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา นอกจากพรรคประชาธิปัตย์ ในประเทศไทยไม่มีพรรคการเมืองพรรคไหนที่เรียกได้ว่าเป็นสถาบันการเมือง เรามีแต่พรรคเฉพาะกิจเฉพาะกาลที่หัวหน้าพรรคตั้งขึ้นเพื่อเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่ง แล้วจะมีเวลาที่ไหนไปพัฒนาประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 เม.ย.2489 ในยุคแรกปชป.สู้กับเผด็จการทหารที่ใช้ตำรวจเป็นมือสังหารไล่ล่าฆ่าคู่แข่งทางการเมืองอยู่สิบปี พ.ศ.2498 ตำรวจทหารตั้งพรรคเสรีมนังคศิลาเพื่อรองรับ จอมพลป.พิบูลสงคราม แต่พรรคตำรวจทหารก็มีอายุได้แค่ 2 ปี 83 วัน ถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติ ยุบพรรคมนังคศิลา มารวมกับพรรคชาติสังคม

จอมพล.สฤษดิ์นายทหารบ้านนอกผู้รักชาติศาสน์ กษัตริย์ ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดพัฒนาประเทศด้วยคำขวัญ “ชาติปลอดภัย น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก” ประเทศไทยจึงได้เริ่มพัฒนาหลังจากเสียเวลา 25 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกประกาศใช้ตั้งแต่รัฐบาลนี้และที่สำคัญท่านเป็นผู้ที่ฟื้นฟูประเพณีถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จากการถูกข่มเหงรังแกคุกคามมาก่อนหน้า สิ้นจอมพลสฤษดิ์ พ.ศ.2507 จอมพลถนอม กิตติขจร ตั้งพรรคสหประชาไทยขึ้นมารองรับอำนาจเมื่อ 24 ธ.ค.2511 พรรคสหประชาไทยอยู่ได้ไม่ถึง 3 ปี วันที่ 14 ต.ค.2516 นักศึกษาประชาชนปฏิวัติประเทศไทยครั้งใหญ่ พรรคสหประชาไทยก็สูญหายไปจากโลก หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2517 พรรคการเมืองเกิดขึ้นมามากมาย และในสี่ทศวรรษที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วไม่น้อยกว่า 300 พรรค และล้มหายตายจากไปหลังการเลือกเพียงครั้งเดียวกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

นี่คือเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการเหมารวมว่า การเลือกตั้งปี 2561 คือการต่อเนื่องของอำนาจนิยม ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะบริบทและวัฒนธรรมการเมืองแตกต่างกัน ประเทศมาเลเซียกับกัมพูชาได้วางรากฐานพรรคการเมืองและกระชับอำนาจอย่างเป็นระบบมายาวนาน แต่บ้านเรามีแต่พรรคเฉพาะกิจ พรรคหัวหน้าตั้งชั่วครั้งชั่วคราว คนไทยไม่ชอบทำงานการเมือง คนไทยนิยมเล่นการเมือง และพรรคการเมืองคือของเล่น ทุกครั้งที่เลือกตั้งจะมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นหลายสิบพรรค นักวิชาการ นายทหาร นักเคลื่อนไหวทางการเมือง พอมีชื่อเสียงพอดังขึ้นมาจากสถานการณ์ใดหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อได้เป็นวีรบุรุษมีชื่อเสียงแล้ว สิ่งแรกที่นึกได้คือตั้งพรรคการเมือง ประเทศไทยจึงแทบไม่มีพรรคไหนอยู่รอดจนถึงการเลือกตั้งสมัยที่สอง

พรรคไทยรักไทย ก่อตั้ง 14 ก.ค. 2541 ถูกศาลสั่งยุบ 30 พ.ค. 2550 พรรคพลังประชาชน อยู่ได้ไม่ถึง 2 ปีก็ถูกยุบ พรรคเพื่อไทยอยู่มาได้ 4-5 ปี ไม่นานก็ต้องสลายตัวเพราะเจ้าของพรรคอยู่ในภาวะ “แพ้ญญ่าย พ่ายจะแจ” ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นบทเรียนแก่คนที่กำลังคิดตั้งพรรคเพื่อรองรับนายกฯคนต่อไป บอกให้ก็ได้ว่า ไม่ต้องตั้งพรรคใหม่ เพราะพรรคที่มีอยู่แล้วเขาพร้อมจะเป็นบันไดให้ลุงตู่ ได้ก้าวเหยียบเข้าทำเนียบต่อไป ทั้งนี้เพราะเมืองไทยไม่ใช่เผด็จการอำนาจนิยม แต่เป็น “สมรมประชาธิปไตย ” พ่อครูว่า...สมรมประชาธิปไตยสำนวนของคุณสุทินนี่ มันก็เท่ากับคือประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ใช่ประชาธิปไตยเลือกตั้ง แบบผู้แทน แต่เป็นความจริงใจของประชาชนที่เขามีปัญญาเขามีความใช้สิทธิเสรีภาพอิสระเสรีภาพของเขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างแท้จริง ขณะนี้เป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นขณะนี้อาตมาว่านายก ทำงานอยู่นี่ได้ใจประชาชน แน่นอน พวกเสียงนกเสียงกาเสียงร้องเสียงดังอะไรมันเป็นธรรมดาธรรมชาติต้องเอาต้องมี ถ้าสังคมประชาธิปไตยไม่มีฝ่ายค้าน เสร็จเลย ไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยต้องมีฝ่ายค้านตลอดกาลเสมอ อย่าเป็นทำทีว่ามีฝ่ายค้านเล่นๆ ต้องเป็นฝ่ายค้านที่จริงใจของประชาชน เพราะฉะนั้นแม้แต่ว่าฝ่ายค้านมีมวลมาก แต่อำนาจความถูกต้องดีงามเพื่อประชาชนได้แท้ๆ ที่เป็นความแข็งแรงไม่มากเท่าฝ่ายค้าน พวกทุนนิยม สามานย์ พวกอำนาจเถื่อนอะไรพวกนี้ พวกนี้สู้สัจธรรมไม่ได้หรอก ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด

610112_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สมรมประชาธิปไตย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน