สื่อธรรมะพ่อครู(ไอน์สไตน์) ตอน สูตรสมการสัมประสิทธิ์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ไอน์สไตน์) ตอน สูตรสมการสัมประสิทธิ์ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ พ่อครูว่า...เราก็มาเรียนรู้ตามประสาคนใฝ่ดีใฝ่รู้สิ่งที่ประเสริฐสุดที่ดีงามในมนุษย์ ใครได้เกิดมาในมนุษย์แล้วต้องพยายามพัฒนาตัวเอง ไม่เช่นนั้นก็แล้วแต่ตัวใครตัวมัน พัฒนาก็ ไปตามสิ่งที่ผู้รู้ ผู้ที่พบก่อน ผู้ที่ท่านสามารถบรรลุได้ก่อนก็ว่าไปก็บอกมา เป็นความกรุณาปราณี ที่ทำเป็นได้แล้ว ท่านก็มาถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นได้ศึกษาตามเป็นตาม พวกเราก็เกิดมาเป็นอัตภาพแล้ว เรื่องนี้อาตมาก็ว่าได้เข้าใจชัดเจนแล้ว พลังงานตั้งแต่เริ่มต้น จากอุตุนิยาม เป็นพลังงานที่แปรปรวนแล้วแต่เหตุปัจจัยไป ความเป็นพลังงานในระดับฟิสิกส์ ระดับอุตุนิยาม เป็นพลังงานที่เกิด ความร้อนแสงเสียง แม่เหล็กไฟฟ้าไปตามเรื่องของมันจริงๆ มันมีเหตุการณ์อะไรมากวน เปลี่ยนแปลงมันก็เปลี่ยนไป นับวาระไม่ถ้วนนับเวลาไม่ได้ ไม่รู้กี่ล้านๆๆๆๆๆปี มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นของมันไป พลังงานต่างๆก็เป็นอย่างนั้น วิทยาศาสตร์ได้ค้นพบแล้วมาถึงวันนี้ ก็มีแต่ฟิสิกส์เคมี ก็เรียนรู้ แล้วเรียนรู้ไบโอโลจี ก็คือชีวะต่างๆ ชีวะต่างๆก็มีองค์ประกอบความรู้ในชีวะ เพราะว่าไบโอโลจี พัฒนาการเกี่ยวข้องกับชีวะอัตภาพ มันมีดีเลวร้ายอะไรเยอะแยะเลย แล้วมันมีความรู้สึกมีความรับรู้ด้วยนะ อันนี้แหละเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นที่เราได้ความเป็นอัตภาพ ได้พลังงานที่เป็นตัวตน ใครก็แล้วแต่มีพลังงานจับตัวเข้าไปเป็นเซลล์ของชีวะ จนกระทั่งจะเป็นเซลล์ของชีวะในระดับพืช พีชนิยาม จะอยู่นานเท่าไหร่มันก็ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข จากพีชะสลายกลับเป็นอุตุมันก็วนเวียนได้ ไปตามเหตุปัจจัย ก็ไม่ต้องไปคำนึงอะไรมันมากหรอก มันไม่มีโทษอะไร อุตุนิยาม ไปโทษมันไม่ได้หรอกมันไม่รู้เรื่องเป็นไปตามเหตุปัจจัยอะไรไปเกี่ยวข้องกับมันแล้ว มันเ
อ่านต่อ
ป็นโทษก็เรื่องของคุณเอง คุณไม่ฉลาดเอง ไปยุ่งเกี่ยวกับมัน ทำให้มันกลายเป็นพลังงานแม่เหล็ก มันก็ไม่เกี่ยวกับคุณ เมื่อเป็นพลังงานแม่เหล็กแล้ว เกี่ยวกับคุณมากๆเป็นพลังงานไฟฟ้าทำลายได้ ก็เป็นเหตุปัจจัยตามแต่มันจะเป็น ถึงจุดระเบิด ถึงจุดทำลายมันก็ระเบิดก็ทำลาย มันก็เป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น นานนับกัปป์กาล ไม่มีจบสิ้นเป็นเรื่องของวัตถุ พอมาถึงพีชนิยาม ก็จะวนเวียน มันพยายามรักษาพันธุ์พืชของมัน เท่าที่มันจะดึงเอาไว้ได้ดูดเอาไว้ได้ หยุดไม่ได้ก็ต้องสลาย พลังงานที่มีมากกว่านั้นเป็นจิตนิยาม ดูดดึงมาเป็นเจ้าของเป็นตัวกูของกู หนักหนาสาหัสเลย เป็นตัวทำลายเป็นตัวสร้าง สร้างก็ได้ทำลายก็ได้ จึงเกิดความรู้ระดับพระเจ้า เป็นผู้สร้างที่เป็นทุกอย่าง แต่เสร็จแล้วก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดความเรียบร้อยทั้งหมดเลยได้ สู้กับซาตานไม่ได้ ตลอดกาลนาน สู้กันรบกันตลอดกาลและนานไม่มีวันจบ พระเจ้ากับซาตานรบกันไม่มีวันจบ แต่ศาสนาพุทธนั้นมีจบมีเลิก ไม่เกี่ยวข้องกับอะไรเลย อัตภาพใดสามารถถึงที่สุดได้แล้วเป็นพระอรหันต์ เป็นต้นไป สลายธาตุตัวเองได้หมดเลย รากเหง้าของธาตุคือ H กับ O เป็นน้ำ ความรู้นี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรียบร้อยหมด อาตมาก็เอามาขยายความให้ไปพิสูจน์ตามรู้ พัฒนาไปจนเราสามารถสลายสิ่งที่เป็นตัวเราของเราได้ทั้งหมด แม้จะสมบูรณ์เป็นอรหันต์แล้วจะสลายได้เมื่อไหร่ก็ได้ หากยังไม่สลายจะกตัญญูกตเวทีต่อศาสนา เอาความรู้มาเป็นประโยชน์ต่อก็ได้ ก็ทำไป แต่ถ้าเผื่อว่าคุณพอแล้ว เลิกแล้ว คุณจะแยกสลายอัตภาพของคุณก็ได้ก็จบ ศาสนาพุทธสรุปแล้วมันมีที่จบ หมดสงสัย พระเจ้าเราก็ไม่สงสัย สิ่งที่เรามั่นใจว่าสลายอัตภาพเราได้หมดเราก็ไม่สงสัย ทำได้สูงสุดเลย ใครจะมาบอกว่าไม่จริง มันก็อยู่ที่ตัวเอง จริงหรือไม่จริง ถ้าเราสามารถสลายได้จริง ก็จริง สลายได้ไม่จริงก็หลอกตัวเองและหลอกผู้อื่น ถ้าหากสลายตัวเองได้จริงมันก็จริง ไม่มีปัญหาอะไร ก็จบ คนที่หลงตัวเองว่าตนเองสลายตัวเองได้ หลงตนเองว่าเป็นอรหันต์ได้ก็มีเยอะ แต่มันไม่จริงก็ต้องวนเวียนต่อไปในมหาจักรวาล ไม่เห็นเป็นไร พระพุทธเจ้าไม่ลงโทษคนที่หลงตัวเอง จะไปบังคับได้อย่างไร มันไม่รู้มันไม่มีเจตนาที่จะหลอกใครนะ เขาเชื่อมั่นว่าเขาทำได้ แต่มันไม่จริงเขาไม่รู้ พระพุทธเจ้าก็ยกประโยชน์ให้แก่จำเลยไป เพราะว่ามันหลงจริงๆ จะไปบังคับยังไงมันได้ ถ้ามันจริงมันก็จริงถ้ามันไม่จริงมันก็ไม่จริง ถ้าไม่จริงก็ต้องวนเวียน ถ้าจริงคุณก็จบไปเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรซับซ้อน สุดท้ายแล้วอาตมาว่า พวกคุณคงเข้าใจ ศึกษาให้จริง ใครจะยืนยันความจริงของใครเราก็ฟังเขา ก็พิสูจน์ไป หากพิสูจน์ไปแล้วพบว่าเป็นความหลง มันก็บอกยังไงก็ไม่รู้ แล้วอย่างนั้นจะไปบังคับได้อย่างไร มันมีที่สุด ศาสนาพระพุทธเจ้ารู้จักที่สุดของที่สุด และรู้จักที่ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้ ก็รู้ ใครยังจะตามไปหาที่สุดไม่ได้ก็ยกมือ... ในเรื่องโลกและอัตตา ตั้งแต่ในพระไตรปิฎก พรหมชาลสูตรเล่ม 1 ก็เข้าไปอ่านได้ อาตมาเข้าใจ แต่บางอย่างยังไม่ถึงที่สุด อาตมาก็พูดเปิดเผยไปแล้ว อาตมายังจะพากเพียรพิสูจน์ต่อไปอีก สิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์ ปรินิพพานเป็นอย่างไร ปรินิพพานเป็นปริโยสานเดี๋ยวนี้ อาตมาก็ว่าไม่สงสัยแล้ว ถ้าหลงผิดก็ต้องวนเวียนต่อไป เป็นจริงคือสัจจะ ใครจะเถียงอาตมาก็ไม่เถียงอะไรกับใครหรอก ถกได้เพื่อแยกดำขาวให้ดูดียิ่งขึ้น อันนี้ควรทำ แต่ถกเถียงเพื่อจะเอาชนะ อาตมาว่าให้คุณชนะไปเลย อาตมายกให้ชนะเลย อาตมาเป็นผู้แพ้ตลอดกาลได้ จะเอารางวัลมาให้ก็ไม่เอา ให้โลกๆนี้ทั้งหมดก็ไม่เอา จากคำกล่าวของพ่อครูข้างต้น เวทนา_สัญญา_สังขาร = วิญญาณ 4 อย่างนี้คือนามขันธ์ เวทนาก็คือความรับรู้ รับรู้สึกแล้วก็จดจำ ก็เป็นสัญญา แล้วกำหนดหมายเอาไว้ แล้วก็นำมาปรุงแต่ง เพิ่มเติมขึ้นไปอีก ก็เป็นสังขาร ว่าสิ่งนั้นน่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ ตัวเองมีเจตนามีความรู้ น่าพอใจก็เอา ไม่น่าพอใจก็ไม่เอา ที่ไม่น่าพอใจก็หลายอย่าง บางทีมันคงไม่อยู่อย่างนี้ อนิจจังหรือมันต้องฝืนหนักเกินลำบากก็ตัดออก ทีนี้ ตัวที่รับรู้รับรสพวกนี้มาจากที่มันปรุงแต่ง สังขาร ตัวรับรู้รับรสเป็นเวทนา จากการปรุงแต่ง เช่นว่าอันนี้พริก อันนี้บีทรูท เป็นต้น ทีนี้ถ้าอวิชชา มันมีมากขึ้นหนาขึ้นก็เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน มีอัตราทวีขึ้นได้ ในระดับสูงขึ้น บวกขึ้น คูณ หรือยกกำลัง ก็เขียนเป็นสมการ น่าจะเป็นได้ว่า E(ปุถุชน) = อวิชชา(อุปาทาน 2 +ตัณหา) สูตรที่อาตมาใช้คือ E=C(mc 2 +A) อาตมาว่าสมบูรณ์ดีแล้ว ใครจะคิดได้ดีกว่าอาตมาก็ได้ แต่แค่นี้ก็มึนหัวแล้ว ใครเก่งกว่านี้อาตมาไม่มีปัญหา ช่วยกันเรียนรู้ไป ทีนี้ สังขารจะเกิดขึ้นได้ต้องมีรูปกับนาม ต้องมีธรรมะ 2 สังขารนี้เกิดเองโดยมีหนึ่งเดียวไม่ได้ เหมือนกับตบมือในอากาศ แต่ที่จริงตบมือในอากาศยังมีอากาศตอบโต้ แต่ถ้าไปในที่ไม่มีอากาศเลย มันก็ไม่เกิดอะไร หรือแม้ละเอียดเกินไปที่มันเกิดก็เป็นได้ ธรรมะสองของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่ มี 1 และ 2 ทำปฏิกิริยากันเกิด 3 มันก็เกิดพัฒนาการ สังขารเกิดได้ต้องมีรูปกับนาม และวิญญาณเกิดจากองค์ธรรม 3 พืชมีสังขาร แม้แต่ประธานของพืชไม่ยึดมั่นถือมั่น มันเป็น ISH ตัว I เป็นประธาน ส่วน S กับ H เป็นอิตถีเพศกับปุริสเพศ รูปนาม กับผัสสะ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะเกิดเป็นวิญญาณ 6 หรือจะพูดอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ สังขารเป็นปัจจัยของวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป วิญญาณไม่มีอยู่เดี่ยว วิญญาณเป็นองค์ประกอบ อย่างน้อยก็มีเจตสิก 3 เป็นองค์รวมของเจตสิก 3 เรียกชื่อมันว่า อธิวจนะ เรียกมันว่าวิญญาณ เป็นองค์รวม 3 อย่างนี้ วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป สรุปสามตัวนี้คือนามรูป โดยมีประธาน เป็นปัจจัย เกิดจากสามอย่างนี้ เรียกรวมว่าวิญญาณ วิญญาณคือสามอย่างนี้แหละ และ 3 นี้แหละคือวิญญาณ นามรูป เป็นปัจจัยของวิญญาณ เป็นชีวะมีความรู้สึก มีความรู้สึกขั้นจิตวิญญาณ พืชมีแต่สัญญากับสังขาร ไม่มีเวทนา ไม่เป็นสภาพที่มีวิญญาณครอง วิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป สังขารเป็นปัจจัยของวิญญาณ =สมการที่ 1 นามรูปเป็นปัจจัยของวิญญาณ หรือวิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป = สมการที่ 2 สมการที่ 1 กับสมการที่ 2 ไม่ขัดแย้งกัน
สังเกตในวัตถุต่างๆ จะมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ร้อยเรียงกันอย่างสวยสดงดงาม จัดการได้ดี ของพระพุทธเจ้านี้อ่านแล้วถ้าใครมีภูมิถึง ไม่ต้องทำอะไรอ่านหนังสืออ่านตำราพระพุทธเจ้าไป ก็สบาย มีคนหุงข้าวให้กิน มีคนทำอะไรช่วยก็อ่านไป ก็ได้ แต่มันจะสูญเปล่าไม่มีประโยชน์มันเห็นแก่ตัวมากไป ก็เอามาขยายความให้คนอื่นฟังบ้าง ตัวเองรู้แล้วก็ให้คนอื่นเขารู้บ้าง ไม่อย่างนั้นเขาก็ดักดานไม่รู้อะไร เพราะจริงๆลึกซึ้งถึงขั้นอจินไตยพวกนี้ ธาตุรู้ของคน มันไม่มีความรู้ถึงขั้นจะสลายตัวตนได้ จะไม่มีอันนี้มันทำไม่ได้ มีแต่ศาสนาพุทธศาสนาเดียวในโลกที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง หายตัวได้สูญไปได้จริงๆ มีแต่ศาสนาพุทธศาสนาเดียว ในระดับจิต พวกมหาภูตรูป มันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นทั้งนั้น เป็นธรรมดาธรรมชาติของมหาจักรวาล มันแย่ก็ตรงที่เป็นชีวระดับมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ได้เดือดร้อนมาก ไม่ร้ายแรงอะไรมาก แต่มนุษย์นี่โอ้โห เลวร้ายหาอะไรเทียบไม่ได้แล้ว แต่ดีสุดก็ดีไม่มีอะไรเทียบได้เหมือนกัน นี่คือสุดเลวสุดดีอยู่ที่มนุษย์ ทีนี้มาเรียงลำดับดู ถ้ามีจุดไหนขัดแย้งกัน ให้สันนิษฐานว่าเราผิด ถ้าเราดูแล้วเราถูกเราก็จะจบ แต่ถ้าหากสันนิษฐานว่าเราผิดเราก็จะต่อไปได้ ถ้ามันเกิดการขัดแย้งกัน เราสันนิษฐานว่าเราผิดไว้ก่อน แล้วก็ไปคบกับสัตบุรุษ ไปฟังสัทธรรม จนมีความเชื่อมั่นศรัทธา (นี่เป็นคนประมาณตนไม่อวดดี ) จนกว่าคบกับใครแล้วไม่มีใครรู้กว่าเราเลย ก็ค่อยๆตัดสิน ในยุคๆหนึ่งอาตมาก็ว่า ยุคนี้ พูดออกไปก็เหนียมๆ แต่ก็พูดออกไปก็แล้วกัน อย่าเพิ่งโลหิตร้อนออกจากปากนะ อาตมาก็ยังไม่เห็นว่าใครสูงสุดกว่าอาตมา อาตมาไม่ได้หลงตน ไม่ได้เชื่อว่าตัวเองสูงสุดหรอก แต่ก็เชื่อว่ายังไม่เห็นจะมีใครสูงสุดกว่าอาตมา เป็นภาษาไม่ใช่เล่นลิ้นแต่จริงใจ เชื่อว่าตัวเองสูงสุดอยู่ แต่ก็ยังเชื่อว่ามีคนจะสูงกว่าได้ อยู่ที่ไหนก็อยากจะพบเหมือนกัน เป็นความจริงไม่มีปัญหา ถ้าพิสูจน์แล้วจริงก็ต้องยอมรับ การเข้าข้างตัวเองเป็นเรื่องโง่แล้ว แล้วเราจะอวดดีทำไมว่าเราดีไม่มีใครเท่า พิสูจน์ไปเลยเราพิสูจน์แบบใจเป็นกลางว่าคนอื่นน่าจะดีกว่าเรา พิสูจน์แล้วมันก็ไม่ใช่ ไม่ต้องไปอวดดีว่าเราดีกว่าเค้าก่อน พิสูจน์ไปเถอะเราอยู่ด้วยกัน คนดีจะไม่ทำร้ายใคร ไม่ว่าจะคนดีกว่าหรือไม่ดีกว่า ถ้าเขารู้ว่าเป็นคนดีกว่าเขา จะไปทำร้ายเขาทำไม ดีกว่ามากๆเลย เยอะเลย เราก็จะได้เอาความดีจากเขาได้ ไปโง่ทำไม ริษยาเขาทำไม ฆ่าเขาตายมันก็เป็นวิบากกินหัว สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าหากฆ่าเขาเราก็ไม่ได้ดีอะไร เราเจอคนที่ดีกว่าก็ควรรักษาเขาไว้ พ่อครูว่า...ถ้าสามารถพัฒนาให้ดีกว่าได้ก็เชิญ จะไปริษยาทำไม สมณะฟ้าไทว่า...แม้ดีเท่ากันก็จะได้ช่วยกันทำงานไป พ่อครูว่า...ใครที่จะมาทำร้ายเรา เราก็ไม่ตอบโต้เลย เกิดได้ดับได้ จะสลายตัวเป็นปรินิพพานปริโยสานก็ทำได้ มาอ่านอันนี้ต่อ ถ้ามีจุดไหนขัดแย้งกันให้สันนิษฐานว่าเราผิดก่อนเลย เราอย่าเพิ่งไปนึกว่าฉันถูกก่อนมันจะจบ ถ้าเราผิด แต่เราไปนึกว่าเราถูก สูงกว่าเขา ก็ซวย ซึ่งมันไม่ดี แต่ถ้าว่าเราผิดก็จะดีกว่า ถ้าไม่ใช่ก็แก้ไข แล้วเราก็ไปคบกับผู้ที่สูงกว่าเรา คบสัตบุรุษ จนมีความเชื่อมั่น ชัดเจนเลย แล้วมากระทำที่ใจของเรา เมื่อเราได้อะไรเพิ่มเติมมา สร้างแกนจิตนิยาม สร้างใจเราให้มันเจริญ ภาษาศัพท์เท่ๆว่า โยนิโสมนสิการ ทำใจในใจเราให้เด็ดขาด ถูกต้องถ่องแท้แน่นอนแก้ไขตรงจุดเกิดเลย โยนิโสมนสิการ ก็ทำตรงที่เป็นปัจจุบัน status quo ตัวที่จะต่อเป็นสัมปชัญญะ แล้วเป็นพลังงานที่จะเสริมสานกันต่อไปอีก เราจะรู้จักสภาวะต่างๆ เอาพยัญชนะมาเรียก มันเยอะมาก เป็นล้านๆๆ เรียงกัน มีไว้ ภาษาจะเรียกเพื่อให้ร่วมรู้กันได้ แต่ถ้าเผื่อว่ามามันไม่ต้องการพิสูจน์ต่อเอาแค่นี้ก็แล้วไป แต่มันจะช้า ไม่มีใครตรวจสอบ ไม่มีใครให้คะแนนร่วมไม่มีใครชี้แนะเพิ่ม คุณก็จะช้าอยู่นั่นแหละ ถ้ามันมีหมู่ฝูงมีเพื่อน ต่างๆ สัมปชัญญะแล้วมาเป็นสัมปชานะ สัมปาเทติ มันมีรายละเอียดมากกว่านี้ สัมปฏิสังขาร สัมปัชลติ สัมปชลิตะ สัมปัชลติคือโหมไหม้ สัมปชลิตะคือโหมไหม้สำเร็จ สดใสสว่างรุ่งเรือง เหลือสิ่งที่สะอาด เข้าสู่สัมปันนะ สำเร็จไปเรื่อยๆ ตรวจสอบสัมปฏิเวทะ ทวนนอกในไม่มีเหลือเศษนะ ภาษาก็สื่อสภาวะต่างๆ เพื่อทำทุกอย่างที่เป็นสภาวะให้บริบูรณ์สัมบูรณ์ ถ้าเผื่อว่าเรามีสัตบุรุษ มีผู้ร่วมด้วยก็ช่วยกันเดินทางให้เร็วขึ้นได้ หาเหตุแท้ ทุกอย่างต้องหาเหตุแท้ จะเจริญหรือดับ ก็มีเหตุ เหตุที่ทำให้เจริญกับเหตุที่ทำให้ดับ มีแค่นี้ ขอแวะอีกว่า อาตมากำลังพิสูจน์สร้างพลังงานเหตุเพื่อให้เจริญ ไม่ยอมดับ ทั้งๆที่ควรดับแล้ว แต่อาตมาจะพิสูจน์สัมประสิทธิ์ พลังงานเสริมตัวแปร ที่เพิ่มได้ๆๆ อาตมาเพิ่มดันทุรังมาได้ 1 นักษัตร จาก 72 มา 84 ขยายจาก 84 เป็น 96 แล้วจะดันต่อไปอีก 96 เป็น 108 ครบ 3 นักษัตร ถ้าทำได้ พลังงาน Coefficient E=C(mc 2 +A) คนจะต้องเอาไปใช้ ไม่ต้องพูดถึงว่า Nobel prize ก็จะให้รางวัล แต่ถึงให้เราก็ไม่ไปรับ แต่ยอมรับไม่เกี่ยง ที่ไม่ไปมันเมื่อยและหนาวด้วย หากเอามาให้ที่นี่ก็เอา ก็เขาให้เกียรติ แต่ให้ไปก็ไม่ไป ไม่ใช่ว่ามันหยิ่งแต่มันหนาว ไปสวีเดนไม่ไหว พูดทำเท่ทำคุยโม้ไป พูดเป็นภาษาความหมาย ไม่ได้หลงตัวตน แต่สิ่งนี้มั่นใจว่าดีถูกต้องไม่เป็นโทษ ลีลาเหมือนคุยตัว ก็ต้องขออภัย แก้ไม่หาย เราสามารถตรวจสอบเหตุแท้มันได้ เมื่อสามารถทำได้เราก็จะดำเนินต่อไปเริ่มต้นจาก สติ คือการตื่นรู้รอบ อะไรสัมผัสเราก็รู้ครบ ได้เท่าไหร่ก็ดีเท่านั้น เก็บความรู้รอบที่มาเกี่ยวได้จากใกล้มาหาไกลเราก็รู้ depth ของมัน รู้จัก level ของมัน เราจะเข้าใจเห็นจริง ทำให้เราพัฒนาไปได้เรื่อยๆ จาก สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัวในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ . สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล.(ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในรอบนั้น ปฏิสาเรสฺสามิ = จักทำให้เขาสำนึก ปัจจเวกขันตัสสะ = ได้สำนึก) จะมีลำดับขั้นตอน level มี adaptation ของมัน ผู้ที่เรียนรู้จะรู้ร่วมกันได้ จะเข้าใจต่างๆนานา สติสัมปชัญญะ เกิดมาจาก อินทรีย์ 6 เพราะว่าเป็นทางเข้ามารู้หรือทางเข้ามาทำลาย กิเลสมันเข้ามาจากทวารทั้ง 6 ใครจะมีมากกว่า 6 ทวารก็ยกมือ ก็ไม่มี จบแล้ว พระศาสดาก็ค้นพบเท่านี้ เป็นสูตรขยายจาก 6 ทวารนี้ ไม่มีอะไรเกินกว่านี้ แม้แต่ศาสนาเทวนิยมก็ไม่ได้รู้ 6 ทวารนี้เก่งเท่ากับศาสนาพุทธ เขาพอรู้ แต่ไม่ได้ขยาย 6 ทวารนี้เป็นตัวตั้ง จะขยายไปได้มหาศาล เพราะว่าธาตุรู้ของคนนี้มันลึกซึ้ง จะไปให้เกินกว่า 6 ทวารนี้ไม่ได้ เกินกว่าพระเจ้าสร้างอีก มันจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์โลกอย่างไร ที่เรียกว่าจิตนิยาม ยิ่งใหญ่เกินกว่า 6 ทวารนี้ได้ พระเจ้าแน่จริงสร้างมาเลย เมื่อ 6 ทวารก็มีอินทรีย์ 6 อินทรีย์คือพลังงาน เกิดการสะสมตั้งลงเป็น static มี dynamic เป็นคู่ จะมีตัวแปรที่เป็นทศนิยมเสมอ ตราบใดที่มี 2 ตัวนี้ทำงาน ไม่มีพลังงานตัวแปรที่เป็นตัวเพิ่ม แม้แต่ทศนิยม .000001 มันก็คือ 0 กับ ชรตา 0 ทรงตัวได้ระยะหนึ่ง เดี๋ยวมันก็เข้าไปหา ชรตา ถ้าไม่มีตัวแปรใหม่มากขึ้นอีก ถ้าคุณสามารถรู้และพัฒนาตัวแปรให้เป็น Coefficient สามารถพัฒนาให้ดีกว่าเก่าได้ เหมือนอย่างอาตมา สู้ฝืนสภาวะพวกนี้ เพื่อจะไม่ยอมตาย สร้างพลังงาน Coefficient สัมประสิทธิ์มีให้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่อวดดีแต่เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ ยังพอได้ไม่ทรมานทรกรรมมากไป ไม่น่าทุเรศทุรังการเกินไป พอได้ไม่น่าเกลียดน่าชังไป อาตมาว่ามันน่าทำ คนไหนคิดว่าไม่น่าทำก็ต่างความคิด ก็หาทางออกจากนี้ไป แต่สำหรับอาตมาก็ขอทำ อนุญาตนะ เมื่อมีอินทรีย์ 6 เป็นทางเข้าของกิเลสทางเข้าของความเจริญ มีทั้งเสริมสร้างและทำลาย เมื่อเรามีพลังงาน มีองค์ประกอบเหตุปัจจัยเหล่านี้ขึ้นมา เราก็จัดสรรไป เรียกวิญญาณฐีติ วิญญาณที่เป็นตัวตั้ง พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ 7 อย่าง ยังไม่ขอลงรายละเอียดตรงนี้ ก็ต้องศึกษาสัตตาวาส 9 จะมีคู่อีก 2 อันที่เป็นตัวจบ เนวสัญญานาสัญญายตนะกับอสัญญีสัตว์ มี 2 อันนี้ที่เพิ่มจากวิญญาณฐีติ 7 ถ้าสองอันนี้เข้าใจแล้วก็จะต่อหรือจบวิญญาณก็ได้ จบคือตัดสันตติ สองอันสุดท้ายนี้ อสัญญีสัตว์กับเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นพลังงานคู่สุดท้ายของอายตนะ 2 ในพลังงาน 6 นี้ อินทรีย์ 6 จะเกิดพลังงาน 6 สุดท้ายก็ คู่สุดท้ายคือพลังงาน 2 ธรรมะ 2 ก็จัดการธรรมะสองสุดท้าย หรือคุณจะต่อ อยู่เหนือได้เลย จะเกิดหรือจะดับก็ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแต่เป็นเรื่องสัจจะ เป็นเรื่องจริง เมื่อคุณสามารถควบคุมวิญญาณฐิติ หรือทำให้สัตตาวาส 9 สูญได้ คุณก็ควบคุม การเกิดการดับได้ คุณจะควบคุมการเกิดดับได้ ก็ต้องสามารถทำ สุจริต 3 ให้เจริญก้าวหน้าพัฒนาอีกก็ได้ แต่แน่นอนว่าคุณเลิกทำทุจริตแน่ คุณรู้แล้วว่าทุจริตมันเป็นภัยทั้งตนและท่าน คุณจะไปทำหาอะไร ทำมันไปทำไม เพราะมันเป็นภัยต่อตนและท่าน สร้างขึ้นมาก็เป็นภัยต่อตัวเราเองอีก เราอยู่ร่วมจักรวาลกัน มันไม่ไปไหนก็ต้องมาถึงเราจนได้ หากเรายังไม่ยอมตายก่อน ไม่ปรินิพพานปริโยสาน แต่ถ้าคุณยังอยู่ สักวันมันก็ต้องมาถึงคุณ ผู้ที่รู้จักสุจริตทุจริตแล้วก็จะหยุดเด็ดขาดเลยเลย ทุจริตไม่ทำ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะทำแต่สุจริตเท่านั้น ไม่มีใครบังคับหรอกมันเป็นปัญญา ปัญญาอันสูงสุด ถ้าหากยังทำทุจริตอยู่ก็ยังมีเศษแห่งความโง่ เราไม่ได้บอกว่ามีความโง่เต็มๆนะ ถ้าหากทำทุจริตอยู่ ตั้งแต่มีความโง่เต็มๆกับมีเศษสุดท้ายของความทุจริตความโง่ก็ยังทำทุจริตอยู่ ทำสุจริตก็มีประโยชน์คุณค่า ตนเองไม่ทุกข์ร้อนไม่มีภัยไม่มีโทษ มีแต่ความเกื้อกูล สนับสนุนกันอย่างดี คนที่รู้ที่จบจริงๆจะไม่ทำ นอกจากจะมีซาตานไปบังคับเรา ถ้าซาตานหมดฤทธิ์ มันบังคับเราไม่ได้อีกแล้ว เราอยู่เหนือมันได้จริงๆ แล้วจะมีอะไรบังคับ ปฏิภาณปัญญาก็รู้อะไรคือสิ่งที่ดี ไม่มีใครบังคับหรอก ตัวปัญญามันคือสุดยอดแห่งการตัดสิน เป็นตัวสุดยอดแห่งการบงการให้ทำอะไร เมื่อมีสุจริต 3 จะเป็นอาหารของสติปัฏฐาน 4 ในอวิชชาสูตร สุจริต 3 จะเป็นอาหารของสุจริต 4 ก็จะได้โพชฌงค์ 7 มาต่อ แล้วก็โพชฌงค์ 7 เป็นอาหารของวิชชาและวิมุตติ ในอวิชชาสูตร สูตรนี้ครบแล้วในการเกิดดับ ทวนหรือตามก็ได้ 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61)
แต่ถ้าหากมีอวิชชามันก็เกิดตรงกันข้ามกันย้อนกันไปตามนั้น ตัณหาสูตร 1. การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของ.. การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง 2. การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของ.. ความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) 3. ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของ.. การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) 4. การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ 5. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น).เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ 6. การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ.. ทุจริต 3 (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) 7. ทุจริต 3 เป็นอาหารของ.. นิวรณ์ 5 8. นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของ.. อวิชชา 9. อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 62)
สมการต่างๆที่นำมาสื่อให้รู้โดยใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ นำออกไปใช้ได้ ต่อมา E(เสขบุคคล) = สติปัฏฐาน 4(สุจริต3 2 +สํารวมอินทรีย์6 ) เป็นไปตามลำดับของแต่ละคนกำหนดหมายได้แม่นยำถูกต้องอย่างไร พยัญชนะอย่างนี้ตรงกับสภาวะอย่างนี้ ก็ไปตรวจสอบกัน กับผู้รู้ที่ตรงกัน ผู้รู้มีหลายคน คนนี้เรานับถือให้คะแนนได้ถูกต้องด้วย มันก็เป็นการรับรองกันด้วยสัจจะ สัจจะสองอย่าง สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะคือสัจจะที่สูงเฉพาะตัวคนเดียวแต่ใครไม่รับรองกับเราได้หรอก สามารถคิดไปเองได้ จะถูกหรือไม่ถูกไม่มีใครรับรอง แต่ถ้าคุณแน่จริงก็เปิดเผยให้คนอื่นรับรู้ร่วม ให้เขาพิสูจน์ เขาก็มีความคิดความรู้เหมือนกัน เขาจะได้ช่วยตัดสิน ยิ่งหากเขามีความรู้มากกว่าคุณก็จะตัดสินได้ ความรู้ไม่มากกว่าคุณ คุณก็ตัดสินของคุณว่าแน่ แต่คนที่สูงลึกซึ้งแล้ว ไม่มีใครอยากจะรู้สิ่งที่ผิด ใช่ไหม อยากรู้สิ่งที่ดีที่ถูกจริงๆนั่นแหละคุณจะไปงมงายอะไรกับอยากรู้สิ่งที่ผิดมา อยากรู้มากแล้วเอาสิ่งที่ผิดมาใช้ด้วยมันก็เป็น trippleโง่ พอแล้วคนที่มีภูมิธรรมอย่างนี้ ไม่ต้องไปเสียเวลาให้สูญเสียเปล่าๆ สรุปว่าเสขบุคคล จะเข้าใจและพัฒนาด้วยสูตร E(อาริยชน) = วิชชา(อุเบกขา 2 +A) A เหมือนปุญญาภิสังขาร อุเบกขาเหมือน C 2 ปุญญาภิสังขาร เป็นตัวกำจัดทำลายเป็นเครื่องมือฆ่า ในภาวะของการเป็นอยู่จะมี static dynamic และ kinetic เป็นตัวแปรเป็นพลังงานเคลื่อนที่ เราสามารถทำให้เกิด Coefficient โดย ควบคุมสัมประสิทธิ์นี้ได้ ให้ปฏิภาคทวีต่อไปได้หรือให้จบไม่ต่อก็ไม่ทำอะไร หากตัดสันตติก็เร็วไปหาเสื่อมสูญได้เร็ว ตัวแปรสัมประสิทธิ์เป็นตัวแปรในขั้นสูง แต่คุณหยุดตัวสัมประสิทธิ์ ไม่พัฒนาต่อไปอีกคุณไม่มีการก้าวหน้าต่อไปอีก คุณได้หยุดมัน ยิ่งหยุดสันตติ แม้จะเพิ่ม.00001 ก็ไม่เพิ่มเพราะคุณหยุดมันได้เลย มันก็จะมีแต่เสื่อม เพราะคุณเก่งที่สุดในลักษณรูป 4 คือ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ชรตา หากไม่มีอนิจจตาตบท้ายก็ 0 ตัดสันตติ ทุกอย่างก็จะมีแต่สูญไปโดยธรรมชาติ และก็จะไม่มี อนิจจตา ตบท้ายไม่ฮึดต่อก็จบ แต่ถ้าฮึด อนิจจตา อย่างอาตมามีสัมประสิทธิ์ต่อ ก็ไปได้อีก เพื่อที่จะพิสูจน์พลังงานในมหาจักรวาลว่ามันมีอย่างนี้ เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง อุตุ มันทำไม่ได้ ไม่มีตัวประธาน แต่ที่เราทำไม่มีพิษภัยต่ออะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ พืช มนุษย์ วัตถุ มีแต่รู้กับเอามาใช้ประโยชน์ มันจึงไม่สูญเสียไม่เสียหายอะไรเลย ในสามอย่างนี้ 1. ปุถุชน 2. อาริยชน (เสขบุคคล) 3. อรหันต์ อรหันต์นี้หมดตัวตน ไม่มีปุญญะแล้ว ตนเองจบไม่ต่อ ปุญญะ จบ มีแต่ให้คนอื่นทำปุญญะต่อ เราหมดเครื่องมือปหานแล้ว เป็นสำนึกของผู้เจริญ แต่ไม่ทำร้ายใคร มีเครื่องมือที่สุดยอด ปุญญะ แต่ไม่ไปทำร้ายใคร จัดการแต่กิเลสตัวเอง เมื่อตัวเองหมดกิเลสแล้ว คนนี้ก็มีสำนึกดี ไม่ไปหาเรื่องเลวร้ายต่อเลย สะอาดจิตสะอาดใจจริงๆ ไม่มีเศษเสี้ยว แต่ถ้าขัดแย้งมีเศษเสี้ยวอาฆาต ประชด มันก็ไม่จริง อรหันต์แบบนี้ไม่มีใครยอมรับ ยังมีเศษส่วนที่แฝงอยู่ มันต้องสะอาดจริง ไม่มีแฝงร้ายอะไร เศษนิดหน่อยอะไรไม่มี พระอรหันต์มีความรู้สูง จนกระทั่งเก็บสิ่งที่สูญหรือไม่มีสิ่งที่สูญในตัวเองออกไปได้ อย่างแท้จริง ไม่แท้จริงมันก็ไม่ใช่ แต่ถ้าใช่ มันก็ไม่ผิด มันต้องเป็นอย่างนี้ ตกลงสมการ มันมีสมการปุถุชน จะเรียกว่าสัมประสิทธิ์มันก็เป็นสัมประสิทธิ์ในทางร้าย อาริยชน ก็มีสัมประสิทธิ์ในทางที่ดี ยิ่งอรหันต์เป็นต้นไปก็มีความรู้ในสัมประสิทธิ์ พัฒนาขึ้นไปเป็นโพธิสัตว์ระดับต่างๆ อาตมากล่าวอธิบายขณะนี้เพราะว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ขึ้นไปหา 8 โพธิสัตว์ระดับ 4 คืออรหันต์ โพธิสัตว์ระดับ 5 คืออนุโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ระดับ 6 คือ อนิยตโพธิสัตว์ (อันนี้จะยาวจนไปถึงระดับ 7 นิยตโพธิสัตว์ อาตมาจะขึ้นไปในระดับ 8 มันจะเป็นจริงหรือไม่ พวกคนทั้งหลายแหล่ไม่มีภูมิรู้เท่าอาตมาในระดับ 7 จะไปพูดระดับ 8 คนก็จะไปรู้ได้อย่างไร จะโกหกก็ได้แต่อาตมาไม่บ้าโกหกหรอก กรรมเป็นอันทำ จะมีหรือไม่มีมันก็เป็นสัจจะ ถ้ามีระดับ 8 ระดับ 9 ท่านก็มาบอกอาตมาได้ การขยายความต่อไปได้อีก อาตมาก็จะได้รู้เพิ่ม ท่านเป็นผู้ใหญ่ก็มาเพิ่มให้ มันก็ไม่มีปัญหาเลยมีแต่ปัญญา จริงๆ มีคนเขาเอากระดาษมาส่ง เขียนว่า E=C(mc 2 +A) + xy + x
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive