7 บทที่ 2 ทัศบูรณ์.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์869 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 2 เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อด าเนินการวิจัยครั้งนี้ จ าแนกเอกสารที่ศึกษาและน าเสนอเป็น 6 ด้าน ดังนี้ 1. ทฤษฎีการเรียนรู้ 1.1 ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธินิยมเชิงสังคม 2. ทฤษฎีการรับรู้ 2.1 ความหมายของการรับรู้ 2.2 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ 2.3 องค์ประกอบของการรับรู้ 3. แนวคิดการฝึกอบรม 3. แนวคิดและองค์ประกอบการเรียนรู้ในการอบรม 3.1 ด้านเนื้อหาสาระการเรียนรู้ 3.2 รูปแบบการจัดการการเรียนรู้ 3.3 ด้านการจัดการเรียนรู้ 3.4 การจัดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความรู้และความคิด 3.5 การจัดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดทักษะ 3.6 การจัดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดเจตคติ 3.7 ด้านกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ 3.8 ด้านการใช้สื่อการเรียนรู้ 3.9 ด้านการประเมินผลการเรียนรู้ 4. แนวคิดแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม 4.1 ความเป็นมาของแพทย์วิถีธรรม 4.2 องค์ความรู้แพทย์วิถีธรรม 4.3 การจัดอบรมแพทย์วิถีธรรม 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6. กรอบแนวคิดในการวิจัย ทฤษฎีการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning Theory) การเรียนรู้คือกระบวนการที่ท าให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความคิด คนสามารถเรียนได้จากการได้ยินการสัมผัส การอ่าน การใช้เทคโนโลยี การเรียนรู้ของเด็กและผู้ใหญ่จะต่างกัน เด็กจะเรียนรู้ด้วยการเรียนในห้อง การซักถาม ผู้ใหญ่มักเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ที่มีอยู่ แต่การเรียนรู้จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ผู้สอนน าเสนอ โดยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนจะเป็นผู้ที่สร้างบรรยากาศทางจิตวิทยาที่เอื้ออ านวยต่อการเรียนรู้ ที่จะให้เกิดขึ้น 8 เป็นรูปแบบใดก็ได้ ดังนั้น ผู้สอนจะต้องพิจารณาเลือกแนวคิด ทฤษฎีและรูปแบบการสอน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้กับผู้เรียนตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ทฤษฎีการเรี

อ่านต่อ

ยนรู้พุทธินิยมเชิงสังคม (Social-Cognitive Learning Theory) แบนดูรา (Bandura. 1977 : 941-951) ผู้พัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้พุทธินิยมเชิงสังคม (Social-Cognitive Learning Theory) อธิบายว่า มนุษย์เรียนรู้การแสดงพฤติกรรมใหม่ผ่านการสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่นหรือตัวแบบ (Model) และผลที่ตามมาของพฤติกรรม ซึ่งเป็นสารสนเทศที่น ามาใช้ในการพิจารณาว่าพฤติกรรมอันใดได้รับการยอมรับให้ปฏิบัติ บุคคลก็จะใช้เป็นแนวทางส าหรับการแสดงพฤติกรรมใหม่ของตนต่อไป แบนดูรากล่าวถึง การเรียนรู้และการแสดงพฤติกรรมว่าเป็นเหตุการณ์ที่แยกกัน การเรียนรู้ตามทัศนะของแบนดูราจึงแตกต่างจากการเรียนรู้ตามทัศนะของนักพฤติกรรมนิยม ซึ่งมีความเห็นว่าการเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวร แต่ทัศนะของแบนดูรา ผู้ที่เรียนรู้พฤติกรรมใด หมายถึงการรับรู้และจดจ าพฤติกรรมนั้นไว้ แต่อาจจะแสดงหรือไม่แสดงพฤติกรรมนั้นก็ได้ องค์ประกอบของทฤษฎีการเรียนรู้ทางพุทธินิยมเชิงสังคม ประกอบด้วย 1. พฤติกรรมตัวแบบ เราสามารถแบ่งตัวแบบได้เป็น 3 ประเภท คือ (1) ตัวแบบที่มีชีวิต (A Live Model) หมายถึง บุคคลและพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกเช่น พ่อ แม่ เพื่อน ครูและพฤติกรรมที่บุคคลเหล่านี้แสดงหรือปฏิบัติ (2) ตัวแบบที่เป็นค าพูด (A Verbal Instruction Model) หมายถึง ค าพูด ค าสอน ซึ่งรวมถึงการบรรยายหรือพรรณนาพฤติกรรมที่เป็นตัวแบบ เช่น พฤติกรรมของความกตัญญู พฤติกรรมของความกล้าหาญเสียสละ เป็นต้น (3) ตัวแบบที่เป็นสัญลักษณ์ (A Symbolic Model) หมายถึง ตัวแบบที่เป็นได้ทั้งลักษณะที่เป็นจริงและที่ปรากฏในนิทาน ภาพยนตร์ การ์ตูน รายการโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ เป็นต้น 2. การเสริมแรงให้กับผลที่ตามมาของพฤติกรรมตัวแบบ ทฤษฎีนี้มีความคล้ายคลึงกับทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบปฏิบัติการ ตรงผลที่ตามมาของพฤติกรรมมีความส าคัญต่อการเรียนรู้ ต่างกันตรงที่การเสริมแรง ผลที่ตามมาของทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบปฏิบัติการ เป็นการเสริมแรงจากภายนอกหรือจากสิ่งแวดล้อม แต่ทฤษฎีการเรียนรู้ของแบนดูรา เป็นการเสริมแรงจากภายในของผู้เรียนเอง ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของรางวัล เช่น ความภาคภูมิใจ ความพอใจ เป็นต้น พฤติกรรมของตัวแบบที่ผู้เรียนสังเกตที่ได้รับการเสริมแรง ผู้เรียนจะมีปฏิกิริยาตอบสนองทางบวกต่อพฤติกรรมนั้น เมื่อผู้เรียนแสดงพฤติกรรมของตัวแบบได้ตามมาตรฐานที่ผู้เรียนก าหนดขึ้นจนเสมือนเป็นพฤติกรรมของตัวเองได้ ผู้เรียนจะมีความพอใจหรือภูมิใจ ซึ่งเท่ากับเป็นการเสริมแรงหรือให้รางวัลกับตัวเอง 3. กระบวนการทางปัญญาซึ่งเป็นกระบวนการภายในของผู้เรียน มีบทบาทส าคัญในการประมวลผลสารสนเทศที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมของตัวแบบ ซึ่งขึ้นกับความสามารถของผู้เรียนในการรับรู้เข้ารหัสข้อมูล และสะสมประสบการณ์ในรูปของสัญลักษณ์และสิ่งที่เป็นตัวแทนของพฤติกรรม เพื่อเก็บไว้ในความทรงจ าและน ามาใช้ในอนาคต สารสนเทศเหล่านี้จะใช้ในการปรับพฤติกรรมของผู้เรียน กระบวนการนี้ต้องอาศัยปัจจัย 4 ประการ คือ (1) ความใส่ใจ (Attention) จึงจะเกิดการสังเกตพฤติกรรมได้เป็นอย่างดี (2) การจดจ าพฤติกรรม (Retention) เป็นการรับรู้และสะสมประสบการณ์ของพฤติกรรม ตัวแบบ ที่ได้จากการสังเกตและดึงประสบการณ์มาใช้ในภายหลัง (3) การแสดงพฤติกรรมให้เหมือนตัวแบบ (Reproduction) เป็นการน าพฤติกรรมที่สังเกตและเก็บไว้ออกมาปฏิบัติ การฝึกปฏิบัติ 9 พฤติกรรมบ่อย ๆ จะช่วยพัฒนาและปรับปรุงทักษะของการแสดงพฤติกรรมนั้น และ (4) การจูงใจ (Motivation) เป็นการส่งเสริมการเลียนแบบพฤติกรรมที่เป็นตัวแบบโดยสร้างความคาดหวังผลทางบวกที่จะตามมา 4. การก ากับตนเอง (Self Regulation) เป็นความสามารถของบุคคลในการควบคุมและก าการเรียนรู้ของตนเอง มาจากความเข้าใจถึงผลที่เกิดตามมาของพฤติกรรม ถ้าผลที่ตามมาคือรางวัล ผู้เรียนจะมีความพอใจพฤติกรรมของตนเอง ถ้าผลที่ตามมาคือการลงโทษผู้เรียนจะไม่พอใจ พฤติกรรมทั้งสองประการนี้มีผลต่อการตั้งเกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรม ถ้าตั้งเกณฑ์ไว้สูงและสามารถท าได้ตามเกณฑ์ก็จะเกิดการเสริมแรงในตนเอง ท าให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ แบนดูราเชื่อว่าการเรียนรู้โดยการสังเกตเกิดขึ้นในขั้นการจดจ าพฤติกรรม และขั้นการแสดงให้เหมือนตัวแบบ ครูที่เข้าใจเรื่องแรงจูงใจควรสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนสามารถประเมินพฤติกรรมของตนเองได้ โดยตั้งเกณฑ์ผลสัมฤทธิ์สูงแต่อยู่ในวิสัยที่ผู้เรียนสามารถท าได้ เพื่อให้ผู้เรียนประสบความส าเร็จ อันจะเป็นการเสริมแรงให้กับตัวของผู้เรียนเองและเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ต่อไป 5. การรับรู้ศักยภาพของตนเอง (Self Efficacy) การรับรู้ความสามารถของตนเองนั้น มีผลต่อการกระท าของบุคคล บุคคล 2 คน ที่รับรู้ความสามารถของตนเองแตกต่างกันจะมีการแสดงออกในคุณภาพของพฤติกรรมแตกต่างกัน แม้ว่าจะมีความสามารถไม่ต่างกัน แบนดูราเชื่อว่าความสามารถของบุคคลไม่ตายตัวแต่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ การพัฒนาการรับรู้ความสามารถของตนเองท าได้ 4 วิธี ได้แก่ (1) การท าให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ที่ประสบความส าเร็จ (Mastery Experience) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการพัฒนาการรับรู้ความสามารถของตนเอง เพราะเป็นประสบการณ์ตรง ความส าเร็จท าให้เพิ่มความสามารถของตนเอง บุคคลที่รู้ว่าตนเองมีความสามารถจะไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ (2) การใช้ตัวแบบ (Modeling Variable) การใช้ตัวแบบที่ส่งผลต่อความรู้สึกของบุคคลว่าเขามีความสามารถที่จะท าได้ (3) การใช้ค าพูดชักจูง (Social Presentation) ใช้การบอกว่าผู้เรียนมีความสามารถที่จะประสบความส าเร็จ วิธีนี้ไม่ค่อยจะได้ผลนัก ควรใช้ร่วมกับวิธีที่ท าให้ผู้เรียนได้ประสบความส าเร็จ (4) ใช้การกระตุ้นทางอารมณ์ (Emotional State) การกระตุ้นทางอารมณ์มีผลต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง แต่การกระตุ้นที่รุนแรงอาจท าให้การกระท าไม่ค่อยได้ผลดี เช่น การถูกข่มขู่ ความวิตกกังวล ความเครียด มีผลให้การแสดงพฤติกรรมไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธินิยมเชิงสังคมของแบนดูรา สรุปเป็นหลักการได้ดังนี้ (1) มนุษย์สามารถเรียนรู้ผ่านการสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่นหรือตัวแบบ (2) กระบวนการทางสติปัญญาของผู้เรียนและการตัดสินใจเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญของการเรียนรู้ (3) ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อม ปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมที่เป็นตัวแบบมีผลต่อการเรียนรู้ (4) องค์ประกอบที่ส าคัญของการเรียนรู้ ได้แก่ ตัวแบบทางพฤติกรรม การเสริมแรงให้กับการแสดงพฤติกรรมตามตัวแบบ กระบวนการทางปัญญาของผู้เรียนในการเลียนแบบพฤติกรรมที่เป็นตัวแบบ (5) ทฤษฎีของแบนดูราอธิบายเพียงเรื่องการเรียนรู้ การเรียนรู้ไม่ได้หมายความว่าจะมีผลถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การประยุกต์สู่การสอน ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธินิยมเชิงสังคม ประยุกต์ไปใช้ในการเรียนการสอนได้ดังนี้ (1) ใช้ตัวแบบเป็นแหล่งข้อมูลสารสนเทศส าหรับผู้เรียน ในการพัฒนาทั้งทางด้านทักษะทางกายและทักษะทางปัญญา รวมไปถึงการพัฒนาทักษะทางภาษา โดยวิเคราะห์ตัวแบบให้เหมาะสมกับการพัฒนาผลการเรียนรู้ที่ต้องการ (2) น าเสนอตัวแบบด้วยสื่อและวิธีการต่าง ๆ ให้ผู้เรียนได้จดจ าซ้ า ๆ 10 ย้ าทวนพฤติกรรมของตัวแบบ (3) ใช้วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนต่าง ๆ ที่ให้ผู้เรียนได้เกี่ยวข้องกับตัวแบบ (4) พัฒนาผู้เรียนให้เกิดการรับรู้ตนเองว่ามีศักยภาพที่จะท าได้ตามตัวแบบ (5) ให้การเสริมแรงแก่ผู้เรียนเมื่อสามารถแสดงพฤติกรรมตามตัวแบบที่ก าหนดได้ ทฤษฎีการรับรู้ ความหมายของการรับรู้ การรับรู้ หมายถึง กระบวนการที่บุคคลแต่ละคนมีการเลือกการประมวลผลและการตีความเกี่ยวกับตัวกระตุ้นออกมา ให้ความหมายและได้ภาพที่มีเนื้อหา ซึ่งเกิดจากการที่อวัยวะรับความรู้สึก มีหน้าที่รับรู้ข้อมูลที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา ส่งผ่านเส้นประสาทขึ้นสู่สมอง ข้อมูลจะอยู่ในรูปของพลังงานต่าง ๆ เช่น ความร้อน แสง เสียง ฯลฯ อวัยวะรับความรู้สึกแต่ละชนิดจะรับพลังงานได้เฉพาะ เช่น ตารับแสง หูรับเสียง ผิวหนังรับอุณหภูมิสัมผัส ฯลฯ ข้อมูลเร้าอวัยวะรับความรู้สึกให้แปรพลังงานเหล่านี้เป็นกระแสประสาทเดินทางสู่สมอง จะเกิดความรู้สึก เช่น มองเห็น ได้ยิน จึงเกิดขบวนการรับรู้โดยเป็นกระบวนการที่อินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตพยายามท าความเข้าใจสิ่งแวดล้อม โดยผ่านทางประสาทสัมผัส กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการใช้อวัยวะสัมผัสจากสิ่งเร้าและจัดระบบสิ่งเร้าใหม่ภายในระบบการคิดในสมอง จากนั้นจะแปลสิ่งเร้าที่รับสัมผัสว่าสิ่งเร้านั้นคืออะไร ขั้นแปลความหมายนี้เป็นขั้นที่มีการใช้ประสบการณ์เก่าเป็นพื้นฐานของการแปลความหมาย นอกจากนี้ การที่บุคคลตีความและตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นการรับรู้ แบ่งได้เป็น 2 กิจกรรม คือการรับข้อมูลและการแปลข้อมูลให้เป็นข้อความตามความเข้าใจ การรับรู้จะต้องค านึงถึงความรู้ความเข้าใจในข้อมูลข่าวสารความสนใจและประสบการณ์ จึงสามารถท าให้แปลความถูกต้อง (นิตยา สุภาภรณ์. 2552 : 6-7) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ ปัจจัยที่เป็นตัวก าหนดการรับรู้ สิ่งเร้าอย่างเดียวกันอาจจะท าให้คนสองคนสามารถรับรู้ต่างกันได้ การที่มนุษย์สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างและจะรับรู้ได้ดีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ เช่นประสบการณ์ วัฒนธรรม การศึกษา ดังนั้นการที่บุคคลจะเลือกรับรู้สิ่งเร้าใจอย่างใดอย่างหนึ่งใน ขณะใดขณะหนึ่งนั้น จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้มี 2 ประเภท คือ 1. อิทธิพลที่มาจากภายนอก ได้แก่ ความเข้มและขนาดของสิ่งเร้า (Intensively and Size) การกระท าซ้ า ๆ (Repetition) สิ่งที่ตรงกันข้าม (Contrast) การเคลื่อนไหว (Movement) 2. อิทธิพลที่มาจากภายใน ได้แก่ แรงจูงใจ (Motive) การคาดหวัง (Expectancy) ความสนใจ อารมณ์ ความคิด และจิตนาการความรู้สึกต่าง ๆ ที่บุคคลได้รับ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ประการแรกลักษณะของผู้รับรู้กับประการที่สองลักษณะของสิ่งเร้าดังนี้ ปัจจัยการรับรู้มี 2 ประเภทคือ 1. ลักษณะของผู้รับรู้ ลักษณะของผู้รับรู้พิจารณาจากการที่บุคคลจะเลือกรับรู้สิ่งใดก่อนหรือหลัง มากหรือน้อยอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้รับรู้เป็นส าคัญ ปัจจัยที่เกี่ยวกับผู้รับรู้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน คือด้านกายภาพกับด้านจิตวิทยา 1.1 ด้านกายภาพ หมายถึงอวัยวะสัมผัส เช่น หู ตา จมูก และอวัยวะสัมผัสอื่น ๆ ปกติหรือไม่ มีความรู้สึกรับสัมผัสสมบูรณ์เพียงใด ความสมบูรณ์ของอวัยวะรับสัมผัสจะท าให้รับรู้ได้ดี การ 11 รับรู้บางอย่างเกิดจากอวัยวะรับสัมผัส 2 ชนิดท างานร่วมกัน เช่น ลิ้นและจมูกช่วยกันรับรู้รส การรับรู้จะมีคุณภาพดีขึ้นถ้าเราได้รับสัมผัสหลายทาง เช่น เห็นภาพและได้ยินเสียงในเวลาเดียวกัน ท าให้เราแปลความหมายของสิ่งเร้าได้ถูกต้อง 1.2 ด้านจิตวิทยา ปัจจัยทางด้านจิตวิทยาของคนที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้นั้นมีหลายประการ เช่น ความจ า อารมณ์ ความพร้อม สติปัญญา การสังเกตพิจารณา ความสนใจ ความตั้งใจทักษะ ค่านิยม วัฒนธรรม ประสบการณ์เดิม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นผลจากการเรียนรู้เดิมและประสบการณ์เดิม นอกจากปัจจัยส าคัญดังกล่าวแล้วยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้อีก ได้แก่ สมรรถภาพของอวัยวะสัมผัส ความสามารถของสมองและประสาทสัมผัสที่จะได้รับเลือกจัดหมวดหมู่และตอบสนอง รวมทั้งขนาดและชนิดของสิ่งเร้า ดังเช่นบุคคลจะรับรู้สิ่งเร้าได้ดีและรวดเร็ว ถ้าสิ่งเร้านั้นมีความเข้มมาก ขนาดของสิ่งเร้านั้นใหญ่มากและสะดุดตา โดยเฉพาะสิ่งเร้าใหม่ ๆ ที่เราไม่คุ้นเคยบุคคลจะใส่ใจและเกิดการรับรู้ หากพบว่าเกิดความแตกต่างกันของสิ่งเร้า และสิ่งเร้านั้นเกิดขึ้นซ้ า ๆ และมีการเคลื่อนไหว บุคคลจะรับรู้ต่อสิ่งเร้านั้นได้ดีและรวดเร็ว 2. ลักษณะของสิ่งเร้า ลักษณะของสิ่งเร้านั้น พิจารณาจากการที่บุคคลจะเลือกรับรู้สิ่งใดก่อนหรือหลัง มากหรือน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งเร้าดึงดูดความสนใจ ความตั้งใจมากน้อยเพียงใดหรือไม่ ลักษณะของสิ่งเร้าที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ มีดังนี้ 2.1 สิ่งเร้าภายนอกที่ดึงดูดความสนใจ ได้แก่ คุณสมบัติและคุณลักษณะของสิ่งเร้าที่จะท าให้เกิดการรับรู้นั่นเอง ซึ่งถ้าสิ่งเร้ามีคุณสมบัติและลักษณะที่สนองธรรมชาติในการรับรู้ของคนเราก็จะท าให้มีความตั้งใจในการรับรู้ดีขึ้น 2.2 การจัดลักษณะหมวดหมู่ของวัตถุที่เป็นสิ่งเร้า เครื่องมือของกระบวนการรับรู้ประกอบด้วยอวัยวะส าคัญ คือ Sensory Organs ซึ่งท าหน้าที่เก็บข่าวการกระตุ้นต่าง ๆ และ Sensory Centers ซึ่งท าหน้าที่รวบรวมและแปลข่าวของการกระตุ้นดังนี้ 2.1.2 Sensory Organs หรืออวัยวะสัมผัส Sensations ต่าง ๆ เช่น 2.1.2 Sensory Organ ของตาท าหน้าที่รับรู้แสง (Visual Sensation) 2.1.3 Sensory Organ ของหูท าหน้าที่รับรู้เสียง (Hearing Sensation) 2.1.4 Sensory Organ ของลิ้นท าหน้าที่รับรู้รสชาติ (Tastes Sensation) 2.1.5 Sensory Organ ของจมูกท าหน้าที่รับรู้กลิ่น (Smell Sensation) 2.1.6 Sensory Organ ของผิวหนังและอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกายซึ่งจะรับรู้ความเจ็บปวดร้อน เย็น ตึง แน่นฯ ลฯ 3. Sensory Centers ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์บางกลุ่มในสมองซึ่งเป็นศูนย์การรับรู้และท าหน้าที่แปลข่าวสารข้อมูลที่ได้รับ ซึ่งศูนย์เหล่านี้มีความสลับซับซ้อนมาก แต่มีวงจรที่แน่นอนส าหรับการรับรู้และแปลความหมาย 3.1 มองเห็นในที่มืด ลักษณะสี ขนาดของวัตถุ และแยกการรับรู้ได้ว่ามีความสวยหรือ ไม่สวย ใกล้หรือไกล หรือมีความเหมือนหรือแตกต่างกัน 12 3.2 รับรู้เสียง หนัก เบา สามารถแยกแยะเสียง เข้าใจความหมายของค าพูดหรือภาษาต่าง ๆ ที่สื่อสารออกมาได้ 3.3 รับรู้รสชาติ เปรี้ยว หวาน ขม เค็ม สามารถแยกแยะได้ว่ารสชาติอร่อยหรือไม่อร่อย 3.4 รับรู้กลิ่นต่าง ๆ รู้จักกลิ่นเฉพาะ สามารถแยกแยะได้ว่ามีกลิ่นหอมหรือไม่หอม หรือกลิ่นเหม็นอันไม่พึงประสงค์ 3.5 รับรู้ความร้อนเย็น รับรู้ความเจ็บปวด หรือรับรู้การเจ็บไข้ไม่สบาย (นิตยา สุภาภรณ์. 2552 : 7-9) องค์ประกอบของการรับรู้ องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการับรู้ของบุคคลมีดังต่อไปนี้ 1. ความตั้งใจ (Attention) คือ การเอาใจใส่ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งดังนั้นการรับรู้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สิ่งที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจของคนแยกได้ ดังนี้ 1.1 สิ่งเร้าภายนอกคุณสมบัติของสิ่งเร้าภายนอกที่ดึงดูความตั้งใจหรือความสนใจ คือสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ระดับความเข้มหรือความหนักเบาของสิ่งเร้า การกระท าซ้ า ๆ การเคลื่อนที่หรือการเปลี่ยนระดับการเคลื่อนย้ายไปมา การตัดกัน 1.2 สิ่งเร้าภายใน ได้แก่ ความสนใจความต้องการหรือความหวัง แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1.2.1 ความสนใจชั่วขณะ (Momentary Interest) ได้แก่ ความสนใจที่มีอยู่ขณะนั้น เช่น นักกีฬารอฟังเสียงสัญญาณ 1.2.2 ความสนใจที่ติดเป็นนิสัย (Habitual Interest) ได้แก่ ความสนใจเดิมที่บุคคลติดเป็นนิสัย คนที่มีความพร้อมจะเลือกสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามความสนใจเดิมของตน 2. การเตรียมพร้อมที่จะรับ (Preparatory Set) หมายถึง สภาพของจิตใจที่สงบและ แน่วแน่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียว การรับรู้พร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ 3. ความต้องการ หมายถึง สภาวะจิตใจที่อยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อเป็นความอยากได้ การรับรู้ที่เกิดขึ้นก็จะมีประสิทธิผล จากองค์ประกอบของการรับรู้ข้างต้น ท าให้เกิดกระบวนการรับรู้เป็นล าดับขั้นตอน การรับรู้จะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการ ดังนี้ ขั้นที่ 1 สิ่งเร้า (Stimulus) มากระทบอวัยวะสัมผัส เมื่อบุคคลได้รับสิ่งเร้า จะมีการจัดระบบเพื่อแยกแยะสิ่งเร้าที่เกิดออกมาเป็นส่วนที่สนใจ หรือมุ่งความสนใจไปยังสิ่งนั้นเป็นพิเศษ และจัด สิ่งเร้าให้รับรู้และเข้าใจมากขึ้น ขั้นที่ 2 กระแสประสาทสัมผัสวิ่งไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีศูนย์อยู่ที่สมองเพื่อ สั่งการตรงนี้เกิดการรับรู้ (Perception) ซึ่งเป็นตัวก าหนดข่าวสารว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ โดยเป็นกระบวนการเลือกที่จะรับรู้ ท าให้เกิดการรับรู้เด่นชัดเฉพาะสิ่งที่สนใจเท่านั้น ขั้นที่ 3 สมองแปลความหมายออกมาเป็นความรู้ความเข้าใจ โดยอาศัยความรู้เดิมและประสบการณ์เดิม ความจ า เจตคติ ความต้องการ ปทัสถานบุคลิกภาพ เชาวน์ปัญญาท าให้เกิดการตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่งการรับรู้ (Perception) 13 จากขั้นตอนการรับรู้ท าให้เกิดกระบวนการของการรับรู้ (Process of Perception) ซึ่งเป็นกระบวนการที่คาบเกี่ยวกันระหว่างความเข้าใจ (Understand) การคิด (Thinking) การรู้สึก (Sensing) ความจ า (Memory) การเรียนรู้ (Learning) การตัดสินใจ (Decision) การแสดงพฤติกรรม (Behavior) โดยแสดงกระบวนการรับรู้ โดยการสัมผัสกับกระบวนการรับรู้ การรับรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยสิ่งเร้าจากภายนอก เข้ามากระทบระบบประสาทสัมผัสที่ท าหน้าที่รับความรู้สึกแล้วส่งข้อมูลการรู้สึกนั้นไปยังสมองซึ่งประกอบด้วยการมองเห็นการได้ยินการได้กลิ่นการรู้รสและการสัมผัสผิวซึ่งเป็นบทบาทของประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของการรับรู้ดังนี้ 1. การมองเห็น เกิดโดยผ่านสายตาที่มีสิ่งเร้า คือแสง และแสงกระตุ้นเซลล์ประสาทรับความรู้สึกในจอตา เซลล์ประสาทตาจะน าความรู้สึกที่ตาส่งไปยังสมอง เซลล์ประสาทที่สมองจะส่งกระแสความรู้สึกกลับมาที่ประสาทการมองเห็น 2. การได้ยิน เกิดโดยผ่านทางหู เมื่อมีการสั่นสะเทือนหรือคลื่นเสียง จะเป็นตัวกระตุ้นที่อวัยวะการรับรู้ทางเสียงรับกันเป็นทอด ๆ จากหูส่วนนอก หูส่วนกลาง หูชั้นใน ซึ่งความเหลวที่อยู่ในโพรงหูเป็นรูปหอยทาก จะรับประสาทความรู้สึกแล้วถูกส่งไปยังกระแสประสาท น าความรู้สึกสู่สมองโดยผ่านประสาทการได้ยิน 3. การได้กลิ่น เกิดจากสิ่งเร้าจ าพวกสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศ ไปกระตุ้นให้เกิดกระแสประสาท จะส่งผลต่อไปยังอวัยวะส่วนกลาง อยู่ตอนหน้าของสมองบริเวณหรือเพดานจมูก กระแสประสาทจะส่งไปยังสมองส่วนหน้าซึ่งจะท าหน้าที่เกี่ยวกับกลิ่นต่อไป 4. การรู้รส เกิดจากสิ่งเร้าที่ทาให้เกิดรสมีลักษณะเป็นสารเคมีไปกระตุ้นปุ่มรับรู้รสที่มีกระจายอยู่บริเวณลิ้น ที่ผิวด้านบนและข้าง ๆ ลิ้นที่มีเซลล์ประสาทรับความรู้สึกรวมกันเป็นปุ่มเล็ก ๆรูปดอกบัวตูม ปุ่มนี้สามารถตอบสนองต่อรสพื้นฐาน 4 รส คือ รสหวาน รสเปรี้ยว รสขม และรสเค็ม 5. การสัมผัสผิว การรู้สึกที่ได้จากการสัมผัส เกิดขึ้นเพราะผลกระท าของตัวรับความรู้ 3 ชนิด ที่ท างานผสมผสานกัน คือแรงกดอุณหภูมิและความเจ็บปวด การสัมผัสผิวยังมีความรู้สึกเคลื่อนไหวและการทรงตัว การที่เรารู้ว่าขณะนี้อวัยวะใดท างานอะไร ความรู้สึกเช่นนี้เรียกกว่าความรู้สึก การเคลื่อนไหว โดยมีตัวประสาทรับความรู้สึกการเคลื่อนไหวอยู่ทั่วไปในกล้ามเนื้อและข้อต่อ อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายท าหน้าที่ส่งข้อมูลการเคลื่อนไหวรับ ภาระน้ าหนัก สภาวะการหดตัวและการคลายตัวของกล้ามเนื้อไปสู่สมอง ท าให้สมองรับรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา ความส าคัญของการรับรู้ของทฤษฎีการเรียนรู้ 1. การรับรู้มีความส าคัญต่อการเรียนรู้ โดยการรับรู้ท าให้เกิดการเรียนรู้ ถ้าไม่มีการรับรู้ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ในท านองเดียวกันการเรียนรู้มีผลต่อการรับรู้ครั้งใหม่ เนื่องจากความรู้พื้นฐานเดิมจะช่วยแปลความหมายให้ทราบว่าคืออะไร 2. การรับรู้มีความส าคัญต่อเจตคติ อารมณ์ และแนวโน้มของพฤติกรรม เมื่อรับรู้แล้วย่อมเกิดความรู้สึก เกิดอารมณ์ พัฒนาเป็นเจตคติ แล้วพัฒนาสู่องค์ความรู้ในที่สุด (นิตยา สุภาภรณ์. 2552 : 10-13) 14 แนวคิดการฝึกอบรม 1. ความหมายของการฝึกอบรม การฝึกอบรมได้มีนักบริหารและนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ ดังนี้ สนอง เครือมาก (2536 : 1136) กล่าวว่าการฝึกอบรมเป็นกระบวนการพัฒนาบุคคลให้มีคุณสมบัติตามหลักสูตรต่าง ๆ โดยด าเนินการอย่างมีระบบเพื่อให้สามารถพัฒนาบุคคลได้เป็นจ านวนมาก ส่วนสิทธิพร นิยมศรีสมศักดิ์ (2541 : 37-50 ) กล่าวว่าการฝึกอบรมท าให้เกิดการเรียนรู้และเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมค่อนข้างถาวรตามวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม และศศิกาญจน์ ทวิสุวรรณ (2545 : 7) กล่าวว่า การฝึกอบรมเป็นกระบวนการที่จัดขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้บุคคลได้เพิ่มพูนความรู้ ทักษะ ความสามารถ ทัศนคติและประสบการณ์เกี่ยวกับงานซึ่งจะน าไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การปรับปรุงงานในปัจจุบันและการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สรุปได้ว่า การฝึกอบรมเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบโดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างหรือเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ ทักษะความสามารถ ประสบการณ์ ทัศนคติเกี่ยวกับงานในหน้าที่หรืองานในอาชีพเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สูงขึ้นและเป็นการส่งเสริมสมรรถภาพในการท างานให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพต่อตนเองและองค์การ 2. ประเภทของการฝึกอบรม ศศิกาญจน์ ทวิสุวรรณ (2545 : 7) ได้กล่าวไว้ว่า ประเภทของการฝึกอบรมที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันมีหลายประเภท แต่ที่นิยมจัดฝึกอบรมของแต่ละหน่วยงานจ าแนกได้เป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้ 2.1 การฝึกอบรมก่อนท างาน เป็นการฝึกอบรมที่มุ่งให้ความรู้ความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับงานในหน้าที่ส าหรับบุคคลที่เข้าท างานและปฏิบัติงานต่าง ๆ ในองค์การ 2.2 การฝึกอบรมระหว่างการท างาน เป็นการฝึกอบรมส าหรับบุคลากรที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานหรือองค์การ เพื่อเพิ่มพูนหรือเพื่อทบทวนความรู้ความสามารถและทักษะการท างานที่อาจลืม หรือขาดความช านาญไปบ้าง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงงานที่รับผิดชอบ หรือเมื่อการท างานไม่บรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวัง 2.3 การฝึกอบรมเฉพาะเรื่อง เป็นการฝึกอบรมให้ได้รายละเอียดเฉพาะเรื่องเพื่อเพิ่มทักษะและความรู้ให้กว้างขวางเกิดความสามารถความช านาญในการปฏิบัติงาน หรือเพื่อเพิ่มเสริมงานหลักให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หลักสูตรของการอบรมในลักษณะนี้จะมีความหลากหลายระยะเวลาของการอบรมจะขึ้นอยู่กับเนื้อหาของหลักสูตรที่จัด 2.4 การฝึกอบรมในกรณีพิเศษ เป็นการอบรมเพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวมอาจจะเป็นการฝึกอบรมให้ทั้งบุคลากรของหน่วยงานบุคลากรนอกหน่วยงาน หรือเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกับหน่วยงานหรือชุมชนในสังคม การฝึกอบรมประเภทนี้มักจะเป็นการให้ข้อมูลความรู้พื้นฐานในการด ารงชีวิต 3. กระบวนการจัดการฝึกอบรม การฝึกอบรมเป็นกระบวนการพัฒนาบุคคลให้มีความรู้ มีทักษะ และเจตคติที่ดีเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ศศิกาญจน์ ทวิสุวรรณ (2545 : 7-8) ได้กล่าวถึงกิจกรรมส าคัญของกระบวนการฝึกอบรมดังนี้ 3.1 การหาความต้องการและความจ าเป็นในการฝึกอบรม 15 3.2 การก าหนดวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม 3.3 การออกแบบก าหนดหลักสูตรในการฝึกอบรม 3.4 การเลือกเทคนิควิธีการฝึกอบรม 3.5 การวางแผนการฝึกอบรมการประเมินและติดตามผลการฝึกอบรม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน