สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน สาธารณโภคีมีได้ในฆราวาส.docx
เนื้อหาในไฟล์
สาธารณโภคีมีได้ในฆราวาส ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ แล้วเศรษฐศาสตร์ที่ทำอย่างสมาธิที่สัมมาปฏิบัติ มันจะเกิดสภาพที่ ช่วยเหลือ เกื้อกูลอุดหนุน เสียสละสร้างสรรที่แบ่งแยกกันได้ทั่วถึง สุดยอดเลย เช่น ชาวอโศกเราทำได้สำเร็จถึงขั้นสาธารณโภคี สำเร็จมานานถึง 30 ,40 ปี แต่เศรษฐศาสตร์ทางโลกเขายังมองไม่ออก ยังไม่เห็นสิ่งที่สุดยอดของเศรษฐศาสตร์ คือ สุดยอดของเศรษฐศาสตร์ ที่ชาวอโศกทำได้ถึงสาธารณโภคี คนที่อยู่ในสังคมสาธารณโภคี คนอยู่ในสังคมนี้สมาชิกของสังคมนี้ ทำงานอยู่ในสังคม ทำงานเสร็จ จ่ายภาษี 100% หมายความว่าอะไร หมายความว่าทำงานแล้ว ตัวเองไม่เอาอะไรกลับคืนมาเลย ทำให้แก่กองกลางหมดเลย รายได้เอาเข้ากองกลางหมด ทุกคนทำงานฟรี มันเหนือชั้นกว่าคอมมิวนิสต์ เหนือชั้นกว่าประชาธิปไตย ของประชาธิปไตยต้องตั้งภาษี จัดไว้หลายอย่างขั้นตอนมากมาย เป็นการบังคับจิตใจ แต่ของพุทธนี้แก้ไขที่ทำสำเร็จที่ใจ ไม่ต้องมีการบังคับจิตใจกันทำอย่างเต็มใจ ในสมัยพระพุทธเจ้าทำได้ในวงสงฆ์ ไม่สามารถทำในฆาราวาสได้ ก็ตกอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจสูงสุด จะไปละลาบละล้วงถึงประชาชนไม่ได้ อย่างสมบูรณาญาสิทธิราช ต้องเสียภาษีให้แก่พระเจ้าแผ่นดิน จะมาทำอย่างนี้ไม่ได้ ที่เราทำอย่างนี้ได้ ไม่ผิดกฎหมายด้วย ถ้าทุกคนพอใจที่จะทำเอง เพราะยุคประชาธิปไตยมีอิสระเสรีภาพ เขาให้ด้วยเต็มใจ เขาเต็มใจที่จะทำแล้วเอาเข้ากองกลาง แล้วกองกลางก็มีคณะบริหารจัดงานเรื่องการเงินข้าวของ ที่เป็นของส่วนกลาง ก็ช่วยกันบริหาร แจกจ่ายเจือจาน อย่างที่เราทำกัน ชาวอโศกเกิดมา 30 - 40 ปีก็มีชีวิตอย่างนี้ ดี อาตมาว่า มันเป็นตัวอย่างของสังคมโลก ที่เขาแสวงหาระบบวิธี ว่าทำอย่างไรจะให้คนมาอยู่ร่วมกัน ไม่แย่งชิง ไม่ทะเลาะวิ
อ่านต่อ
วาท สร้างสรรค์แล้วเอามารวมกันกินกันใช้ มีส่วนเหลือส่วนเกินก็แจกจ่ายไปสู่นอกหมู่เราวงเรา หรือจะสะพัดแบบแจก หรือขายก็ขายให้ถูก ไม่ต้องรีดนาทาเร้น เอากำไรมาก เป็นวิธีเดียวกับที่ทางโลก ผู้บริหารปกครองเขาต้องการ แต่เขาไม่รู้ว่าศาสนาพุทธเป็นอย่างนี้ เถรสมาคมหรือผู้รู้เขาไม่รู้ว่า จะช่วยสังคมได้แบบนี้ ก็พาไปทำจารีตประเพณีแบบใหม่ ที่ไม่เคยมีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าพาทำ มันบานปลายกลายเป็นพิธีกรรมศาสนา เลอะแบบเดรัจฉานวิชา เป็นวิธีการที่นอกรีตมากมาย โดยเฉพาะเป็นวิธีการที่พระเจ้านี้สร้างขึ้นมา เพื่อให้คนเอามาทำทาน เราเรียกการทำทานที่ว่าบุญ เอามาทำให้แก่พระ หรือศาสนาที่เขาศรัทธา แม้ไม่ศรัทธาก็ถือว่าได้บุญเยอะ ทำบุญกับพระถือว่าได้บุญมากกว่าทำกับฆราวาส ขอให้นุ่งห่มจีวรโกนหัวมา ก็ถือว่าได้บุญเยอะ ทั้งๆที่การไปทำทานกับพระที่นุ่งห่มจีวรโกนหัว จะได้บาปมากกว่าทำทานให้กับฆราวาส เพราะอะไร เพราะเอาเงินไปให้กับผู้ที่นุ่งห่มจีวรโกนหัว เขาได้ไปก็เอาไปใช้ 1.ใช้ส่วนตัวเลย 2. ใช้อย่างเสียหาย เอาไปซื้อ สิ่งเสพติดมา ซื้ออาวุธซื้อปืน ซื้อสิ่งไม่ควรซื้อสารพัด ดีไม่ดีเอาไปแจกผู้หญิง นี่อาตมาพูดความจริงนะ ไม่ได้ว่าศาสนา แต่กำลังพูดวิชาการ มันเลยเละเทะไปหมดเลย พระภิกษุบวชแล้ว คนจะมาให้ทานบริจาคได้ ผ่านมือแล้วก็รับ เอาไปเข้ากองกลางเอาไปให้เวยาวัจกร เอาไปดูแลจัดการ หน้าที่การดูแลจัดการ การเงินของวัดของสงฆ์ มันไม่ใช่หน้าที่ของพระ เป็นหน้าที่ของฆราวาส พระไม่ต้องยุ่งเรื่องเงินเรื่องทอง ไปจัดการอย่างโน้นอย่างนี้ ให้ออกดอกออกผล มันไม่เกี่ยวกับเรื่องของพระเลย แต่เดี๋ยวนี้ มันเลอะเทอะไปหมด 600211_เทศน์ก่อนฉันและปฏิญาณ ศีล 8 งานพุทธาภิเษก ครั้งที่ 41 ปฐมอโศก