สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมประสิทธิ์ของสังกัปปะ 7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.36 KB
วันที่แก้ไข28 กุมภาพันธ์ 2560

เนื้อหาในไฟล์

สัมประสิทธิ์ของสังกัปปะ 7 ผู้ที่เข้าใจสังกัปปะ 7 ที่เป็นอาการพลังงานในจิตชัดเจน ว่าตักกะคืออะไร แล้วเอามาจัดการสังเคราะห์ มีวิตกวิจาร วิจัยต่างๆ แล้วทำให้เกิดสมบูรณ์เป็นสัมมาสังกัปปะ เป็นองค์รวมของสัมมาสังกัปปะ สังกัปปะ 7 ทำให้เกิดผลเป็นองค์รวม รวมตัวได้ทั้งแกนบวกและแกนลบ ทำงานอย่างกลมกลืนปรองดอง harmony อย่างผสมผสานกันได้อย่างดี แล้วร่วมกันทำงาน เพื่อที่จะรังสรรค์สร้างสรรค์สังเคราะห์พลังงานต่อเป็นสังขาร อภิสังขาร ออกไปทำงานเกิดเป็นวจีสังขาร พร้อมจะออกไปเป็น วิญญัติ เป็นกายวิญญัติเต็มรูป หรือออกไปส่วนหนึ่งเป็นวจีวิญญัติ จากวจีสังขาร ออกไปเป็นกายกรรม วจีกรรม ถ้าวจีสังขารที่เป็นแค่ ปฏิฆสัมผัสโส ถ้ายังไม่มีชื่อ ยังไม่มีภาษา ก็เป็นนามธรรม เรียกว่าวัจจะหรือวจี ยังไม่มีชื่อ ต้องตั้งพยัญชนะ วจีสังขารเป็นสภาวะ เป็นตัวจิตแท้ๆ ต้องมาตั้งชื่อเรียกว่า อธิวจนะ ต้องมาทำให้เป็นภาษาคำพูด ถ้ายังไม่ตั้งชื่อเฉพาะ ก็พูดเป็นองค์รวมเป็นภาษาไป วจีสังขารเป็น common noun แต่ถ้ามาเป็นอธิวจนสัมผัสโสจึงจะเป็น ชื่อเฉพาะ proper noun เช่น มะนาวอันนี้ (มะนาวทองธรรมดา) มันก็มีชื่อมีนามของมัน มีสมมติที่เรียกของมันไป เนื้อแท้ตัวตนมันก็อย่างนี้ มีชื่อเรียกไปตามสมมุติ คนที่มีความรู้ก็จะรู้นะ อรรถะ (เนื้อแท้) และพยัญชนะ คนก็ใช้ธรรมะ 2 นี้ เป็นความรู้อาศัยไปตลอดกาลนาน สรุปผลของสังกัปปะ 7 ที่มีความรู้สามารถรู้ตั้งแต่จิตเริ่มดำริ ที่มันมีตัวไม่ดีได้แก่ กาม หรือพยาบาท หรือวิหิงสา คือ กาม พยาบาทที่เหลือเป็นตัวเล็กๆ ก็จัดการตัวพลังงานที่เป็นเชื้ออกุศล เป็นเชื้อบาป ได้ไปเรื่อยๆ พลังงานไม่หายไปเปลี่ยนพลังงานจากไม่ดีกลายเป็นพลังงานดี มาใช้เพิ่มอีก การทำสำเร็จก็เรียกว่าสัมมาสังกัปปะ โดยการมาวิเคราะห์วิจัย จนกระทั่ง

อ่านต่อ

ถึงขั้นวิจาร จาร คืออาการกิริยา พฤติกรรม วิจัยคือแยกแยะ จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงได้เรียบร้อย เปลี่ยนแปลงได้ดี ทำสำเร็จ เรียกว่า วิการ คำว่าวิคือเยี่ยมยอดแล้ว ที่ต่ำสุดเอาออก เอาสูงไว้จนสำเร็จเรียบร้อย ก็กลายเป็นสูงสุดก็คือ วิ จะเป็น วิสุทธิ์ วิเศษ วิสิทธิ์ เป็นต้น สัมประสิทธิ์ co-efficiency ก็คือธาตุ 2 มีธาตุหนึ่งเป็นธาตุแกน คือธาตุบวก และมีอีกธาตุเป็นธาตุลบ เป็นตัวเคลื่อนที่ที่ทำให้เปลี่ยนแปลง ตัวที่เคลื่อนที่ทำให้มีตัวแปร ผู้ใดมีความรู้จัดการตัว แปร ให้แปรมาเป็นโลกุตระ หรือว่าแปรอย่างโง่ๆกลายเป็นโลกียะอีก นึกว่าฉลาดแต่ได้โลกียะ ถ้าสามารถทำให้เป็นโลกุตระจริง ก็เป็นตัวแปรที่จริง พัฒนาขึ้นสั่งสมเป็นตัว แกนหลัก สัมประสิทธิ์ต้องมีสองอย่างทำงานคู่กันเสมอ เมื่อเรารู้เป็นภาษา แล้วทำได้เป็นสภาวะ จึงจะเห็นผลพลังงานโลกุตระจริง อย่างพวกเราทำได้ ก็กินใช้มีการช่วยเหลือกันอย่างไร ต่างคนรับภาระหนักก็ต้องหนักอยู่ บางคนก็เบาแล้ว แต่ทำอะไรได้มากขึ้น เจริญขึ้นก็เบาขึ้น ซ้อนจนสูงสุดก็เจริญอย่างเบาอย่างหนึ่งหนักอย่างหนึ่ง อย่างอาตมานี่ เบาอย่างหนึ่งหนักอย่างหนึ่ง มันก็ยังไม่เก่ง ยังเรียบเรียงตกหล่น มันยังไม่เสถียรไม่เข้ารูปเข้ารอย ไม่ลงตัวดี ก็ต้องทำไปฝึกไป เหมือนจับปูใส่กระด้ง เลยทำให้เสียพลังงาน พวกเราก็เหมือนปู ไม่ได้ไปลงโทษนะมันเป็นจริง มันก็จะต้องช่วยกัน ต่างคนต่างช่วย ต่างคนต่างสำนึกแล้ว ไม่อยากจะให้มันเสีย ต่างคนก็ต่างสำนึก ต่างคนต่างพากเพียรมันก็มาสู่แกนสู่แก่นเรื่อยๆ

600216_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 5

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน