สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ [266] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวสัมมาวาจาเป็น 2 อย่าง คือ สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง 1 สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค อย่าง 1 ฯ พ่อครูว่า เมื่อหมดเกลี้ยงเป็นอนาสวะแล้วก็สมบูรณ์ ส่วนที่เป็นสาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ หากเข้าใจผิด ไม่เข้าใจส่วนแห่งบุญว่าเป็นความมี แต่บุญ มันเป็นความไม่มี เป็นความเอาออก สูญ แต่เข้าใจผิดเป็นความมี ก็เลยกลับตาลปัตร มันคนละขั้ว บุญคือจัดการกิเลสออกไป เป็นส่วนๆ แล้วที่จะมีคือมีสิ่งที่จะต้องกำจัดมันอีก ให้มันหมด เป็นอนาสวะจึงหมดเกลี้ยง ส่วนที่ได้ สาสวะ เรียกว่าได้ผล ได้ผลคือได้สิ่งที่ไม่ได้ ได้สิ่งที่เอาออกได้ สูญได้หมดไปได้ ต้องคมแม่นชัดแน่แน่ว ว่าสิ่งที่มีคือสิ่งที่ไม่มี ยังไม่จบก็ต้องทำซ้ำ เมื่อชัดเจนว่าอันนี้ถูกต้องแล้ว ก็ต้องทำให้มาก อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ก็ต้องทำอย่างที่ได้ผลนี้แหละ ทำอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำไปซ้ำมา ให้มันเกิดผลอย่างที่มันสำเร็จนี่แหละ ภาวนาแปลว่าการเกิดผล ให้เกิดผลสูญๆๆ มากเข้าไว้ แน่นยิ่งขึ้น ยิ่งทำอีกก็แน่นอีก เพราะมันถูกต้อง มันเด็ดขาดแล้วสูญจริงแล้ว ทำเข้าไปๆ จบในคำสอนของพระพุทธเจ้า อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เป็นตัว อนุรักขนาปธาน เป็นการรักษาผลสร้างให้เกิดอเนญชา สร้างเกิดความไม่หวั่นไหว ความไม่เคลื่อนที่ ความไม่กระดุกกระดิก ความจบ อเนญชาภิสังขารเป็นตัวสุดท้ายของอภิสังขาร 3 ถ้าจัดการด้วยอวิชชาคือสังขาร แต่ถ้ามีความรู้ยิ่ง คือ อภิสังขาร เป็นการปรับปรุง ปรับแต่ง ปรับแก้ ถ้าปรุงธรรมดา ก็เป็นการปรุงอย่างมีพิษภัย มีอวิชชา ใครคนมาหลงใหลติดยึด แต่ของพุทธนั้นให้คนเป็นอิสระ ให้คุณช่วยตัวเองได้ ให้คุณแข็งแรง
อ่านต่อ
คุณจะได้ไปช่วยคนอื่นต่อ มันสร้างคน คนละลักษณะ คนละพันธุ์ คนละตระกูล พันธุ์โลกียะกับพันธุ์โลกุตระ
พวกเราเป็นนักสร้างสรรค์นักครีเอทีฟของโลก แต่ถ้าสร้างอย่างไม่รู้ก็ไปเป็นการสร้างไปทำร้ายทำลายเขา แต่ถ้านักสร้างสรรค์อย่างนักโลกุตระ ก็สร้างสรรค์อย่างบริสุทธิ์สะอาดมีประโยชน์คุณค่า แต่ละคนมีภูมิปัญญาของตัวเองมายอมเชื่ออาตมาเอง แล้วมาเป็นคนแบบนี้กัน จึงมีรูปธรรมของสังคมสาธารณโภคี ต่อมาเกิดผลจากการฝึกฝนจิตที่เป็น พุทธพจน์ 7 ได้จริง ๆ เกิดสาราณียธรรม 6 สามารถอยู่กันอย่างเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีลาภธัมมิกา กินใช้ร่วมกันเป็นสาธารณโภคี มันพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าได้แม้จะเข้าใกล้กลียุคแล้ว เข้าหาสองพันปีสุดท้าย จริงๆ พวกเราก็ยังจะเจริญไปอยู่ เพราะคนรุ่นนี้จะยังเป็นเชื้อที่จะพัฒนาต่อ อาตมาตายไปแล้ว ก็ยังต้องเกิดมาพัฒนาอันนี้ แล้วก็ต้องทำต่อไปอีก ประมาณ400 กว่าปี อันนี้จะเจริญต่อไปสร้างอันนี้ ในมวลมนุษย์ 7 พันล้านคน จะมีมวลของโลกุตรชนไม่เท่าไหร่หรอก มันมีมวลของโลกียะชนมากมาย คนจะเดือดร้อน พลังงานของพวกเรามีน้อย แต่มันมีผลสูง มันเหมือนปรอท แต่พลังงานคนส่วนรวมโลกียะมันเหมือนโฟม ปรอทมีน้ำหนักแม้มีน้อยก็ถ่วงโฟมที่เบาได้ จนกว่าสุดท้ายโฟมจะชนะ ถึงจะเป็นกลียุค เราก็ได้มาชลอๆไป มันก็ต้องหนักเพราะว่าเป็นยุคที่รุนแรง มันก็ต้องมีเหตุการณ์สภาพจริง ที่เราต้องมาประจัน อย่างดีก็ตาย ถ้าอย่างไม่ดีก็ต้องทรมาน แต่ไม่ต้องฆ่าตัวตายนะ อยู่กับสถานการณ์ให้สถานการณ์มันฆ่า ถ้าจะต้องถึงตายก็ตาย ถ้ามีบารมีไม่ตายมันก็ไม่ตาย อันนี้เป็นความซับซ้อนลึกซึ้ง แม้เราไม่มีบารมี แต่มีเจตนาจะทำ ไม่ได้ทำเพื่อตัวตน แต่ทำเพื่อส่วนรวมมันก็เป็นกุศล ถ้ามีโค้งงอ เป็น boomerang โค้งออกมาหาตัว ก็เป็นส่วนมีตัวตน ถ้าตรงๆ 180 องศาเลยก็ไม่ จะไม่ทำให้มีพลังงานโค้งหาตัวเองเลย ถ้าองศาโค้งน้อย ก็นึกว่าตรง แต่ที่ไหนได้อ้อมจักรวาลกว่าจะมาหาตัว คนก็ตามไม่ทันสิ เพราะตาเราไม่เก่ง ดูไม่ออกว่าโค้ง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) นักแทงบิลเลียด นักเตะบอล มันตีไปเหมือนตรงแต่โค้งเข้าหลุม มีแทคติกยอดเยี่ยมเลย พวกตีกอล์ฟ ตีไปโค้งลงหลุมด้วย คนนั้นต้องไปสำรวจพื้นที่แล้ว ว่าพื้นที่ลาดลงได้ หรือถ้าพื้นที่ไม่ลาดลงต้องตรง นั่นเป็นเพียงภายนอก แต่เราต้องทำพลังงานจิตให้ตรงให้ดีแล้วจะสำเร็จ 600216_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 5