สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 1 เรามาเริ่มต้นที่ มหาจัตตารีสกสูตร ล.14 ข.252-281 ๗. มหาจัตตารีสกสูตร (๑๑๗) [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ (พ่อครูว่า ย้ำว่า เฉพาะของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นใดทำให้เกิดสมาธิแบบนี้ไม่ได้ แล้วเกิดอาริยบุคคล สมณะ 1-8 ไม่ได้ ต้องอันนี้เท่านั้นอย่างอื่นไม่ได้ไม่มี) [25๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ (พ่อครูว่ามรรคทั้ง 7 เป็นเหตุให้เกิดสัมมาสมาธิ จิตที่เกิดความสงบนั้นมี 2 แบบแบบ 1 นั้นเป็นแบบที่เกิดจากสะกดจิต ก็นิ่งได้เป็นหนึ่งได้ แต่ไม่ได้วิจัยอะไรเลย แล้วศาสนาพุทธก็ไปหลงวิธีสะกดจิตที่ไม่ได้ยากอะไร นั่งสะกดเข้าไปอย่างไรมันก็ได้
อ่านต่อ
แต่ของพระพุทธเจ้า ต้องรู้รายละเอียดหมดเลย ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า...ความเห็นความเข้าใจ ต้องเริ่มจากสุริยเปยยาลสูตร มีมิตรดี รู้จักมิตรดีที่จะทำให้เรารู้จักศีล ปฏิบัติ ศีลแล้วจะเกิดอานิสงส์ 10 ของศีล ถ้าเกิดแล้ว ก็เกิดฉันทะ จะมาเอา ศีลต้องปฏิบัติอย่างนี้ บางคนเขาไม่ชอบ มีจริตชอบนั่งหลับตาสะกดจิตเขาก็ไม่มาเอาแบบนี้ ต้องมาลองดูก่อนว่าศีลต้องปฏิบัติแบบนี้ แสงอรุณจึงเป็นข้อ 2 คือศีล จากนั้นก็จะเป็นฉันทะ ที่จะยินดี คนมายินดีในทิศทางนี้ ก็มาเริ่มเรียน เริ่มเรียนก็จะต้องเรียนรู้อัตตา จับอาการอัตตา จับสักกายะตัวแรก เป็นธรรมะสอง ได้ตัวปฏิบัติแล้ว เมื่อเข้าใจสักกายะ รู้สักกายะ มีหลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์ใหญ่คือศีลสมาธิปัญญา ทำให้จิตบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส เมื่อเข้าใจ อัตตาพอสมควร เป็นความรู้เท่านั้น แสงอรุณคือความรู้ เป็นทิฏฐิ แล้วก็เอามาปฏิบัติ อย่างไม่ประมาท แสงอรุณตัวที่ 6 แล้วย้ำอีกนะว่า ปฏิบัติใจในใจเป็น โยนิโส การนั่งสะกดจิตก็เป็นการทำใจในใจ แต่ว่าไม่ใช่แบบนั้นนะ ที่เราจะทำ เราต้องรู้ว่าปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ อย่างไร ชัดเจนนะ มีแต่ศาสนาพุทธเท่านั้น ส่วนความมักน้อย สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ กถาวัตถุ ห้าอันแรกของลัทธิฤาษีเขาก็มี ศาสนาอื่นเขาก็มี แต่ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ ศาสนาอื่นไม่มี ถึงมีก็ไม่เหมือน ส่วน มักน้อย ศาสนาอื่นเขาก็มีแต่มักน้อยได้มากกว่าศาสนาพุทธด้วย ของศาสนาพุทธนั้นเป็นเรื่องของความเป็นสัจจะย้อนสภาพ ไหนว่าไม่มีมากแต่มีมาก ไหนว่าไม่มีแต่ก็มี เป็นไปตามองค์ประกอบ มหาปเทส ถ้าจะเอาความมักน้อยศาสนาเชนชนะหมด มีสมบัติแค่ ภาชนะใส่อาหารกับไม้ปัดสัตว์ คนก็ชอบแบบสุดโต่ง เขาก็ศรัทธาแบบนั้น ก็มีคนที่ศรัทธาแบบนั้นจริง ผู้อุปถัมภ์ค้ำชูนิดเดียว เขาก็อยู่ได้แล้ว พวกเชนอาศัยคนอื่นนะ ไม่ขุดดินปลูกพืช บิณฑบาตนิดเดียว กินน้อย มีแต่คนผอมไม่มีคนอ้วน นอกจากผู้ปฏิบัติไม่ดีก็จะมีพุง ถ้าปฏิบัติได้เก่งจะต้องผอม ช้างพี ฤาษีผอม เพราะฉะนั้นเราเอาแต่แง่ของน้อย อัปปิจฉะ มักน้อย สันตุฏฐิ ก็ไม่พอ ไม่สมสัดส่วน จึงยากมากเลยในความพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตรัสไว้ ยากมากเลยในความพอดี พอเหมาะ พอเพียง ต้องเอาในทุกปัจจุบันกาละ ความสงบสองนัย คือสงบนิ่งไม่รับรู้อะไรเลยนิ่งเงียบสงบกว่า แต่สงบของพระพุทธเจ้าต้องสงบอย่างไม่มีกิเลส อย่างหยาบกลางละเอียด แม้นิดหน่อยก็ไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เป็นตัวธาตุรู้ กำหนดรู้อย่างชอนไช ละเอียดหมดเลย ไม่มีเศษละเอียดแม้น้อย อากิญจัญญายตนะ แล้วตรวจแล้วตรวจอีกใน เนวสัญญาต่างๆนานา ตรวจแล้วตรวจอีก แม้น้อยนิดไม่มี แต่ว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ ต้องรู้ พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใช้สัญญาตรวจสอบ จนเกิดนิโรธ สัญญาเวทยิตนิโรธ ด้วยการใช้สัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ ปฏิเวธะ ทะลุแทงรอบ ตรวจสอบเกลี้ยง เป็นนักค้น ตรวจสอบจนไม่เหลือ แม้นิดน้อยก็ไม่เหลือ และรู้ความไม่มีอย่างครบรอบถ้วน พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา จึงได้ชื่อว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ นิโรธอย่างแจ้งสว่างชัดรอบใสสะอาดบริบูรณ์หมด จึงเรียกว่าสัจฉิ แจ้งสะอาดใสสว่างหมด
สัมมาทิฏฐิ ๑๐ (สาสวะ) เมื่อผู้ที่เริ่มต้นปฏิบัติแล้ว พระพุทธเจ้ากำหนดหลักปฏิบัติของท่าน มี ทาน ยิฏฐัง หรือวิธีปฏิบัติ หุตัง นี่คือสามเส้าแรก ทาน ยอดสุดคือการให้การไม่เอา สุดยอด วิธีการปฏิบัติศีลพรตต่างๆ ก็เพื่อล้างกิเลสให้หมดตัวตน เพื่อการให้อย่างเดียวกัน ทำแล้วมันได้อย่างนั้นหรือเปล่า จิตได้ผลอย่างนั้นหรือเปล่า คือหุตัง คือสามเส้าแรก ต่อจากนั้น ทินนัง ท่านก็แปลว่าทำทานสำเร็จแล้ว จบแล้ว แต่คุณทำใจในใจเลยสร้างความหวัง สาเปกโข มีจิตใจอยากได้อะไรคืนมา นิดน้อยหรือเปล่า ใจของคุณหวังว่าการให้แล้ว ต้องการอะไรตอบแทนหรือเปล่า ต้องไม่มีแม้แต่จิตใจที่อยากจะได้อะไรตอบแทนคืนมา ต้องอ่านอาการของจิตเราจริงๆ พระพุทธเจ้าให้อ่านให้ชัดว่ามันต้องมี มันไม่ง่าย คนที่ยังไม่ได้ทำ ยังไม่ชำนาญ จนเป็นอัตโนมัติมันจะต้องมี อยากได้ทำไม ห่วงหาอาวรณ์อาลัย มันจะต้องมีต้องได้ ก็มันจะสะเด็ดสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงตัวเองเกินว่า ทำไมไม่หมดเสียที ให้พากเพียรตัวเองไปอย่าไปอึดอัดขัดเคือง มันไม่ง่ายเสียทีเดียวค่อยๆทำ ใครทำได้ง่ายก็เป็นบารมี สอง ศีลพรต การปฏิบัติก็เพื่อที่จะให้ อีกเช่นกัน ด้องปฏิบัติธรรมทุกอย่าง ไม่ว่าจะทำให้เกิดสมาธิ ทำให้เกิดจิตใจสงบ ทำให้เกิดสิ่งที่ดีงามอะไรก็แล้วแต่ ทุกอย่าง วิธีการหรือที่ว่าเป็นกฎหรือทฤษฎี ทุกอย่างท่านแปลยิฏฐัง ท่านแปลทับศัพท์ว่า ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล หรือยัญที่บูชาแล้วมีผล ยัญ กับ อัญญะ อัญญะคือธาตุรู้ เอาวิธีปฏิบัติมาใช้ เป็นความรู้ที่มีวิธีปฏิบัติ ของพระพุทธเจ้าก็เฉพาะของพระพุทธเจ้าเลย คือแบบศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไตรสิกขา ดูวิธีปฏิบัติให้เกิดสัมมาสมาธิตามมหาจัตตารีสกสูตร วิธีปฏิบัติ ยัญพิธี พูดด้วยภาษาเทวนิยมคือบูชาพระเจ้า เพื่อให้เกิดพระเจ้า พระเจ้าคือจิตวิญญาณ ศาสนาพุทธนั้นพระเจ้าหรือจิตวิญญาณก็อยู่ที่ตัวเรา ส่วน จิตวิญญาณองค์รวมอันใหญ่ ก็ว่าไป เป็นพลังงานขององค์รวม อย่างพลังงานของพุทธศาสนาก็เป็นองค์รวม หรือพลังงานของพระสยามเทวาธิราช เป็นพลังงานปกปักรักษาเราอยู่โดยปริยาย แต่สำคัญคือตัวเราเป็นเอก ที่จะต้องทำที่ตัวเราให้สำคัญ อย่างพลังงานพระเจ้าจะช่วยผู้ที่ช่วยตัวเองก่อน พระเจ้าจะช่วยคุณ แต่คุณต้องช่วยตัวเองก่อน ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น คนนี้มีบารมีเท่านี้ พระเจ้าก็ช่วยเท่านี้ พระเจ้าจะไม่ลำเอียง จะไม่ช่วยเกินบารมี อาตมามีบารมีแค่โพธิสัตว์ระดับ 7 พระเจ้าก็ช่วยแค่ระดับ 7 ท่านไม่ช่วยให้ไปถึงระดับ 9 ต้องพัฒนาระดับ 8 ของตัวเองไป ถึง 8.005 ก็ช่วย 8.005 หรือถ้าช่วยตัวเอง 8.010 พระเจ้าก็ช่วย 8.010 พระเจ้าก็คือพลังงานที่มีจริงที่จะไปด้วยกัน เป็นธรรมะ 2 ไปเสมอ เมื่อวิธีปฏิบัติ ยัญพิธี หรือวิธีปฏิบัติ ทำเสร็จแล้วมันเป็นผลตรงกันหมด วิธีการนั่นแหละ สัมปทานั่นแหละ มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องไหม ได้ผลตรงไหม ยังตรวจอีก สังเวยที่บวงสรวงแล้ว เหมือนพวกเทวนิยมก็เราทำแล้วใจเราได้เสวย เสพรส ที่เป็นอุเบกขาไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เสพรสว่างๆ ใจเราได้เสพอุเบกขาไหม นี่คือสังเวยที่บวงสรวงแล้ว เป็นหุตังหรือไม่ มีผลต่อจิตใจหรือไม่ สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผลหรือไม่ ก็เสพในสิ่งที่ไม่มี เสพความว่างความไม่มี มีแต่ความจริงตามความเป็นจริง อย่างเสพรส มะนาวพิสดาร ใครที่ลิ้นไม่พิการมาแตะดู ก็รสเดียวกันหมด เป็นรสชาติของมะนาว เป็นความจริงตรงกันหมด เป็นสมมติสัจจะ ส่วนใครจะชอบหรือไม่ชอบ ก็เป็นปรมัตถสัจจะของใครของมัน ไม่มีอะไรขัดแย้ง สมมุติ แต่ในเรื่องของปรมัตถสัจจะ ชอบหรือไม่ชอบมันเป็นเรื่องของอารมณ์เก๊ แต่ถ้าใครไม่มีอารมณ์เก๊ ก็จะมีความตรงกันหมด เป็นหนึ่งเดียว แต่ถ้าใครมี 2 ขึ้นมา ชอบหรือไม่ชอบก็เป็นอารมณ์เก๊ ต่อมาผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี สุกฏทุกตานัง กัมมนังผลังวิปาโก คือทำแล้วไม่เกิดวิบากอีกเลย ไม่ว่าดีชั่ว กุศลอกุศลไม่เหลือสำหรับเรา เราไม่มี เราเองเราไม่ยึดกุศลอกุศล โดยปรมัตถ์มุ่งเข้าตรงจัดการกิเลสหมด หมดกิเลส นี่คือลักษณะการปฏิบัติอย่างลึกซึ้งละเอียด ว่าให้จัดการกิเลสเท่านั้น บุญให้จัดการกิเลสเท่านั้น เมื่อจัดการกิเลสหมดตัวตน ก็สูญไม่มีอะไร ดีไม่มีชั่วไม่มี แต่ได้ผลของสมมุติ จะมีแต่ดีเท่านั้น ถ้ายังมีกรรม ถ้าพระอรหันต์องค์ไหนที่ปฏิบัติธรรมแล้วบรรลุอรหัตผล ตัวจบ เป็นอรหัตผลที่เป็นพระอรหันต์สุดท้าย บรรลุแล้วก็ ตายปุ๊บ เป็นพระอรหันต์แบบ สมสีสี ขณะจิตเดียวกันเลย บรรลุปั๊บ ตายปุ๊บ พวกนี้ไม่มีกรรมต่อเลย ดีไม่มีชั่วไม่มีเลย บุญสำเร็จปั๊บตายปุ๊บ จบเลย คนที่บรรลุอรหันต์แล้วบุญก็จบทุกองค์ กุศลก็จบด้วยสำหรับองค์นี้ อรหันต์สมสีสี หมดทั้งบุญกุศล แต่ถ้าไม่ใช่ อรหันต์สมสีสี ยังมีชีวิตต่อ แต่บาปอกุศลไม่เกิดอีกตายสนิท “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” อรหันต์นี้ กิเลสตายแล้วแต่ยังมีชีวิตเท่าที่จะมีอายุขัยต่อไป ก็มีแต่กุศล ทำกรรมแต่ดี เป็นสมมุติสัจจะส่วนปรมัตถสัจจะ จิตใจของท่านมีแต่กิเลสสูญ ดีหรือชั่ว ท่านมีปฏิภาณปัญญา รู้ว่าอะไรดีทำแต่ดี ความชั่วทำไม่เป็นแล้ว ไม่ทำชั่วเลย จึงเรียกว่า ไม่ทำบาป ไม่ทำอกุศล ทำแต่กุศล เพราะฉะนั้นก็ขอย้ำหัวตะปูอีกที สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วไม่ทำบาปทำอกุศลอีกแล้ว กรณะ หมายถึงทุกรายละเอียดของกรรม ไม่มีสิ่งที่จะพึงเกิดขึ้น มีกรณะ มีกรรมทุกกรรม จึงมีแต่กุศล มีแต่ดี และท่านก็ไม่ติดดีไม่ยึดดีเป็นตัวตนของเรา จิตสะอาด ภาษาไทยที่จะไปใช้ว่า ท่านไม่ทำชั่วแล้วไม่ได้ ท่านไม่ทำผิดแล้วไม่ได้ พระอรหันต์ก็ทำผิดได้ ถ้าจะเรียกโดยโลกว่าชั่วก็ได้ คือพยัญชนะที่จะไปบอกว่าชั่วได้ ดีบ้างชั่วบ้าง ผิดถูกเป็นภาษาไทย เป็นสมมุติสัจจะ เช่น ยกตัวอย่าง อย่างอาตมาเขาก็หาว่าชั่ว ยังชั่วอยู่ ยังไปตำหนิคนอื่น คนที่ดีแล้วไม่มีตำหนิใครนิดหนึ่งน้อยหนึ่ง คุณสมมุติอย่างนั้นก็จะต้องว่าอาตมา ที่ตำหนิคน แล้วมันมีสิ่งที่ผิดมากจึงต้องตำหนิ ในยุคนี้จึงต้องตำหนิสิ่งไม่ดีไม่งามที่มีมากมาย ที่ทำผิดไปจากทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามันมาก แล้วถ้าไม่บอกเรื่องที่ผิด เรื่องที่ทำไม่ดีไม่งามไม่ถูกต้องจากของพระพุทธเจ้า ไม่บอกได้ยังไง ถ้าบอกแต่สิ่งดีสิ่งที่ถูกต้องอย่างเดียว คนที่จะรู้จักต้องรู้ทั้งสองส่วนต้องบอกทั้งสองด้าน เมื่อไม่ดีมาก จะต้องบอกสิ่งที่ไม่ดีมาก พูดสิ่งไม่ดีมาก สิ่งที่ดีแม้มีน้อย ยกตัวอย่างสิ่งที่ดี มันก็มีอยู่แค่นี้ แล้วจะไปเอาอะไรมายก เพราะฉะนั้นดีมันอยู่แค่นี้ พอยกก็หมด แต่ความชั่วนี้พูดไปแล้วพูดอีกก็ยังไม่หมด ก็เลยขอเวลาพูดความชั่วนี้เถอะ เพราะพูดยังไม่ครบเลย แล้วความเชื่อที่ว่ายังไม่ครบมันอยู่ที่คุณด้วย แล้วคุณก็ยังแสดงให้ด้วย แล้วมาให้บอกอีก จะปล่อยให้ทำชั่วทำภัยต่อโลกอีกทำไม ต้องเข้าใจพยัญชนะคำว่าบุญบาปให้ชัดเจน ดีชั่วให้ชัดเจน กุศลอกุศลให้ชัดเจน เมื่อกรรมเป็นตัวกลาง สุกฏทุกตานัง ทุกอย่างเกิดแต่กรรม ดีหรือชั่วบาปหรือบุญแค่ 4 คำนี้ก็ไม่ชัดหรือไง ดีหรือชั่วเป็นสมมติสัจจะ โลกียะ ส่วน บาปและบุญเป็นปรมัตถสัจจะ ถ้าไม่ชัด คุณทำโลกุตระ บาปหรือบุญ คุณทำไม่เป็น เพราะถ้าทำใจในใจไม่ได้ แยกกุศลอกุศลไม่ได้จะเอาอะไรมาทำ แล้วผลสำเร็จจะเกิดเมื่อไหร่ มันจะต้องมีญาณ มีความรู้ ความเห็น ความฉลาดที่เข้าไปเจาะอ่านอาการ ลิงค นิมิต จับสภาพอาการ มันไม่มีเนื้อหนังตัวตนเส้นแสงสีเสียงอะไร มันเป็นอาการโกรธมันเป็นอย่างนี้ อาการโลภมันเป็นอย่างนี้ อาการกามมันเป็นอย่างนี้ อย่างหยาบรู้ง่าย ต้องดูของเราก่อน จัดการตัวที่มันมากนี้ก่อนให้มันเล็กมันน้อยลง ตามให้ชัด ทำให้เกลี้ยง มันเป็นอาการ เท่านั้น คำว่าอาการจึงยาก ที่จะต้องรู้สภาวะจริงมันเกิดที่ใจเราจริง คำว่า อาการ ลิงค หรือเพศหรือความต่าง เราจะต้องดูอาการจับอาการที่เป็นเครื่องหมายมีนิมิต หมายอ่านเอาเอง คุณจะต้องมีญานมีความเฉลียวฉลาด คุณจะไปรู้ของใครไม่ได้เลย มันต้องรู้ของตัวเอง ไม่รู้ของคนอื่นมันก็ไม่ใช่เรื่อง ถึงไปรู้ของเขาก็ไม่ใช่หน้าที่ ทำนาของเราเองไม่ใช่ทำนาของคนอื่น คนอื่นบอกเขาได้ ให้เขาไปทำใจในใจเอง พระพุทธเจ้าก็ได้แค่บอก ให้ทำเอาเองกับสภาวะนั่นเองให้ได้เอง ผลวิบากสุกตทุกกฏานัง ดีหรือชั่ว ถูกหรือผิดจนละเอียดลออ เกิดจากการกระทำคือกรรม คือกรณะ เป็นกิจ กรณะ กรรม ต้องทำของตัวเองเท่านั้นทำถูกต้องจึงสะสมลงเป็นผล ทำผิดมันก็ไม่เป็นผล เมื่อทำได้แล้ว ก็จะรู้ว่าองค์ประกอบทั้งนอกและใน เราและเขาที่ผสมกันอยู่ร่วมกันไปอยู่ เราก็หยิบเอาตัวเหตุ ตรวจสำคัญที่จะมาทำลาย แม้แต่พฤติกรรมของคนอื่นเราก็ป้องกัน ศาสนาพุทธไม่ไปทำร้ายคนอื่น เราไม่ไปฆ่าการกระทำของคนอื่น ให้คนอื่นทำกรรมกิริยาของเขาเองให้หยุดเอง เมื่อสังคมโลกช่วยกัน ไม่ทำเลวทำร้ายเพิ่ม เราก็ทำของเรา คนอื่นก็ทำของเขา แล้วอย่าไปทำคนอื่น ป้องกันช่วยกันก็เท่านั้น โลกสังคมอยู่กันอย่างไร เราเรียกว่าโลกนี้ ทุกอย่างมีพฤติกรรมอยู่ ไม่ได้เลิก ไม่ได้สูญหาย ถ้ามีแต่สิ่งเดียวมันไม่เกิดอะไรเลย ถ้าเริ่มต้นมี 2 มันก็เริ่มมีอะไร ถ้าเริ่มต้นมี 3 ก็เป็นเรื่อง เป็นสามเส้า เป็นสองก็แค่ในระนาบเดียว พอเป็นสามก็ชุลมุนชุลเก มีมิติ สรุปแล้วโลกก็คือองค์รวมมีคนอื่นมีเราด้วย ส่วนโลกที่พระพุทธเจ้าให้ค้นพบ โลกหน้าโลกอื่นโลกอันใหม่ โลกอัญญะ โลกที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ไม่ใช่โลกที่โคลัมบัสค้นพบนะ คำว่าปรโลกนี่แหละ คำว่าปรแปลว่าอื่น อื่นที่ต้องมีภูมิรู้ คืออัญญะ อันอื่นที่เป็นของพระพุทธเจ้า อันอื่นของสามัญอย่างปรโลก คือโลกหลังตายไปแล้ว ก็สามัญแต่อื่นของพระพุทธเจ้านี้เฉพาะนะ อิมัญจ คือโลกนี้ของใครของมัน แต่ปรัญจ คือโลกหน้าโลกอื่นที่พระพุทธเจ้าค้นพบ คือโลกที่สูญ ที่ว่าง ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ทำแต่ดีไม่ทำชั่วเลย กิเลสหมดสนิทแล้ว โลกนี้กับโลกหน้า หรือปรโลกกับอยังโลโก หรืออิมัญจ ผู้ที่สามารถทำให้เกิด โลกคือความวน แต่เรายังอยู่ด้วย แต่เราอยู่อย่างเหนือโลกุตระ อยู่อย่างโลกโลกีย์ทำอะไรเราไม่ได้ ทำให้เกิดผลเสียผลเลวไม่ได้ อยู่ก็อยู่อย่างดีที่สุดมีประโยชน์ที่สุดไม่ทำร้ายใคร มีประโยชน์ต่อคนอื่น เขาทำร้ายก็ยอม แม้ที่สุดเขาจะฆ่าให้ตายอย่างพระโมคคัลลา ตายก็ต้องตาย มันสุดยอดแล้วทำร้ายทำให้แหลกเหลวเลย ท่านก็รวมตัวท่านขึ้นมาได้ เนรมิตตัวมาได้ อย่างนี้เป็นต้น อย่างไรก็ทำได้ แต่ท่านก็ต้องยอมตาย ถ้ายังไม่ตาย ยังอยู่จึงมีโลกอยู่ มีชีวิตอยู่มีแต่ดี ไม่มีชั่วเลย ทำแต่ประโยชน์ ส่วนวิบากคนอื่นจะได้รับอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ไปตอบโต้ด้วยความเร็วร้าย ที่จะสร้างวิบากต่อไป เส้าแรก ทาน ศีล ภาวนา(ผล) เส้าสอง โลกนี้โลกหน้า กรรมมีผล เส้าสาม พ่อมี แม่มี สัตว์โอปปาติกะมี สามอย่างนี้มันต้องมีสามเส้า ธาตุเป็นสัจจะของปรมัตถ์คือมีประธาน มี I แล้วมี She มี He คืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ อิตถีภาวะคือยังมีดิ้นดุ๊กดิ๊ก ทำให้เกิดภาวะเสื่อมเสียชำรุด เป็นภาวะที่ไม่ดี อิตถีภาวะ ยังมีความบกพร่องอยู่ จัดการสิ่งไม่ดีสิ่งบกพร่องยังไม่สมบูรณ์แบบให้ได้ ต้องใช้ประธานเป็นผู้จัดการเอาออก ให้เลิกให้หยุด ของเราเอง จนเหลือดีที่สุดแล้วเป็น ปุริสภาวะ เป็นหนึ่งแล้ว ไม่มีเศษของความเป็น 2 ดุ๊กดิ๊กไม่มี ไม่มีเศษของความเป็นสองเลย ตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีก เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ตรวจสอบแล้วจะ “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”ก็อยู่ที่ปุงลิงค์(1) กับนปุงสกลิงค์(0)คือ 1 กับ 0 แต่ 1 กับ 0 คูณอย่างไรก็ได้ศูนย์ นี่คือ ครน.คูณร่วมน้อย คูณอย่างไรก็ได้ศูนย์ จะทำอะไรเท่าไหร่ๆให้มันมาก ก็ประมาณเข้าไว้ให้ คูณร่วมน้อย อย่าให้เกิดเศษเกิดโทษเกิดภัย ไปกระทบกระเทือนกับใคร ระมัดระวังให้ได้จึงเรียกว่า ครน.จะให้พัฒนาให้มากให้ใหญ่ก็ไม่เบียดเบียนใคร ขอแวะนิดนึง อาตมาได้พาสร้างโลก สร้างภูเขา แม่น้ำ ลำธาร น้ำตก แผ่นดิน ยังไม่กระทบกระเทือนเบียดเบียนใคร แล้วก็ทำอย่างหารร่วมมาก ไม่กระทบกระเทือนใคร แต่ให้มากที่สุด ใหญ่ที่สุด หารร่วมมาก ลำธารอาตมาจะใหญ่ ที่ปฐมอโศกเป็นลำธารอันแรกใหญ่ที่สุดได้แค่นั้น ได้แค่นี้ ลำธาร แม่น้ำ ภูเขา อันที่สองไปสร้างที่สันติอโศก สร้างลำธารได้นิดหน่อย สร้างน้ำตกได้สูงเหมือนกัน ตอนนี้ได้ที่มากกว่าเดิม ที่บ้านราชฯ ยังทำไม่เสร็จนะ ลำธารยาว 1,000 กว่าเมตร ก็คิดว่าชีวิตนี้สร้างที่ราชธานีอโศกก็เสร็จแล้ว โลกของอาตมา พระเจ้าสร้างโลก ก็ได้แค่นี้ ก็ทำไปตามประสา ช่วยกันทำพ่อๆลูกๆ ทางโน้นก็ยังทำไป แต่จะทำทันหรือไม่ จะฟังธรรมกันหรือไม่ ก็อย่าทำแต่งาน คนหลงแต่งานกัมมรามตา ระวังเถอะมันจะช้ามันจะตกหล่น ก็ต้องฟังธรรมะศึกษาธรรมะด้วยแล้วจะได้เพิ่ม และปฏิบัติตัวเองไปด้วยก็จะดี เริ่มแรก ไตรสิกขามีศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ จิตเป็นลูก มีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เกิดจิตที่เป็นวิมุติ นิโรธ ทำให้จิตไม่มีกิเลส เป็นอธิจิต พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าศีลกับปัญญา เหมือนล้างมือล้างด้วยมือ ล้างเท้าด้วยเท้า ในโสณทัณฑสูตร สรุปแล้วจะเป็นศีลเป็นปัญญา เป็นลักษณะ 2 อย่างที่ทำงานช่วยกัน เป็นสอง เช่น ในอวิชชาสูตร มีสติปัฏฐาน 4 กับโพชฌงค์ 7 ทำงานอย่างเป็นธรรมะสอง สติปัฏฐาน 4 เป็นแม่ โพชฌงค์ 7 เป็นพ่อ ที่จริงเราจะสลับไปมาก็ได้ ไม่ผิดไม่แปลก ขอให้ทำถูกต้องตามความหมายชัดเจน แมวจะมีสีอะไรก็ช่าง ขอให้จับหนูได้ หรือมรรคองค์ 8 กับโพชฌงค์ 7 นั้น มรรค 8 เป็นแม่ โพชฌงค์ 7 เป็นพ่อ ก็จะเข้าใจลีลาว่าอะไรที่มีความนิ่งไม่มากเรื่อง ที่มากเรื่องเป็นแม่ ที่นิ่งๆไม่มากเรื่องเป็นพ่อ เราก็จะรู้ได้ว่าธรรมะ 2 คือมีสิ่ง 2 สิ่งร่วมกัน ทำให้เกิดอีกสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะจิตใจ จิตวิญญาณ ก็จะต้องรู้ว่า สองอันนี้ อันไหนจะทำให้มันดับไปให้เหลืออันเดียว ก็มีอันที่ 3 เป็นประธานไปจัดการ กับอีก 2 อันว่าจะให้เหลืออันไหน จบก็เหลือ 2 ถ้ายังมีชีวิตก็เหลือ 2 ถ้ายังมีชีวิตแล้ว จะเลิกก็เหลือ 0 แต่ถ้าจะทำงานก็ต้องมีหนึ่งขึ้นมา แล้วทำปฏิกิริยา เกิดปฏิฆ ตัวฆ มีไปมาทำงานแล้วเกิดอันที่ 3 ปฏิคือไปมาในแนวระนาบ เมื่อกระทบกันก็เกิดอีกอันหนึ่งเป็นอันที่ 3 เป็นสามเส้า สิ่งที่เป็นอย่างนี้มันเป็นอย่างนี้ไปตลอดไม่มีผิดหรอก พ่อ แม่ ลูก สามเส้า คือจิตของเรา ที่เราจะต้องเป็นคนจัดการความเป็นแม่ความเป็นพ่อความเป็นลูก ความเป็นผล ที่จะเกิดจากการทำให้ดีที่สุด เป็นหนึ่งให้ได้ ก็จบที่ มารดา บิดา กับสัตว์โอปปาติกะ รู้สัตว์ทางจิตวิญญาณ คนไม่รู้จักจิตวิญญาณแท้ก็เป็นสัตว์เปรตสัตว์นรกสัตว์เทวดา เป็นบทบาทลีลาที่ยึดมั่นถือมั่นเป็นความสุขเป็นความทุกข์เป็นดีเป็นชั่ว ผู้ที่จบแล้วสำหรับตนเองไม่มี ไม่ทำชั่ว ทำแต่ดีชำระกิเลสหมดแล้ว ทำแต่กุศลทำแต่ดี ก็อยู่ในโลกถ้าจะอยู่ต่อไป สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่ารับใช้เขาไป ของตัวเองกินใช้น้อย เมื่อทำได้แล้ว สำคัญอีกต่อมาก็คือ เอามาประกาศให้ผู้อื่นรู้ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) เอาสิ่งที่ได้ของตัวเอง ที่เกิดจริงเป็นจริง มาประกาศมาบอก มาอธิบาย ให้ผู้เรียนรู้ตามให้จริง ให้แจ้ง ให้ชัด ให้คม ให้แม่น ให้คนอื่นดู ถูกต้อง จะได้ปฏิบัติตาม มาสืบสานได้อย่างถูกต้อง ไม่อย่างนั้นมันสูญ สิ่งที่ดีในมนุษยชาติอย่าให้สูญ หลักเกณฑ์ของศาสนาพุทธนั้น ให้สูญในตน เมื่อจบแล้วจะสูญเมื่อไหร่ก็ทำได้ แต่ให้สืบสาน เป็นความกตัญญูกตเวที เป็นการรักษาให้โลก ก็ต้องช่วยกันทำ ลัทธิของพระพุทธเจ้านี้ครบครัน 0 ก็ 0 สนิทไม่มีอีก สิ่งที่มีอยู่ก็นิรันดรได้ โดยไม่ได้ยึดมั่นเป็นเราเป็นของเรา ในยุคใดที่สังคมโลกเขามีสิ่งที่ดีมาช่วย มนุษย์โลกเป็นคนดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องประกาศศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้น ช่วงใดที่ไม่มีศาสนาพุทธเกิด ช่วงนั้นเรียกว่าพุทธันดร ในระหว่างที่มันมีดีอยู่แล้ว พุทธไม่ต้องเกิด อยู่ในช่วงใดที่เป็นความเลวร้าย พุทธเกิดไม่ได้เลย หรือทำให้พุทธเกิดมาก็เสียของ ทำแล้วไม่คุ้ม เช่นในยุคนี้พระพุทธเจ้าเกิดไม่ได้หรอก ทำแล้วไม่คุ้ม ปล่อยให้โพธิรักษ์ทำไปดีกว่า ถูกเขาว่าเขาด่า แปดเปื้อน อาตมาก็ต้องสุดทน แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกลำบาก ไม่ต้องทน ไม่ลำบากลำบน แต่ก็ยากอยู่เหมือนกัน แต่ยากก็พอสู้ แต่ที่จริงลำบากก็พอสู้ แต่ไม่ลำบากก็ดีแล้ว แต่ยากก็ต้องทำ แม้จะลำบากก็ต้องทำ ก็รู้สึกว่ายังพอเป็นไป สรุป สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ก็ต้องประกาศอธิบายโลกนี้ และโลกอื่น โลกอัญญะ โลกวิสามัญ เป็นประโยชน์คุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการอยู่ผสมรวมอยู่กับเขา แล้วเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่าจริงๆก็ต้องทำต้องทรงไว้รักษาไว้ อยู่ในโลกในสังคม ในจักรวาลนี้เอกภพนี้มีชีวิต มีเชื้อชีวิต มีสัตว์โลก ก็ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่า มนุสโส มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณที่ดีที่สุด เหนือชั้นที่สุด ที่ประเสริฐสุดแล้ว เป็นสัตว์ที่ไม่มีอะไรดีเท่า ซึ่งมันก็ได้พัฒนาตัวเองมาจากสัตว์เดรัจฉาน มาใหญ่ที่สุดเล็กที่สุดอย่างไรก็พัฒนามาหมดแล้ว จนมาได้สมส่วนคือ มีหัวมีแขนขาตัวตนมีอวัยวะภายในองค์คาพยพ 32 พร้อมกับมีจิตวิญญาณ พร้อมกับสัญญาและใจ นี่แหละช่วยสัตว์โลกได้หมด ช่วยทุกอย่างในมหาจักรวาลได้หมด ช่วยได้ดีที่สุด มีตัวมีตน มีสิ่งที่ล่วงรู้กันได้ ซึ่งเป็นอุดมคติด้วย เป็นสิ่งที่จริงด้วย ส่วนศาสนาเทวนิยมนั้นเป็นอุดมคติ สิ่งที่จะมาช่วยได้เรียกว่าพระเจ้าหรือ God ยังไม่ครบพร้อมในสมมุติสัจจะ เป็นต่อตอนที่ยืนยันได้ชัดเจน อุดมคติตรงกัน แต่สิ่งที่มีที่เป็นนั้นพิสูจน์ได้ เป็นเอหิปัสสิโก เรียกร้องให้มาดูได้ ว่านี่ไง พระเจ้า เทพเจ้าโสดาบัน พระเจ้าสกิทาคามี พระเจ้าอนาคามี พระเจ้าอรหันต์ นี่ไง พระเจ้าอนุโพธิสัตว์ นี่ไง พระเจ้าอนิยตโพธิสัตว์ นี่ไง พระเจ้านิยตโพธิสัตว์ นี่ไง พระเจ้ามหาโพธิสัตว์ นี่เป็นพระเจ้าปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ไม่ได้สร้างศาสนา นี่คือสัมมาสัมพุทโธคือพระพุทธเจ้า ที่สร้างศาสนา ศาสนาพุทธมีทั้งพระเจ้าและมีทั้งมนุษย์ ที่มีทฤษฎีหลักเกณฑ์มาพิสูจน์ยืนยันทั้งสองส่วนครบ แล้วไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นเลยจริงๆ ในยุคที่ไม่มีพุทธ ก็มีสิ่งที่ดีที่สุดก็มีไปไม่ว่ากัน จึงมีทั้งยุคที่มีพุทธและยุคไม่มีพุทธ ไม่ได้ถือว่านิรันดรทีเดียว คำว่า นิรันตร กับพุทธันตร หรือพุทธันดรกับนิรันดร นิรันดร แปลว่า อยู่ในระหว่างที่ไม่มี คำว่าอันตร แปลว่าในระหว่าง ในระหว่างที่ไม่มีพุทธ พุทธไม่ต้องมี นั่นแหละเรียกว่าพุทธันดร ในระหว่างมันมีเนื้อของพุทธด้วยตัวมันเอง จึงเรียกว่า พุทธันดร จึงไม่ต้องมีพุทธศาสนา ในขณะที่ไม่มีพุทธศาสนา เรียกว่านิรันตะ ต้องเอาพุทธศ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive